Thai Journalist Association : สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย ,TJA : Thai Journalist Association,สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย http://www.tja.or.th/component/content/category/27 Sat, 17 Aug 2019 14:42:19 +0000 Joomla! 1.5 - Open Source Content Management th-th นินทาสื่อโลก-ธันวาคม 2559 http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/4247-2017-01-06-10-42-21 http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/4247-2017-01-06-10-42-21 นินทาสื่อโลก

บุญรัตน์  อภิชาติไตรสรณ์

 

*****กลองศึกเลือกตั้งชิงทำเนียบขาวครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นความจริงที่ฝังลึกมานานว่าแท้ที่จริงสื่อยักษ์เล็กยักษ์ใหญ่ของแดนดินถิ่นอินทรีผยองอเมริกาก็มีนอกมีในกับนักการเมืองไม่ใช่น้อย โดยเวบไซต์จอมแฉวิกิลีกส์เปิดโปงว่ามีนักข่าวมากถึง 38 คนถูกค่ายของนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคตราลาโมแครตซื้อตัวไปด้วยเงินก้อนใหญ่เพื่อให้เชียร์เธอคู่ไปกับการใส่ร้ายป้ายสีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งพรรคตราช้างรีพับลิกัน

 

***** และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้สื่อยักษ์ใหญ่ต้องลงมือทำความสะอาดบ้านก่อนที่วิกฤติศรัทธาในสื่อจะยิ่งดำดิ่งมากกว่านี้  อย่างรายของซีเอ็นเอ็นที่ต้องประกาศเลิกจ้างดอนนา บราซิล ที่ร่วมงานกันมานานในฐานะนักวิเคราะห์การเมือง ฐานเป็นอีกาคาบข่าวนำคำถามล่วงหน้าไปบอกกล่าวให้ค่ายนางฮิลลารี คลินตันทราบล่วงหน้า จะได้เตรียมคำตอบๆได้ทัน โดยเฉพาะตอนก่อนการประชันวิสัยทัศน์สดๆทางโทรทัศน์กับ ส.ว.เบอร์นี แซนเดอร์ส ระหว่างชิงเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ที่ซีเอ็นเอ็นเป็นเจ้าภาพ

 

*****แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ที่อุตสาหกรรมสื่อในสหรัฐจะถูกล้วงตับด้วยการแฮ็คหรือเจาะระบบข้อมูลต่างๆเสมอมา แต่น่าสังเกตว่ากลุ่มสื่อยักษ์ใหญ่อย่างนิวยอร์กไทม์สจะถูกแฮกข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายต่างๆของรัฐบาลมากเป็นพิเศษ๋ในช่วงการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเอฟบีไอและหน่วยงานความมั่นคงชี้เป้าตรงกันว่าเป็นฝัมือของหน่วยข่าวกรองรัสเซีย ที่เจาะข้อมูลลับของพรรคเดโมแครตแล้วคาบไปบอกค่ายของโดนัลด์ ทรัมป์

*****ผลพวงจากความพยายามจะยึดอำนาจประธานาธิบดีประธานาธิบดีเรเซฟ ตอยเยบ แอร์ดวน แห่งตุรกีแต่ไม่สำเร็จเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เปิดช่องให้ทางการลงมือตอบโต้ด้วยมาตรการกวาดจับครั้งใหญ่แทบจะล้างบางในทุกวงการที่เชื่อว่าเอี่ยวกับความพยายามยึดอำนาจ รวมไปถึงการจับนักข่าวรวมกันร่วมร้อยคน นอกเหนือจากสั่งปิดสื่อเกือบร้อยสำนัก ประกอบไปด้วยสำนักข่าว 3 สำนัก สถานีโทรทัศน์ 16 ช่อง หนังสือพิมพ์ 45 ฉบับ และนิตยสารอีก15 เล่ม

 

***** แม้จะถูกสื่อตะวันตกพยายามตอกไข่ใส่ข่าวว่าเป็นประนาธิบดีที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน บางสื่อถึงกับพาดหัวว่าเป็นผู้นำที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องกรณีลงมือด้วยความเฉียบขาดในการกวาดล้างขบวนการยาเสพย์ติดด้วยการไฟเขียวให้ตำรวจสามารถวิสามัญฆาตกรรมพ่อค้ายาเสพย์ติดได้ แต่ในแวดวงสื่อสารมวลชนแล้ว ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต แห่งฟิลิปปินส์กลับสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เต็มที่ด้วยการลงนามในกฎหมายเสรีภาพด้านข้อมูลข่าวสาร (เอฟโอไอ) บังคับให้สถานที่ราชการทุกแห่งอนุญาตให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้เต็มที่เป็นครั้งแรกไม่ว่าจะเป็นเอกสาร บันทึก การประชุม การวิจัย และข้อมูลของทางราชการอื่นๆ ยกเว้นข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศเท่านั้น

 

*****ข่าวลือว่า”สงครามเย็น”กำลังหวนกลับมาเป็นรอบที่ 2 ส่อเค้าว่าจะเป็นจริง เห็นได้จากการที่รัฐบาลปากีสถานสั่งห้ามสถานีโทรทัศน์และวิทยุในประเทศ เผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับอินเดียทั้งหมด รวมไปถึงละครทีวีและภาพยนตร์บอลลีวู้ด ที่ ได้รับความนิยมสูงมากในหมู่ผู้ชมชาวปากีสถาน ถือเป็นหนึ่งในมาตรการตอบโต้กรณีมีเสียงเรียกร้องรัฐบาลนิวเดลี ให้สั่งห้ามดารานักแสดงปากีสถาน ทั้งชายและหญิง เข้าร่วมในอุตสาหกรรมภาพยนตร์บอลลีวู้ด

 

*****ยินดีด้วยกับ แคลร์ ฮอลลิงเวิร์ธ อดีตนักข่าวชาวอังกฤษที่อายุยืนยาวเป็นพิเศษ เพิ่งฉลองฉลองวันเกิดครบ 105 ปี ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในฮ่องกงเมื่อเร็วๆนี้ แคลร์ ฮอลลิงเวิร์ธ ได้สร้าวงเกียรติประวัติในฐานะเป็นนักข่าวคนแรกที่รายงานข่าวกองทัพนาซีบุกโปแลนด์เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 1939 อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2  ทั้งๆที่ที่ขณะนั้นเธอซึ่งมีอายุ 27 ปี เพิ่งทำงานเป็นนักข่าวสายต่างประเทศของหนังสือพิมพ์เดลี เทเลกราฟ ได้เพียง 3 วันเท่านั้น

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) เกาะกระแสสื่อโลก Wed, 21 Dec 2016 17:00:00 +0000
นินทาสื่อโลก http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/4111-2016-08-23-07-39-07 http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/4111-2016-08-23-07-39-07  

นินทาสื่อโลก ธค-2558

โดย บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์


*****ข่าวใหญ่ข่าวดังในรอบปี เห็นจะไม่มีข่าวใดเกินหน้าข่าว แจ็ค หม่า เจ้าของบริษัทอาลีบาบา บริษัทอีคอมเมิร์สยักษ์ใหญ่ของแดนมังกรจีน ยอมควักกระเป๋า 266 ล้านดอลลาร์ (ราว 9,500 ล้านบาท)  ซื้อหนังสือพิมพ์ เซาธ์ ไชนา มอร์นิง โพสต์ (เอสซีเอ็มพี ) หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในฮ่องกงที่ยืนหยัดรับใช้ผู้อ่านมานานถึง 112 ปี รวมทั้งสินทรัพย์อื่นๆของกลุ่มเอสซีเอ็มพี คลุมไปถึงนิตยสารหลายฉบับ โฆษณากลางแจ้ง และสื่อดิจิตัลหลังจากสื่อยักษ์ใหญ่ฉบับนี้ประสบปัญหาทุนหายกำไรหด ขณะยอดขายตกต่ำตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมามา ถึงแม้แจ็ค หม่าจะรับปากว่าการซื้อกินการของเอสซีเอ็มพี ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายพื้นที่ข่าวสารของจีนแผ่นดินใหญ่ไปยังทั่วทุกมุมโลก พร้อมกับย้ำว่าจะรักษาความเป็นกลางของสื่อเก่าแก่ฉบับนี้ แต่คนส่วนใหญ่อดวิตกไม่ได้ว่าสัญญษนี้จะเป็นเพียงลมปาก แต่จริงๆแล้วแจ็ค หม่าจะแปลงเอสซีเอ็มพีเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลปักกิ่ง และจะทำให้เสรีภาพสื่อบนเกาะไข่มุกยิ่งเลวร้ายลงตามลำดับ

 


*****ข่าวนี้ดังกลบข่าว “นิกเคอิ” ของญี่ปุ่นได้ควักเงิน  1,300 ล้านดอลลาร์ ซื้อหนังสือพิมพ์ “ไฟแนนเชียลไทม์ส” ที่ตีพิมพ์ใน 5 เวอร์ชั่นคือ อังกฤษ ยุโรป สหรัฐ เอเชียและตะวันออกกลาง และฉบับภาษาจีน จากบริษัทเพียร์สันของอังกฤษที่ก่อตั้งมานานกว่า 171 ปี  แต่ไม่ครอบคลุมไปถึงหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ที่ถือครองอยู่ในนิตยสารอีโคโนมิสต์หรือสำนักงานต่างๆ ในลอนดอน  นับเป็นการรวม 2 องค์กรข่าวสารด้านการเงินชั้นนำจากยุโรปและเอเชียเข้าด้วยกันซึ่งต่างมีจุดแข็งในเรื่องแหล่งข่าวที่ยอดเยี่ยม มีบทบรรณาธิการและการวิเคราะห์ที่น่าเชื่อถือ ครอบคลุมทั้งในแง่ตลาดเงินทุน และพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมือง ขณะนี้กว่า 70 เปอร์เซนต์ของผู้อ่านส่วนใหญ่อ่านเอฟทีผ่านเว็บไซต์ "เอฟทีดอตคอม" ที่คิดค่าบริการสำหรับการเข้าถึงเนื้อหา


****ถึงแม้จะไม่ใช่ข่าวดี แต่อาจจะถือได้ว่าเป็นข่าวดี เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เมื่อกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดน (อาร์เอสเอฟ) ได้เผยแพร่รายงานประจำปี ระบุว่าปี 2558 เป็นปีที่นักข่าวถูกจับกุมคุมขังน้อยลงถึง 14 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่กลับถูกจับเป็นตัวประกันมากขึ้น โดยแดนมังกรจีนถูกตราหน้าว่าเป็น”เรือนจำกักขังนักข่าวใหญ่ที่สุดในโลก” ตามด้วยแดนสฟิงซ์อียิปต์ และอิหร่าน   ขณะที่นักข่าวถูกจับเป็นตัวประกันมากถึง 54 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง  15เปอร์เซ็นต์  โดยซีเรียเป็นประเทศที่กลุ่มสุดโต่งจับนักข่าวเป็นตัวประกันมากที่สุดถึง 26 ราย ในจำนวนนี้ตกอยู่ในเงื้อมมือกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในซีเรียและอิรัก 18 คน  ส่วนนักข่าวในเยเมนถูกกลุ่มติดอาวุธฮูตีและกลุ่มอัลกออิดะห์ลักพาตัว 33 คน เทียบกับเพียง 2 คนเมื่อปีที่แล้ว


*****ในรายงานประจำปีว่าด้วย"บรรยากาศที่เป็นมิตรสำหรับนักข่าวด้านสิ่งแวดล้อม"ของอาร์เอสเอฟระบุว่ากัมพูชาเป็น 1 ใน 2 แดนอันตรายที่สุดสำหรับนักข่าวด้านสิ่งแวดล้อม หลังจากนักข่าวชาวกัมพูชาอย่างน้อย 4 คน ถูกมาตกรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาระหว่างขุดคุ้ยข่าวการกระทำผิดกฏหมายสิ่งเเวดล้อม อาทิ ขบวนการลักบอบตัดไม้ทำลายป่า โดยตำรวจไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้แม้แต่คนเดียว  อีกประเทศหนึ่งก็คือแดนภารตอินเดีย รายงานชิ้นนี้ยังเตือนนักข่าวสิ่งแวดล้อมถึงอันตรายขณะขุดคุ้ยข่าวสิ่งแวดล้อมในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและรัสเซียด้วย


*****ต้องขอปรบมือให้กับสื่อสังคมชั้นนำอย่าง เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์และกูเกิล ที่ทำตัวเป็นสื่อทางเลือกน้ำดี มีสำนึกในหน้าที่สำคัญว่าจะต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อลดความรุนแรงอันเนื่องจากความเกลียดชังในเชื้อชาติและศาสนา สื่อโซเชียลมีเดียชั้นนำจึงยินยอมทำตามคำขอร้องของรัฐบาลเยอรมนีด้วยการลบเฮทสปีชหรือถ้อยคำที่กระตุ้นยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังออกไปภายใน 24 ชั่วโมงหลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้สกัดกระแสความเกลียดชังทางเชื้อชาติบนโลกออนไลน์ ที่ปะทุขึ้นจากกระแสการอพยพของผู้อพยพจากตะวันออกกลางโดยเฉพาะซีเรียถึงล้านคนภายในชั่วไม่กี่เดือนเท่านั้น


*****ความร่วมมือด้วยดีดังกล่าวคงจะช่วยลดโศกนาฎกรรมอันเนื่องจากความไม่รอบคอบและไม่รับผิดชอบของสื่อขณะนำเสนอประเด็นอ่อนไหวเรื่องการเหยียดผิวดังที่เกิดขึ้นที่สหรัฐ จนอาจเป็นเหตุให้เอลิสัน พาร์คเกอร์ นักข่าววัย 24 ปี และอดัม วอร์ด ช่างภาพวัย 27 ปี ของสถานีโทรทัศน์ WDBJ ในรัฐเวอร์จิเนียถูกมือปืนยิงตายขณะกำลังออกอากาศสัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่ง โดยคนร้ายทิ้งข้อความที่ทวีตถึงเหยื่อทั้ง 2 รายว่าได้แสดงความเห็นในเชิงเหยียดผิวกรณีชายผิวขาคนหนึ่งวก่อเหตุกราดยิงคนผิวดำที่โบสถ์ชาร์ลส์ตัน รัฐเซาท์ แคโรไลนา ในช่วงกลางปี


*****เป็นสื่อสิ่งพิมพ์อีกฉบับหนึ่งที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับกระแสออนไลน์ เมื่อ"จาการ์ตาโกล้บ" สื่อภาษาอังกฤษของอินโดนีเซียต้องจำใจแถลงเมื่อกลางเดือนธ.ค.ว่าได้ยกเลิกการรายงานข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์หลังให้บริการมานานกว่า 7 ปี โดยจะหันไปให้บริการบนหน้าเว็บไซต์มากขึ้นนับตั้งแต่เริ่มให้บริการมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ปรากฎว่าผู้บริโภคหันมาติดตามข่าวออนไลน์อย่างล้นหลามและยังได้รับการตอบรับจากโฆษณาอย่างดี


*****ถึงจะไม่คุ้มค่ากับการเสี่ยงชีวิต แต่ก็ปลื้มใจผลการตัดสินรางวัลเหยี่ยวข่าวสงครามยอดเยี่ยม "บาโย-กัลวาโด" อันทรงเกียรติ ประจำปี 2558 ของฝรั่งเศส ปรากฎว่ารายงานข่าวเกี่ยวกับแผนการสู้รบ และความโหดเหี้ยมของกลุ่มไอเอส และความขัดแย้งทางภาคตะวันออกของยูเครน คว้า 2 รางวัลข่าวยอดเยี่ยม โดยข่าวหนังสือพิมพ์ยอดเยี่ยมได้แก่คริสตอฟ รอยเตอร์ นักข่าวของหนังสือพิมพ์แดร์ สปีเกล แห่งเยอรมนี ซึ่งเขียนวิเคราะห์เจาะลึกเกี่ยวกับบุรุษลึกลับ ผู้วางแผนยุทธศาสตร์ให้กลุ่มไอเอสในซีเรียและอิรัก   ส่วนรางวัลบทความสารคดีโทรทัศน์ยอดเยี่ยมตกเป็นของซาเวียร์ มุนท์ นักข่าวชาวฝรั่งเศส สังกัดสถานีโทรทัศน์ Arte ของฝรั่งเศส-เยอรมนี จากการรายงานข่าวเกี่ยวกับกลุ่มไอเอส ในเขตเทือกเขาซินจาร์ในอิรัก ซึ่งปีที่แล้วกลายเป็นสัญลักษณ์ความโหดเหี้ยม เมื่อนักรบกลุ่มไอเอสสังหารหมู่ชนกลุ่มน้อยชนเผ่ายาซิดี


*****บานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อรัฐบาลตุรกีได้จับกุมแคน ดันดาร์ บรรณาธิการใหญ่ของหนังสือพิมพ์ “คุมเฮอริเอ็ต” และเออร์เด็ม กุล นักข่าวประจำสำนักงานในกรุงอังการาในข้อหาจารกรรมข้อมูลลับของรัฐบาล กรณรายงานข่าวว่ารัฐบาลได้แอบส่งอาวุธช่วยกลุ่มกบฏซีเรีย และอาจรวมถึงกลุ่มไอเอสด้วย ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนไปชุมนุมกันที่หน้สำนักงานของหนังสือพิมพ์แห่งนี้จนเกิดปะทะกับตำรวจปราบจลาจล


**** "เพลย์บอย" นิตยสารผู้ใหญ่ที่เริ่มวางแผงตั้งแต่ปี 2596 หรือกว่า 60 ปีมาแล้ว ด้วยหน้าปกที่เป็นรูปหวือหวาของ "มาริรีน มอนโร" เตรียมจะหยุดตีพิมพ์ภาพโป๊เปลือยของผู้หญิง รวมถึงเนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้องกันตั้งแต่ฉบับเดือนมีนาคมเป็นต้นไป แต่จะยังคงมีรูปภาพของสาวสวยที่โพสท่ายั่วยวนเช่นเคยเพียงแต่ไม่ใช่ภาพโป๊เปลือยเหมือนก่อน ในถ้อยแถลงของเพลย์บอยระบุว่ารูปโป๊เปลือยเหล่านั้นร่วงโรยแล้วในยุคอินเตอร์เน็ต เนื่องจากสามารถเข้าถึงผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อหลากหลายชนิด ทำให้ยอดขายของนิตยสารเพลย์บอยมีแต่ลดลงตาลำดับ ด้านนิวยอร์กไทม์ได้ทีอ้างข้อมูลจาก "อลิอันซ์ ฟอร์ ออดิต มีเดีย" ที่ระบุว่า ยอดจำหน่ายของนิตยสารปลุกใจเสือป่าฉบับนี้ลดลงเหลือแค่ 8 แสนเล่มขากเดิมที่มียอดขายสูงสุดถึง 5.6 ล้านเล่มในปี 2528


*****เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองไม่ใช่น้อยว่านับวันจรรยาบรรณาสื่อเริ่มเสื่อมถอย เมื่อมีเรื่องของทุนและผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง จนทำให้สื่อบางกลุ่มพร้อมจะบิดเบือนข่าวหรือนำเสนอข่าวอย่างมีอคติ ไม่เป็นกลางและปราศจากความรับผิดชอบเพียงมุ่งหังจะสร้างความสับสนหรืกระพือความขัดแย้งให้บานปลายออกไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส ซึ่งประกาศยุติการตีพิมพ์และวางจำหน่ายในไทยตั้งแต่ปลายปี 2558  เป็นต้นไปเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีแต่สูงขึ้น แต่ก่อนจะยุติการพิมพ์ นิวยอร์กไทม์สก็อาละวาดฟาดหางยกใหญ่ นำเสนอแต่ข่าวหมิ่นเบื้องสูงด้วยถ้อยคำที่เกินเลยความจริงหรือบิดเบือนข่าวโดยเจตนาถึง 3 ครั้งภายในช่วงหนึ่งเดือน กระทั่งโรงพิมพ์ในกรุงเทพฯต้องยกข่าวนั้นทิ้งปล่อยให้พื้นที่ข่าวว่างไว้ ซึ่งเข้าทางนิวยอร์กไทม์สที่โวยวายว่าถูกจำกัดเสรีภาพสื่อ


*****การกระทำของนิวยอร์กไทส์ดังกล่าวช่างแตกต่างไปจากการกระทำที่กล้าหาญและยึดมั่นในอุมการณ์ของสื่อของนิวยอร์กไทมส์ยามเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันตอบโต้กระทรวงกลาโหมสหรัฐว่าพยายามจำกัดเสรีภาพสื่อจนทำให้นักข่าวอาจตกอยู่ในอันตราย กรณีเพนตากอนได้ออกกฎระเบียบว่าด้วยการทำข่าวสงครามของนักข่าว โดยระบุว่านักข่าวมีสถานภาพเดียวกับจารชน ทั้งยังเขียนไว้ชัดว่าในบางกรณี นักข่าวก็สมควรได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นปรปักษ์ที่ไม่ได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ แล้วนิวยอร์กไทมส์โต้ว่ากฎระบียบนี้ทำให้นักข่าตกอยู่ในอันตรายและเสียงต่อการถูกเซนเซอร์

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) เกาะกระแสสื่อโลก Tue, 23 Aug 2016 07:19:40 +0000
ภูมิทัศน์สื่อ ภาพฝันหนึ่งภูมิภาคอาเซียน http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/4113-2016-08-22-06-54-06 http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/4113-2016-08-22-06-54-06

ภูมิทัศน์สื่อ ภาพฝันหนึ่งภูมิภาคอาเซียน

ปิยะภรณ์ วงศ์เรือง

บรรณาธิการข่าวการเมือง

The Nation

 

การรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวของประชาคมอาเซียนได้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมาภายใต้คำขวัญที่ว่า หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งอัตตลักษณ์ หนึ่งประชาคม

อย่างไรก็ตาม ภายใต้คำขวัญที่สวยหรู ผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนได้จับตามมองการรวมตัวดังกล่าวของประเทศสมาชิก ว่าจะสามารถเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหนเพราะเป็นที่รับรู่กันในวงกว้างว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความแตกต่างหลากหลายและมีพลวัตรสูง

การผลักดันให้อาเซียนเกิดการรวมตัวกันอย่างแท้จริงได้ นอกจากการขับเคลื่อนเชิงนโยบายแล้ว สื่อมวลชน นับเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่มีบทบาทสูงและเป็นที่จับตามองในขณะนี้ว่าจะสามารถช่วยให้สมาชิกอาเซียนรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้คำขวัญดังกล่าวได้มากน้อยอย่างไร

แม้จะยังไม่มีการศึกษาวิจัยบทบาทของสื่อในภูมิภาคนี้อย่างจริงจังหลังการรวมตัวของประชาคม แต่งานศึกษาในอดีตที่ผ่านมาๆ รวมทั้งงานศึกษาโดย รศ. ดร. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและการทำงานของสื่อในภูมิภาคย่างมีนัยสำคัญ

งานวิจัยที่ชื่อว่า REPORTING DEVELOPMENT IN ASEAN ซึ่งได้ทำการสำรวจการทำงานของหนังสือพิมพ์ชั้นนำในภูมิภาคเกือบ 20ฉบับทั้งภาคภาษท้องถิ่นและภาษาอังกฤษ อาทิ The Jakarta Post, The Bangkok Post, Vietnam News, New Light of Myanmar, Thairath ได้ทำการวิเคราะห์ประเด็นเนื้อหาหลักที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอาเซียนที่ปรากฏในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ รวมทั้งยังแยกแยะแนวคิดและการให้ความสำคัญกับประเด็นด้านการพัฒนาในรายงาน ในช่วงหลังการประกาศการเชื่อมโยงอาเซียนในช่วงปี 2552 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ปูทางให้กับการรวมตัวของอาเซียนในปัจจุบัน

จากการศึกษาของ รศ. ดร. อุบลรัตน์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย IPS Asia-Pacific และ IDRC พบว่าประเด็นข่าวอาเซียนที่ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว มากถึง 73 % เป็นการรายงานข่าวกระแสรายวัน มีเพียง 10.6% ที่เป็นบทวิเคราะห์ และเพียง 9.3% เป็นบทความหรือคอลัมน์แสดงความคิดเห็น

ในหนังสือพิมพ์เหล่านั้น รศ. ดร. อุบลรัตน์ พบว่ารายงานข่าวเชิงสารคดีมีน้อยมาก โดยพบเพียงราว 4% ของเนื้อหาที่ปรากฏ และเพียง0.3% ที่เป็นรายงานข่าวเชิงลึกสืบสวนสอบสวน โดยอีกประมาณ 3% เป็นบทสัมภาษณ์หรือการ์ตูน

รายงานศึกษาชิ้นดังกล่าว ยังพบว่าบรรดาหนังสือพิมพ์รายงานประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศหรือการทูตและความขัดแย้งของพรมแดนมากที่สุด โดยมีสัดส่วนของเนื้อหาข่าวอยู่ที่ประมาณ 21.8% โดยน้ำหนักจะอยู่ที่การต่างประเทศมากที่สุดที่ 15.8%  ประเด็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ต่างๆคือประเด็นด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน การเชื่อมพรมแดน การขนส่ง และการโทรคมนาคม โดบพบว่ามีสัดส่วนในการรายงานข่าวราว 21.2% ถัดจากเรื่องเศรษฐกิจการค้าคือเรื่องการรวมตัวของประชาคมอาเซียนการค้าเสรี และประชาคมต่างๆ ซึ่งพบว่ามีสัดส่วนราว 18.6%

นอกเหนือจากนั้น จะเป็นประเด็นเกี่ยวกับการก่อการร้าย พลังงาน สิ่งแวดล้อม คิดเป็น 10.2%, ประเด็นสิทธิมนุษยชน คิดเป็น 0.8% โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าประเด็นที่ได้รับความสนใจน้อยกว่ายังเป็นประเด็นด้านสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัฒนธรรม บันเทิง กีฬา สุขภาพ ภัยพิบัติและอื่นๆ

รายงานการศึกษายังพบว่าประเด็นที่ยังมีการรายงานน้อยมากจะเกี่ยวข้องกับสังคมภาพกว้างเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ความยากจนหรือชนกลุ่มน้อย ที่พบการรายงานข่าวเพียง 1.6%, การศึกษา 1%, ความเท่าเทียม 0.7% , เพศสภาพ สิทธิสตรี 0.54% และเรื่องราวเกี่ยวกับภูมิภาคแม่โขงราว 0.29%

รายงานการศึกษายังได้ลงลึกถึงแหล่งข่าวที่หนังสือพิมพ์ใช้ในการรายงบานข่าว และพบข้อมูลที่น่าสนใจว่าหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ยังเป็นเจ้าหน้าที่ภาครัฐ นักการทูต หรือนักการเมือง ซึ่งมีสัดส่วนในเนื้อหาข่าวถึง 54.7% นอกเหนือจากนั้น จะเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ของ ASEANหรือมูลนิธิที่เกี่ยวข้องซึ่งมีสัดส่วนเป็น 12.8% โดยข่าวแจกและรายงานมีสัดส่วนประมาณ 0.9%

จากข้อมูลดังกล่าว รศ. ดร. อุบลรัตน์ ได้ทำการวิเคราะห์ไว้ว่า เนื้อหาข่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรวมตัวของ ASEAN อยู่พอสมควร ผ่านประเด็นเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม มันยังเป็นเรื่องของแนวคิดและความพยายามที่จะผลักดันซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในแผนหรือเอกสารของเจ้าหน้าที่เป็นส่วนใหญ่นอกจากนั้นแล้ว เนื้อหาข่าวยังเน้นกระบวนการรัฐ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการประชุมของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทอดทิ้งประเด็นที่เป็นปัญหาในพื้นที่ไว้เบื้องหลังไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาวะของประชากร ภัยพิบัติ และอื่นๆ ทำให้ประเด็นที่เป็นนัยสำคัญจริงๆของการรวมตัวของประชาคมอาเซียนได้รับการรายงานในหน้าหนังสือพิมพ์น้อย

แม้ว่าหนังสือพิมพ์จะมีการรายงานข่าวการต่างประเทศ หรือแม้กระมั่งความขัดแย้งด้านพรมแดนเป็นจำนวนมาก แต่นั่นสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของภูมิภาคและความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเอง

ด้วยการให้น้ำหนักข่าวดังกล่าว ประเด็นสังคมภาพกว้างที่เป็นฐานของการพัฒนาประชาคมจึงถูกละเลยเป็นอันมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยากจน ความเท่าเทียม ไปจนกระทั่งเรื่องเยาวชนที่เป็นความหวังของประชาคม

รศ. ดร. อุบลรัตน์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ที่ปรากฏ ทำให้เห็นว่า ผู้สื่อข่าวยังตามประเด็นจากรัฐเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ความพยายามที่จะหาประเด็นข่าวที่มีนัยสำคัญต่อภูมิภาคเองหรือข่าวเชิงลึกน้อยกว่าข่าวที่มาจากรัฐอยู่มาก

รศ ดร. อุบลรัตน์ ได้เสนอข้อเสนอต่อการทำงานของสื่อในภูมิภาคในรายงานการศึกษาว่า สื่อในภูมิภาคควรให้พื้นที่ข่าวสำหรับประเด็นเชิงลึก บทความหรือบทวิเคราะห์ข่าวให้มากขึ้น โดยสื่อควรมีการใช้ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่หลากหลายกว่านี้เพื่อความสมบูรณ์ครบถ้วนของข่าวโดยเฉพาะจากภาคประชาสังคมหรือคนธรรมดาสามัญ

การสร้างความสมดุลของเนื้อหาในรายงานข่าวเป็นความท้าทายของสื่อในภูมิภาค และการทำงานร่วมกันของสื่อข้ามพรมแดน อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการเอาชนะความท้าทายดังกล่าว เธอได้เสนอ

และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือการให้มุมมองเชิงลึกกับการรายงานข่าว เพิ่มเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน รวมทั้งเสียงของคนชายขอบ

แม้ภาพฝันของประชาคมอาเซียนยังดูลงเลือนในเวลานี้ แต่ภาพสะท้อนที่ปรากฏในเนื้อหาสื่อในภูมิภาคกำลังบอกผู้คนในภูมิภาคว่ายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก หากจะทำให้ภาพฝันนั้นกลายเป็นความจริง ดังคำขวัญที่ว่า “หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งอัตตลักษณ์ หนึ่งประชาคม”

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) เกาะกระแสสื่อโลก Mon, 22 Aug 2016 06:52:28 +0000
นินทาสื่อโลก ประจำเดิอน มิย. 2559 http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/4112--2559 http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/4112--2559

นินทาสื่อโลก ประจำเดิอน มิย. 2559

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

*****”ลุงตู่” แห่งไทยแลนด์แดนแค่นยิ้มคงชิดซ้ายไปเลยถ้านำความกร้าวมาเทียบกับปู่โรดริโก ดูเตร์เต ประธานาธิบดีคนใหม่แห่งฟิลิปปินส์ เพราะอย่างมากลุงตู่ก็ทำหน้าดุ-เสียงกร้าวใส่นักข่าว แต่ปู่ดูเตร์เตกลับประกาศสนับสนุนให้ลอบฆ่านักข่าวที่ทุจริตรับสินบน “เพียงเพราะคุณเป็นนักข่าว ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับยกเว้นจากการลอบสังหารหรอกหากคุณเป็นลูกอี-อก” พร้อมกับสำทับซ้ำว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ระบุในรัฐธรรมนูญนั้น ไม่จำเป็นต้องปกป้องคนที่โหมกระพือความวุ่นวายด้วยการใส่ร้ายป้ายสี  เล่นเอานักข่าสวหนาวๆร้อนๆเพราะปัจจุบันฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่อันตรายที่สุดสำหรับนักข่าวอยู่แล้ว ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา มีกระจิบกระจอกข่าวถูกลอบสังหารแล้ว 174 ราย

***** “ปานามา เปเปอร์ส”หรือเอกสารลับปานามาคงจะไม่ดังเปรี้ยงปร้างสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกจากการเผยโฉมเครือข่ายซับซ้อนซ่อนเงื่อนธุรกรรมการเงินนอกอาณาเขตผ่านบริษัทมอสแซ็ก ฟอนเซกา บริษัทให้คำปรึกษาด้านกฎหมายในปานามา หากไม่มีเครือข่ายผู้สื่อข่าวสอบสวนระหว่างประเทศ (ไอซีไอเจ) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร คล้ายกับ วิกิลีกส์ เวบไซต์ฉาวที่มุ่งเปิดโปงเคเบิลลับทางการทูตของสหรัฐ  โดยไอซีไอเจได้ระดมอาสาสมัครมืออาชีพจากองค์กรสื่อและนักข่าวราว 190 ชีวิตในกว่า 65 ประเทศ ทุ่มเวลากว่า 1 ปี สำรวจข้อมูลกว่า 11.5 ล้านชิ้่น ครอบคลุมเวลาราว 40 ปี ( 2520-2559 ) เชื่อมโยงบริษัทนอกอาณาเขตกว่า 2  แสนแห่งกับผู้คนในประเทศต่างๆ รวมถึงผู้นำและอดีตผู้นำประเทศ 12 คน นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ 128 คน จากนั้นก็เป่านกหวีดจนทำให้เกิดคลื่นยักษ์ถาโถมใส่นักการเมืองจนหลุดจากตำแหน่งหลายคน

 

*****ถึงคิวเชือดบีบีซีอย่างนิ่มๆแล้ว เมื่อรัฐบาลแดนผู้ดีอังกฤษไฟเขียวให้คณะทำงานจากภายนอกเข้าไปตรวจสอบองค์กรสื่อขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดเป็นครั้งแรกในรอบ 94 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งสถานี ควบคู่กับ"ออฟคอม" องค์กรอิสระสังเกตการณ์การทำงานของสื่อมวลชนในประเทศ ใน"สมุดปกขาว" ว่าด้วยแผนปฏิรูปโครงสร้างการทำงานของบรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษ ( บีบีซี ) ที่เสนอโดยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ยังได้ย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลและจุดยืนในการทำงานใหม่ให้แก่บีบีซี ว่าต้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสื่อ "เพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ มีจรรยาบรรณต่อผู้ชมทุกระดับบนพื้นฐานของความยุติธรรมและมีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการนำเสนอทั้งสาระและความบันเทิงที่สร้างสรรค์"

 

*****ได้รับสมญาว่า“รูเพิร์ต เมอร์ด็อก”แห่งแดนมังกรเรียบโรงเรียนจีน สำหรับแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซชื่อดัง “อาลีบาบา” จากการสยายอาณาจักรสู่กลุ่มสื่อแขนงต่างๆ ทั้งธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์  สื่อออนไลน์ และภาพยนตร์ อาทิ ซื้อ “เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์” หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่เก่าแก่ที่สุดของฮ่องกงเมื่อปลายปีที่แล้ว ตามด้วยการซื้อหุ้นของ “ไฉซิน” นิตยสารธุรกิจที่ทรงอิทธิพลของจีน ซื้อหุ้นของ นิตยสารบิสสิเนสรีวิว, เว็บไซต์วิดีโอ “โหย่วคู่ถู่โต้ว” รวมทั้งไมโครบล็อกเว่ยปั๋ว ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียรายใหญ่ที่สุดในแดนมังกร ตลอดจนเข้าไปลงทุนในบริษัทผู้ผลิตแอปพลิเคชั่น “สแนปแชท” และ “แทงโก้” ด้วย และเมื่อ 2 ปีก่อนหน้าแจ็ค หม่าได้ซื้อบริษัทภาพยนตร์ไชน่าวิชั่นมีเดียแล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น อาลีบาบาพิคเจอร์ส  อีกทั้งยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ของบริษัทปักกิ่งเอ็นไลต์มีเดีย ผู้ผลิตภาพยนตร์ตลกยอดฮิตเรื่องลอสต์ อิน ไทยแลนด์

 

*****อนิจจง อนิจจาไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา หนังสือพิมพ์ “ดิ อินดิเพนเดนต์” ก็ถึงคราต้องปิดตำนานสื่อสิ่งพิมพ์ที่อยู่คู่สังคมเมืองผู้ดีมานานถึง 30 ปี มุ่งสู่การทำข่าวเสนอผู้อ่านในโลกดิจิตอลอย่างเต็มตัว หลังจากยอดขายที่เคยพุ่งสูงถึงวันละ 420,000 ฉบับในยุคที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่ขณะนี้ เหลือยอดจำหน่ายเพียงราวๆ40,000 ฉบับต่อวันเท่านั้น

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) เกาะกระแสสื่อโลก Mon, 15 Aug 2016 10:21:39 +0000
นินทาสื่อโลก http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/3629-2014-12-09-08-43-46 http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/3629-2014-12-09-08-43-46 นินทาสื่อโลก

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

***** “ศึกสื่อเทพและสื่อมารสะท้านภพ” น่าจะชื่อที่เหมาะสมที่สุดกับบทบาทของสื่อเทศในสถานการณ์วิกฤติในไทยแลนด์แดนแค่นยิ้ม เพราะแทบไม่มีครั้งใดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ ที่สื่อต่างชาติโดยเฉพาะสื่อตะวันตกจะเปิดเผยตัวตนชัดเจนเหมือนเช่นครั้งนี้ว่าแท้ที่จริงเป็นเพียงแค่ “สื่อมาร” สื่อขายตัวที่กระหายหิวแต่เงินก้อนโต จนกล้าโยนตำราว่าด้วย “จรรยาบรรณ “ทิ้ง ปล่อยให้สื่อโง่ๆในประเทศกำลังพัฒนากอดตำราแน่นแต่เพียงฝ่ายเดียวไปเถอะ

 

*****ไม่เพียงแต่โยนตำรา “จรรยาบรรณสื่อ”ทิ้งอย่างไม่ใยดีแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังพิสูจน์ให้เห็นถึง “ทฤษฎีสมคบคิด”ของสื่อตะวันตกไม่ว่าจะเป็นเอพี,เอเอฟพี,รอยเตอร์,บีบีซีและซีเอ็นเอ็น ซึ่งตอนหลังมีสำนักข่าวซินหัวของจีนและอัล จาซีราของอาหรับมาร่วมวงด้วย ช่วยกันนั่งเทียนเทียนข่าวบิดเบือนสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะบิดเบือนการต่อสู้ตามกรอบกฎหมายว่าเป็นการทำลายประชาธิปไตยโดยพวก“นิยมเจ้า” หรือเป็นการปะทะกันระหว่างคนไทยชนบทผู้ยากไร้ กับชนชั้นกลางในเมือง

 

*****ตัวอย่างการบิดเบือนที่เห็นได้ชัดก็คือการบอกตัวเลขของคนที่เข้าร่วมการเดินขบวนครั้งใหญ่หลายครั้งว่ามีแค่ไม่กี่พันคนหรือแค่หลักหมื่นต้นๆโดยอ้างถ้อยแถลงของรัฐบาล ทั้งๆที่หน้าที่ของนักข่าวก็คือต้องออกไปดูด้วยตาตัวเองแล้วรายงานตามสถานการณ์ที่เป็นจริงให้สมกับเป็นสื่อมืออาชีพ จะได้ไม่หน้าแตกครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อภาพถ่ายดาวเทียมชี้ชัดว่าจำนวนผู้ประท้วงมีมากกว่าหนึ่งล้านคน

 

*****ไม่ต้องพูดไกลไปถึงการจงใจนำเสนอแต่ข่าวด้านเดียวคือข่าวของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บางสื่อยังป้อยอถึงขั้นยกย่องว่าเป็นผู้ “ปกป้องประชาธิปไตย”รวมทั้งยังจงใจแทรกแซงกิจการภายในของไทยด้วยการมุ่งนำเสนอแต่ประเด็นที่ว่าคนไทยควรจะไปเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. โดยไม่สนใจเหตุผลที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องการ “การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” หรือไม่เอะใจจนน่าจะนำไปวิเคราะห์ว่าเหตุใดการชุมนุมยืดเยื้อนานหลายเดือนจึงเป็นไปด้วยความสงบและอหิงสา ผิดกับที่เกิดขึ้นทั่วโลกซึ่งมักจะมีความรุนแรงแทรกซ้อนอยู่เสมอ

 

*****ภาพของ “สื่อมารนอกรีต” คงจะไม่ชัดเจนหากไม่นำไปเปรียบเทียบกับการนำเสนอข่าวการประท้วงขับไล่รัฐบาลที่ยูเครน ซึ่งเกิดขึ้นไล่เลี่ยกันแต่กลับเต็มไปด้วยความรุนแงและการนองเลือด จนมีคนตาย-เจ็บนับร้อยคน แต่สื่อตะวันตกกลับเรียกร้องให้ชาวยูเครนรวมพลังกันล้มรัฐบาลให้ได้เพียงเพราะรัฐบาลนี้เตรียมจะหันไปซบออกรัสเซียแทนอียูเท่านั้นเอง


*****ว่ากันว่าหนึ่งใน “จอมมารสะท้านภพ”ที่เป็นคนป้อนข่าวเท็จและข่าวลวงโลกให้กับสื่อตะวันตกโดยเฉพาะซีเอ็นเอ็น,บีบีซีและนิตยสารฟอรีน โพลิซี รวมทั้งสำนักข่าวอื่นๆที่ยินดีลอกข่าวโดยไม่ตั้งคำถามใดๆ แถมยังยกย่องว่านักข่าวอิสระและนักเขียนที่รู้เรื่องเมืองไทยดีก็คือ แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์ อดีตบรรณาธิการอาวุโสของรอยเตอรส์ ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่เป็นมือปืนรับจ้างให้กับบริษัทอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พาร์ทเนอรส์ ของโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ล็อบบี้ยิสต์ผู้มีลูกค้ารายใหญ่ชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคุกผู้ชักใยเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นภายใต้แผนใช้สื่อตะวันตกช่วยกันล้อมประเทศไทย

 

*****นอกเหนือจากใช้บริการของอัมสเตอร์ดัมแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ยังใช้บริการของบริษัท เบลล์ พ็อตทิงเจอร์ บริษัทพีอาร์ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอังกฤษให้ช่วยทำหน้าที่ปั้นภาพลักษณ์ของตัวเองและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ดูดีในสายตาของชาวโลก


*****เมื่อมีสื่อมารก็ย่อมมีสื่อเทพ โดยผู้ที่ได้รับยกย่องว่าหัวหน้าสื่อเทพก็คือ“ไมเคิล ยอน”  นักข่าว ช่างภาพและนักเขียนชาวอเมริกันผู้เคยผ่านสมรภูมินรกมาแล้วหลายสมรภูมิรวมไปถึงที่อิรักและอัฟกานิสถาน คราวนี้ได้ลุยเดี่ยวออกมาตอบโต้สื่อมารรวมทั้งวิพากษ์การเมืองไทยได้อย่างลุ่มลึก ไมเคิล ยอน ยังได้ฟันธงฉับว่าต้นตอของปัญหาทั้งมวลมาจากคนๆเดียวคือพ.ต.ท.ทักษิณซึ่งไม่เคยห่วงใย หรือทำเพื่อประชาชนเลย นโยบายประชานิยมทุกอย่างท้ายสุดก็ย้อนกลับมาที่เงินหรืออำนาจของทักษิณอย่างเดียวเท่านั้น หัวหน้าสื่อเทพเคยเผยว่า ถ้ามีโอกาสสัมภาษณ์พ.ต.ท.ทักษิณก็จะถามแค่ข้อเดียวว่า “ ทำร้ายประเทศไทยทำไม!”


*****ส่วนสื่อเทพอื่นๆที่ช่วยกันแฉความชั่วช้าของกลุ่มทุนสามานย์ในอเมริกาที่ประสานประโยชน์กับระบอบทักษิณ อาทิ รัสเซียน ทูเดย์ ซึ่งเปิดโปง “บริษัทเผด็จการทรราชทักษิณ” จนหมดเปลือกโดยเฉพาะการขายทรัพย์สินของไทยให้กับนายทุนสามานย์ชาวอเมริกัน

 

***** ขณะที่โกลบอล รีเสิร์ช ของแคนาดา และ เพรส ทีวี  ของอิหร่านได้ร่วมกันเปิดโปงกองกำลังเถื่อนติดอาวุธจากกัมพูชาและชายชุดดำที่ทักษิณเคยใช้ก่อการร้ายในปี 2553  ที่เตรียมพร้อมจะสร้างสถานการณ์เลวร้ายขึ้นในที่ชุมนุม นำไปสู่สงครามกลางเมือง”

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) เกาะกระแสสื่อโลก Tue, 09 Dec 2014 08:42:20 +0000
เลาะรั้วต่างแดน-Free Lebanon http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/2579--free-lebanon http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/2579--free-lebanon

เลาะรั้วต่างแดน-Free Lebanon

โดย อนุชา เจริญโพธิ์

ทันทีที่ทราบข่าวจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยว่าได้มอบหมายให้ผมในฐานะอุปนายกฝ่ายกิจการต่างประเทศเป็นตัวแทนไปเข้าร่วมประชุมใหญ่ครั้งที่ 16 ของ The International Freedom of Expression eXchange( IFEX) ที่เบรุต ประเทศเลบานอนระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม-3 มิถุนายน 2011 ความคิดแรกที่เข้ามาในสมองคือประเทศนี้ตั้งอยู่ตรงจุดไหนบนแผนที่โลก จากนั้นก็เปิดอินเตอร์เน็ตหาข้อมูลก็รู้ว่าประเทศนี้ตั้งในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ อยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีพรมแดนติดกับประเทศอิสราเอลและ ประเทศซีเรีย เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศส

ความคิดที่สองที่ตามมาคือถ้าไปแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะว่าเคยรู้มาว่าประเทศนี้เคยเผชิญกับภาวะสงครามกลาง กับประเทศอิสราเอลเมื่อครั้งในอดีตประกอบกับสถานการณ์ของประเทศรอบข้างอย่างเช่นลิเบีย ซีเรีย ตูนิเซีย หรือแม้กระทั่งอียิปต์ที่กำลังเกิดการจลาจลขึ้นในขณะนั้นอันเนื่องมาจากการขับไล่ผู้นำ จากนั้นก็เริ่มหาข้อมูลจึงพบว่าในปัจจุบัน เลบานอนได้พัฒนาประเทศจนเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การเงินศิลปะและวัฒนธรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้นับตั้งแต่อดีตไว้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี ค.ศ. 1975 – 1991 เลบานอนเคยตกอยู่ภายใต้ภาวะสงครามกลางเมือง มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอาหรับและกลุ่มคริสเตียนในเลบานอน ในที่สุด ทุกฝ่ายสามารถหาข้อยุติและร่วมกันพัฒนาฟื้นฟูประเทศหลังจากภาวะสงครามกลางเมืองอีกครั้งแต่กระนั้นก็ดีสถานการณ์ในประเทศก็ยังไม่สู้ดีนักโดยเฉพาะตามบริเวณแนวชายแดนเลบานอน และอิสราเอลที่อยู่ทางตอนใต้ยังคงมีเหตุการณ์ระเบิด และปะทะกันประปราย ระหว่างอิสราเอลและฮิซบุลลอหฺ ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่เชื่อว่ามีสมาชิกอยู่ในประเทศเลบานอน ยังผลให้กองกำลังสันติภาพของสหประชาชาติยังคงมีกำลังอยู่ในประเทศเลบานอน

ความคิดสุดท้ายแล้วทำไม IFEX ถึงเลือกมาจัดประชุมใหญ่ที่นี่ในปีนี้ประเทศที่คนค่อนโลกยังคิดว่าประเทศนี้ยังคงมีสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยอยู่ ประเทศที่ยังคงมีการใช้ความรุนแรงเหมือนกับประเทศต่างๆในภูมิภาคเดียวกัน ประเทศที่ยังคงความสุดโต่งเรื่องการนับถือศาสนาอิสลาม และประเทศที่ยังคงมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น จากนั้นผมก็เริ่มหาข้อมูลจึงพบว่าประเทศเลบานอนประกอบด้วยประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม และคริสต์ ตามสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน สถานการณ์ความรุนแรงในอดีตที่เคยเกิดขึ้น ในปัจจุบันแทบไม่เกิดขึ้นแล้วโดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างเบรุต การจำกัดสอทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนถือได้ว่าไม่ได้เป็นปัญหามากเพราะประเทศนี้มีรูปแบบการปกครองเป็นประชาธิปไตย และที่สงสัยว่าทำไมผู้จัดการประชุมถึงเลือกมาจัดที่นี่ก็เพราะต้องการให้สื่อมวลชนที่มาร่วมประชุมใหญ่ในครั้งนี้รู้จักเบรุต ประเทศเลบานอนในอีกมุมหนึ่งที่แทบไม่ค่อยได้มีใครมารู้จักและสัมผัส และให้ลบภาพเก่าๆในอดีต

IFEX ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติที่ดูแลในเรื่องของการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของกลุ่ม องค์กร ผู้ที่ทำงานทางด้านสื่อสารมวลชนมีสำหนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศแคนาดา ก่อตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ. 1992 ในปัจจุบัน IFEX มีสมาชิกที่เป็นองค์กรที่ทำงานทางด้านส่งเสริมสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนกว่า 80 องค์กรอยู่ทั่วโลก และ Thai Journalists Association (TJA) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของ IFEX ด้วย ที่ผ่านมาIFEX ได้ทำกิจกรรมมากมายร่วมกับสมาชิกองค์กรสื่อต่างๆทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมการให้ข้อมูลในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และการป้องกันไม่ให้สื่อมวลชนถูกละเมิด การสร้างเครือข่ายสื่อมวลชนในภูมิภาคเดียวกัน หรือระหว่างภูมิภาค การส่งเสริมการอบรม การทำการรณรงค์เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน รวมถึงการส่งเสริมและเป็นตัวกลางในการดำเนินการขอทุนจากประเทศต่างๆให้กับองค์กรสมาชิกมาดเนินการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องภายใต้การสนับสนุนของ IFEX นอกจากนั้นแล้ว IFEXยังเป็นองค์กรสื่อสากลที่ยังช่วยเป็นสื่อกลาง เป็นตัวประสานงานให้องค์กร แต่ละองค์กรที่อยู่ในแต่ละประเทศและแต่ละทวีปกระจายข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับเครือข่ายได้รับทราบบนพื้นฐานของการดูแลเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน

การประชุมใหญ่ IFEX ครั้งที่ 16ที่เบรุต ประเทศเลบานอนในครั้งนี้ผมได้เข้าร่วมฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่างๆในประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศไทย และกิจกรรมที่ทางสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ได้ทำไปในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในประเทศไทย ในแต่ละเวทีที่ผมสนใจและได้เข้าร่วม อย่างเช่นเวทีที่เกี่ยวกับสื่อออนไลน์ที่พูดถึงแนวโน้มของสื่อออนไลน์ที่เข้ามาช่วยในการรายงานข่าวสาร รวมถึงปัญหาที่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์พบโดยทั่วไปจากการใช้สื่อออนไลน์ ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเวทีที่เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากมีการใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมาควบคุมสิทธิเสรีภาพของการใช้สื่อออนไลน์อินเตอร์เน็ตของทั่วโลก ซึ่ง ประเทศไทยในปัจจุบันกำลังประสบปัญหาดังกล่าวอยู่ โดยส่วนใหญ่แล้วในที่ประชุมเห็นว่ารัฐบาลออกกฎหมายประเภทดังกล่าวก็เพื่อต้องการควบคุมและริดลอนสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชนและประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น และเวทีที่สนุกและน่าสนใจอีกเวทีหนึ่งก็คือผมได้เข้าร่วมฟังและทำเวิร์คชอปเกี่ยวกับ Universal Periodic Review (UPR) อันเป็นกลไกหนึ่งของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Right Council: UNHRC) เพื่อการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ และประเทศไทยจะถูกตรวจสอบจากกลไกดังกล่าวในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

เกี่ยวเนื่องกันเป็นเวทีที่เกี่ยวกับการส่งเสริมให้มีการรณรงค์ให้เอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Campaign Against Impunity เพราะพบว่าในปัจจุบันสื่อมวลชนในประเทศต่างๆมากมาย ถูกสังหาร ถูกขู่ฆ่าจากผู้มีอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลประเทศนั้นๆก็ยังไม่สามารถที่จะเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ ไม่ไกลจากประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ คดี Ampatuan เป็นคดีสังหารหมู่นักข่าวและนักการเมืองท้องถิ่น 58 ศพเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2009 จนถึงปัจจุบันแม้จะรู้ตัวผู้กระทำผิดและกำลังมีการพิจารณาคดีอยู่ในชั้นศาลแต่ทางผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยังมีความรู้สึกว่าผู้ต้องหาในคดีนี้จะหลุดจากคดีก็เป็นไปได้เพราะเป็นผู้มีอำนาจ อันเนื่องมาจากคดี Ampatuan ที่คนทั่วโลกรู้จักในที่ประชุมจึงมีมติกำหนดให้วันที่ 23 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวัน Against Impunity Day โดยให้ทางสมาชิกองค์กรของ IFEX ที่มีอยู่ทั่วโลกไปดำเนินกิจกรรมรณรงค์ตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะองค์กรสื่อและตัวแทนสื่อที่เข้าร่วมที่มาจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้พูดคุยถึงมติดังกล่าวและพร้อมที่จะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) เกาะกระแสสื่อโลก Thu, 18 Aug 2011 17:00:00 +0000
BNI press release- "Fighting on the Sino-Burma Border: A case study of how Naypyidaw is defeating its own goals". http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/2539-bni-press-release-qfighting-on-the-sino-burma-border-a-case-study-of-how-naypyidaw-is-defeating-its-own-goalsq http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/2539-bni-press-release-qfighting-on-the-sino-burma-border-a-case-study-of-how-naypyidaw-is-defeating-its-own-goalsq BNI press release- "Fighting on the Sino-Burma Border: A case study of how Naypyidaw is defeating its own goals".

On behalf of BNI, we are pleased to inform our press release on "Fighting on the Sino-Burma Border: A case study of how Naypyidaw is defeating its own goals".

On June 9, the rising tensions between the Kachin Independence Organization/ Kachin Independence Army (KIO/ KIA) and Naypyidaw that began two years earlier, when the former together with other ceasefire groups were demanded to become militias run by the latter, came to a head with the outbreak of heavy fighting at Bum Sen, near the Sino-Burma border.

The incident marked the 4th in a series of broken ceasefire pacts: first, with Kokang in 2009, second with the Democratic Karen Buddhist Army (DKBA) last year, and third, with the Shan State Army (SSA) “North” last March.

The latest fighting once again demonstrates that without changing the psyche of the present Burmese leaders, a change of form and clothes will do nothing to promote the regime’s avowed Three Causes:

Non-disintegration of the Union
Non-disintegration of National Solidarity
Perpetuation of National Sovereignty

A well-known Burmese saying has counseled that when something could be bored with a needle, a chisel should never be used. However, this adage has gone against the grain of the Burmese military leaders who think there is no honor in boring something with a needle, when a chisel could be used.

Victory over the non-Burmans, who constitute 40% of Burma’s population and whose lands make up 60% of the country’s total area, could be won by give-and-take, as shown by the British and later in 1947 by Aung San, the father of Burma’s democracy icon.

Unfortunately, both for the people of Burma and its neighbors, his successors have been schooled only in “take and take”, that is, winning objectives by force, and not in “give-and-take”.

The presentation by Kachin News Group (KNG) therefore is not only to report what has take place so far in the Kachin areas, but also to clarity that as long as force is being used as the first and last resort by the regime, a strong and friendly Union of Myanmar, the declared ideal of the regime, will never become a reality.

The press conference is to be held:
Date: June 20, 2011
Time: 14:00 pm

Venue: Thia Journalist Association (TJA), BKK
For more details about the conference, please contact Khin Maung Shwe:
Tel: + 66 84 722 5988
Email: <secretary.bni@gmail.com>
--
Yours,
In peace

Khin Maung Shwe
Development Secretary
BNI
+ 66 84 722 5988

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) เกาะกระแสสื่อโลก Mon, 20 Jun 2011 08:55:28 +0000
เนื้อจระเข้ไทยดังถึงเมืองจีน http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/2257-2011-01-07-10-58-22 http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/2257-2011-01-07-10-58-22 เนื้อจระเข้ไทยดังถึงเมืองจีน


คอลัมส์ ณ ริมคลองประปา หนังสือพิมพ์มติชน (วันที่ 25 ธันวาคม 2553)

โดย ประสงค์  เลิศรัตนวิสุทธิ์


อย่างที่บอกไว้แล้วว่า การไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในนามสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ครั้งนี้ตระเวนไปหลายเมืองทั้งในมณฑลซานตง และมณฑลเหลียวหนิง ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหมือใกล้กับคาบสมุทรเกาหลี

นอกจากเมืองซิงเต่าซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของซานตงและเป็นที่รู้จักกันดี เพราะใช้เป็นชื่อยี้ห้อเบียร์เก่าแก่อายุกว่า 100 ปีของจีน ซึ่งถือกำเนิดที่เมืองนี้ เมื่อปี ค.ศ. 1903 แล้ว

เยียนไถ (Yantai บางคนก็อ่านว่าเอียนไถ) เป็นเมืองตากอากาศและแหล่งท่องเที่ยวเพราะมีอากาศดีตลอดทั้งปีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส

คำว่า “เยียนไถ” แปลว่า หอคอยแห่งควัน ซึ่งมีการสร้างหอคอยหรือประภาคารอยู่บนแหลมริมทะเล เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยจากโจรสลัดญี่ปุ่นในอดีตเป็นเมืองที่มีท่าเรือประมงใหญ่ที่สุดของมณฑลและอุตสาหกรรมใหญ่อันดับสองรองจากซิงเต่า

อุตสาหกรรมที่ขึ้นหน้าชึ้นตาที่สุดคือ การผลิดไวน์ที่เป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของจีนมี อายุกว่า 100 ปี ชื่อไวน์จางอี้เป็นบริษัทที่ใหญ่ติดอันดับ 5 ของโลก

สำนักข่าวแห่งประเทศจีน อ้างด้วยว่าเมือนเยียนไถ เป็นเมืองแห่งองุ่นและไวน์ระดับสากลเพียงหนึ่งเดียวในเอเชีย อีกทั้งได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 7 ชายหาดทองแห่งองุ่นของโลก มีพื้นที่การเพาะปลูกกว่า 200,000 โหม่ว หรือประมาณ 83,000 ไร่ ผลิตไวน์ได้ปีละกว่า 8,000 ล้านหยวนหรือกว่า 40,000 ล้านบาท

ดูเหมือนว่า ทางการจีนภาคภูมิใจในบริษัทผลิตไวน์แห่งนี้มาก มีระดับผู้นำอย่างเจียง เจ๋อ หมิงมาเยือนและมีพิพิธภัณฑ์การผลิตไวน์ของบริษัทในอาคารเก่าใหญ่โตกลางเมืองซึ่งคณะของเราได้ไปเยี่ยมชมและซิมไวน์มาด้วย ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตในสมัยโบราณ มีห้องใต้ดิน และถังไม้โอ๊คขนาดยักษ์สำหรับหมักไวน์ให้ผู้คนได้ชม

เนื่องจากเป็นเมืองตากอากาศ จึงมีสถานที่เที่ยวชมริมทะเลหลายแห่ง แค่ที่พักของคณะเราชื่อตงซัน เกสต์เฮาส์  ซึ่งเป็นที่พัก สำหรับแขกของทางการก็ยังตั้งอยู่ริมทะเล ในยามเช้าเดินหน้าออกมาด้านหน้าก็เห็นท่าเรือที่สร้างยื่นออกไปสำหรับประชาชน ใช้พักผ่อนทอดสงบนิ่งอยู่อย่างสวยงาม

นอกจากนั้น ยังมีเผิงไหลซึ่งเป็นเมืองท่าย่อยของเยียนไถ เคยเป็นฐานทัพเรือสมัยราชวงศ์หมิงมีป้อมโบราณ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของเผิงไหลด้วย

ที่นี่ยังเป็นเมืองท่าแห่งแรกในมณฑลซานตงที่เปิดให้ต่างชาติเข้ามาค้าขายได้ในช่วง 150-200 ปีก่อน และยังเป็นเมืองตำนานเรื่อง 8 เซียนข้ามสมุทรอันโด่งดัง

มีการสร้าง “อุทยานวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์จีน” ขึ้นมาอย่างใหญ่โต และรวบรวมศิลปะที่ทำจากหยก ไม้ดึกดำบรรพ์ที่กลายเป็นหิน ภาพวาด ฯลฯ ไว้มากมาย แม้เวลาจำกัด แต่คณะของเราก็ทึ่งกับฝีมือทางด้านศิลปะโดยเฉพาะการแกะสลักไม้ขนาดใหญ่

ในช่วงกลางวันคณะของเราไปรับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารแห่งหนึ่งเต็มไปด้วยอาหารทะเลสดๆ และอาหารพื้นเมืองที่กินกันจนเกิดพิกัดทุกมื้อ ซึ่งเป็นธรรมเนียมการต้อนรับของจีน

หลังรับประทานเสร็จ คณะของเราสายตาเหลือบไปเห็นโฆษณา ขายเนื้อจระเข้จากฟาร์มจระเข้สมุทร ปราการของไทยที่เสากลางภัตตาคาร แต่มีรูปหญิงสาวที่ดูเหมือนใส่ชุดนางรำ แต่ไม่มีเสื้อผ้าปกปิดร่างกาย ทำให้พูดกันเล่นๆว่า โฆษณาชิ้นนี้ต้องการขายเนื้อจระเข้หรือ เนื้อนมไข้กันแน่

การท่องเที่ยวแห่งเมืองเยียนไถให้ข้อมูลว่า ทางการเยียนไถพยายามทุ่มเทในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ มีการสร้างเมืองขนาดใหญ่ชื่อ หนานซัน มีทั้งนิคมอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย มหาวิทยาลัยโรงแรมขนาดใหญ่ แหล่งท่องเที่ยว สามารถรองรับประชากรได้ถึง 100,000 คน

ที่โดดเด่นที่สุดคือ อุทยานศาสนาวัฒนธรรมหนานซัน ที่มีพระพุทธรูปสร้างด้วยบรอนซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูง 38.66 เมตร หลัก 380 ตัน ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง และพระพุทธรูปหยกขาวสูง 13.66 เมตร หลัก 660 ตันประดิษฐานอยู่ในวิหาร

ในแต่ละปี มีพุทธศาสนิกชนไปนมัสการนับแสนคนซึ่งแหล่งท่องเที่ยวประเภทนี้ถูกจริตนักท่องเที่ยวไทยมาก

แต่น่าเสียดาย แม้มีบริษัททัวร์ไทยจัดนำเที่ยวไปที่มณฑลซานตงบ้านแต่ก็น้อยมานักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่จึงเป็นชาวเกาหลีและญี่ปุ่น

ประสงค์  วิสุทธิ์

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) เกาะกระแสสื่อโลก Thu, 30 Dec 2010 17:00:00 +0000
นินทาสื่อโลก มิย 53_บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์ http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/1996---53- http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/1996---53- นินทาสื่อโลก มิย 53

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

*****ข่าวดีต้อนรับประธานาธิบดีเบนิโญ"นอยนอย"อาคีโน ขวัญใจสื่อและชาวตากาล็อกฟิลิปปินส์ ก็คือการประกาศจะเร่งสอบสวนเพื่อกระชากตัวบงการสังหารหมู่นักข่าวกว่า 20 คนที่เกาะมินดาเนาเมื่อปลายปีที่แล้วมาลงโทษให้ได้ ข่าวร้ายก็คือกระบวนการเย้ยฟ้าท้ากฎหมายในประเทศนี้ยังรุ่งโรจน์สุดๆ ล่าสุดนักข่าวถูกฆ่าติดๆกันถึง 3 รายในรอบสัปดาห์ ตอกย้ำภาพของประเทศนี้ว่าเป็นประเทศที่อันตรายมากที่สุดแห่งหนึ่งของอาชีพสื่อมวลชน ซึ่งชอบขุดคุ้ยนักการเมืองมาเฟียระดับท้องถิ่นที่ฉ้อโกงทุกรูปแบบ เท่ากับว่านับตั้งแต่ปี 2529 ซึ่งเป็นปีที่สิ้นสุดยุคเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส มีนักข่าวถูกสังหารแล้ว 140 ราย

 

*****สถานีข่าวยักษ์ใหญ่ของตะวันตก อาทิ ซีเอ็นเอ็นและบีบีซี ที่กำลังก้าวสู่ยุคตกต่ำเมื่อระดับความน่าเชื่อของข่าวมีแต่ลดลงตามลำดับ โดยเฉพาะในช่วงการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ กำลังเจอศึกหนักกระหน่ำซ้ำเติม เมื่อไชนา เน็คเวิร์ก คอร์ป(ซีเอ็นซี )ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักข่าว “ซินหัว” ได้ฤกษ์เปิดตัว"สถานีข่าวภาคภาษาอังกฤษ"เป็นครั้งแรก เพื่อนำเสนอข่าวคราวและความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์โลกในมุมมองของมังกรจีนและหรือของชาวเอเชียบ้าง

 

*****ข่าวดีในวันสื่อมวลชนโลกประจำปีนี้ก็คือคณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อการพัฒนาร่วมกับกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดนและสมาคมหนังสือพิมพ์โลกได้จัดประกวดบทความข่าวเชิงพัฒนาเพื่อชิงรางวัลลอเรนโซ นาตาลีในหัวข้อที่เกี่ยวกับการพัฒนา ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน เพื่อ๙ซญกระตุ้นให้ประชาชนเพิ่มความตระหนักณุ๋ถึงความสำคัญของนโยบายการพัฒนา อย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่การต่อสู้กับความยากจน

 

*****ด้านกลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ได้ใช้วันเสรีภาพสื่อโลก ประกาศ 40 รายชื่อ " นักล่าสื่อมวลชนที่เลวร้ายที่สุดของโลก" ซึ่งมีทั้งนักการเมือง  ผู้นำศาสนา ขบวนการค้ายาเสพย์ติดและกลุ่มติดอาวุธ ที่ใช้การเซ็นเซอร์ การจับกุมคุมขัง การลักพาตัว การทรมานหรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็คือฆาตกรรมผู้สื่อข่าว โดยในรายชื่อผู้ล่าเหล่านี้ มีบุคคลระดับประธานาธิบดี 17 คน และผู้นำรัฐบาลหลายคน ส่วนใหญ่เป็นคู่แข่งหรือเป็นปรปักษ์กับสหรัฐแทบทั้งสิ้น สำหรับผู้ล่าหน้าใหม่ ที่เพิ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีเป็นครั้งแรก รวมไปถึงมุลเลาะห์ โอมาร์ ผู้นำตาลีบัน เนื่องจากการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์มีผลโดยตรงต่อการทำหน้าที่ของสื่อท้องถิ่น โดยการโจมตีราว 40 ครั้งของตาลีบัน เมื่อปี 2552 ล้วนแต่มีเป้าหมายไปที่สื่อ

 

*****ฟรีดอม เฮาส์ กลุ่มสังเกตการณ์ ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากการบริจาคของเอกชนและรัฐบาลตะวันตก ได้เผยผลสำรวจเสรีภาพสื่อไทย-สื่อโลก ประจำปี 52  ปรากฎว่าตกต่ำเกือบทุกภูมิภาค ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8  โดยบรรดาประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่ ทั้งไทย และเม็กซิโก ต่างเผชิญกับความผันผวนทางการเมืองหรือความรุนแรงด้านยาเสพติด ขณะที่จีนและรัสเซียเพิ่มมาตรการคุมเข้มการนำเสนอข่าว เท่ากับว่าขณะนี้มีประชาชนเพียง 1 ใน 6 คนในโลกที่อยู่ในประเทศที่มีเสรีภาพด้านข่าว

 

*****พอบ้านเมืองวิกฤติ ภาพลักษณ์ของสื่อไทยก็พลอยวิกฤติไปด้วย หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรีบด่วนสรุปทันทีว่าในมุมมองของนักข่าวต่างชาติแล้วขณะนี้กรุงเทพฯมีชื่อติดอันดับต้นๆ ของประเทศที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของคนในวิชาชีพสื่อ เนื่องจากมีช่างภาพนักข่าวเสียชีวิต2 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 7 คนระหว่างทำข่าวความวุ่นวายการปะทะกัน 2 เดือนที่ผ่านมา  ทั้งนี้สถิติของนักข่าวช่างภาพที่เสียชีวิตระหว่างทำข่าวทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี สูงสุดที่ปากีสถาน ตาย 3  ไนจีเรียตาย 2  โซมาเลีย แคเมอรูน แองโกลา เม็กซิโก อัฟกานิสถาน อิรัก เยเมน ตายประเทศละ 1 คน

 

*****หนังสือพิมพ์ทั่วทุกมุมโลกกำลังถูกบีบให้ต้องปฏิวัติตัวเองให้เข้ากับโลกยุคอินเตอร์เนต ซึ่งต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดกับการทดลองของ 2 สื่อในอังกฤษ แนวทางแรกเป็นของบริษัท นิวส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ของเจ้าพ่อสื่อ รูเพิร์ท เมอร์ด็อกที่เริ่มเก็บเงินสำหรับคอนเทนท์ต่างๆ บนเว็บไซต์หนังสือพิมพ์

เดอะไทม์ส และซันเดย์ ไทม์ส โดยถ้าเป็นรายวัน จะคิดวันละ 1 ปอนด์ หรือราว50 บาท แต่ถ้าเป็นรายสัปดาห์ จะเสียแค่ 2 ปอนด์

แนวทางที่ 2 อาจเลียนแบบหนังสือพิมพ์อีฟนิ่ง สแตนดาร์ดที่เปลี่ยนตัวเองเป็นหนังสือพิมพ์แจกฟรีตามสถานีรถไฟจากราคาปกที่เคยตั้งไว้ฉบับละ 50

เ พนนี การปรับเปลี่ยนนี้ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการวางจำหน่ายลงจาก 30 เหลือแค่ 4 เพนซ์ต่อฉบับ  และทำให้ยอดคนอ่านพุ่งขึ้นจาก 5 แสนรายเป็น 1.3 ล้านราย

 

*****ประธานกรรมการบริหารวอชิงตัน โพสต์ บริษัทแม่ของนิตยสารนิวส์วีก

หนึ่งในนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ที่ดีที่สุดของสหรัฐ ยอมรับอย่างหน้าชื่นอกตรมว่ากำลังเฟ้นหาผู้เหมาะสมที่จะเข้ามาซื้อกิจการของนิตยสารฉบับนี้ ซึ่งประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักทั้งจากอินเทอร์เน็ต และภาวะเศรษฐกิจถดถอย  จนต้องลดยอดการพิมพ์ลงเหลือแค่ 1.5 ล้านฉบับ รวมทั้งเริ่มปลดพนักงาน

 

*****นักข่าวอิตาลีราว 2,000 คนได้พร้อมใจกันสวมตะกร้อปากระหว่างชุมนุมประท้วงเพื่อเป็นสัญลักษณ์คัดค้านการออกกฎหมายที่ห้ามตำรวจดักฟังโทรศัพท์และห้ามสื่อตีพิมพ์เผยแพร่เนื้อหาที่ได้จากการดักฟัง ในร่างกฎหมายปิดปากที่จำกัดเสรีภาพสื่อนี้ได้กำหนดลงโทษปรับสำนักพิมพ์เป็นเงินกว่า 450,000 ยูโร และนักข่าว 20,000 ยูโรหากฝ่าฝืน ส่วนผู้ที่บันทึกเสียงหรือถ่ายภาพบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจได้รับโทษจำคุก

 

*****แลร์รี คิง พิธีกรชื่อดังของสหรัฐวัย 76 ปี ตัดสินใจยุติการทำรายการสัมภาษณ์คนดังในช่วงภาคค่ำกับทางสถานีโทรทัศน์ ซีเอ็นเอ็นในปลายปีนี้ แล้วหลังดำเนินรายการมานานถึง 25 ปี โดยได้สัมภาษณ์บุคคลดังหลากหลายอาชีพ เช่น นักการเมือง ดารา คนดังหรือคนเป็นข่าวดังหรืออื้อฉาวมากถึงเกือบ 50,000 ครั้งในช่วง 53 ปีของอาชีพพิธีกร จนได้รับการบันทึกในสถิติของกินเนส บุ๊ค ออฟ เวิลด์ เรคคอร์ด ในฐานะรายการที่ออกอากาศยาวนานที่สุดกับสถานีโทรทัศน์แห่งเดียวในช่วงเวลาเดียวกันตลอด

 

*****นายอีริค ชมิดท์ ซีอีโอของกูเกิลให้แนะนำคณะบรรณาธิการข่าวที่กล่าวหากูเกิลระหว่างการประชุมสมาคมบรรณาธิการข่าวแห่งสหรัฐว่าเป็นตัวการแย่งชิงเม็ดเงินก้อนใหญ่ไปจากเวบไซต์ของหนังสือพิมพ์ ว่าธุรกิจสื่อจะต้องยื่นมือเข้าหาผู้อ่านผ่านเทคโนโลยี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ เปลี่ยนเนื้อหาผ่านอุปกรณ์ไร้สายอย่างเช่นคินเดิลของอะเมซอน ดอท คอมหรือไอแพดของแอปเปิล หรือสมาร์โฟนแอนดรอยด์ของกูเกิลเอง

 

*****  ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย นีลเส็น บริษัทวิจัยด้านสื่อ สำรวจพบว่า ชาวออสเตรเลียแค่ 28% ที่ยินดีจ่ายเงินเพื่ออ่านหนังสือพิมพ์บนเว็บไซต์ โดยมีผู้บริโภคเพียง 1% เท่านั้น ที่เคยจ่ายเงินเพื่ออ่านข่าวที่มีบนอินเทอร์เน็ต

เท่านั้น และ 4% เคยจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงคอนเทนท์ของหนังสือพิมพ์ออนไลน์

 

*****ขณะที่ศูนย์วิจัยพิวของสหรัฐ เผยผลสำรวจพฤติกรรมการรับสื่อด้านข่าวของผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน พบว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อด้านข่าวอันดับ 3 รองจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น และสถานีโทรทัศน์ระดับประเทศ โดยร้อยละ 78 รับข่าวสารจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น ร้อยละ 73 รับข่าวสารจากสถานีโทรทัศน์ข่าวระดับประเทศเช่น ซีบีเอส ซีเอ็นเอ็น และฟอกซ์ ขณะที่ร้อยละ 61 รับข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต อีกร้อยละ 54 รับฟังจากรายการวิทยุ ร้อยละ 50 เผยว่าอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และอีกร้อยละ 17 อ่านหนังสือพิมพ์ระดับประเทศ

 

*****สูงสุดคืนสู่สามัญ ในเมื่อโลกนี้ไม่มีอะไรที่จิรังยั่งยืน หนังสือพิมพ์เลอ มังด์ หนังสือพิมพ์ทรงอิทธิพลของฝรั่งเศสมานานกว่า 66 ปีและเป็นผู้สร้างตำนานหนังสือพิมพ์ที่ยึดมั่นในความเป็นอิสระไม่ยอมจำนนให้กับกองทัพนาซีที่ยึดครองฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนกับสื่ออื่นๆ ก็กำลังจะมาถึงฉากสุดท้ายเฉกเช่นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ที่ประสบภาวะวิกฤติการเงิน ระหว่างนี้ก็เปิดเจรจาต่อรองกับนายทุนต่างชาติที่สนใจเข้ามาซื้อกิจการ

 

*****บรรดาคนดังในแวดวงต่างๆรวม 158 คน รวมถึงศิลปินฮิปฮอป นักแสดงชาวอินเดีย  และแชมป์โลกมวยรุ่นเวลเตอร์เวต ได้ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกส่งถึงหนังสือพิมพ์ เดอะการ์เดี้ยน เรียกร้องให้สถานีโทรทัศน์วิทยุบีบีซี ระงับแผนที่จะปิดสถานีวิทยุ เอเชี่ยน เน็ตเวิร์ค  และสถานีวิทยุเกี่ยวกับดนตรีอีก 6 แห่งในปีหน้า เพื่อโยกงบประมาณไปทุ่มให้กับสื่อออนไลน์มากขึ้น โดยให้เหตุผลว่าบีบีซีนั้นเติบโตมาพร้อมกับภาคภูมิใจในการนำเสนอในเรื่องของความแตกต่างและภายใต้แนวคิดดังกล่าว

 

***** นายอเล็กซานเดอร์ เลเบเดฟ มหาเศรษฐีรัสเซียผู้เป็นอดีตสายลับเคจีบีได้ซื้อหนังสือพิมพ์"ดิ อินดิเพนเดนซ์"ของบริษัท "อินดิเพนเดนท์ นิวส์ แอนด์ มีเดีย พีแอลซี" (ไอเอ็นเอ็ม) ของอังกฤษด้วยเงิน แค่ 1 ปอนด์ (ราว 48 บาท) โดยเมื่อปีที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ฉบับนี้มีผลประกอบการขาดทุน 12.4 ล้านปอนด์(ราว 595 ล้านบาท)

 

*****ทางการมาเลเซียได้สั่งระงับการต่อใบอนุญาตการพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ซอรา คีดิลันของนายอันวาร์ อิบรอฮิม หัสหน้าพรรคฝ่ายค้านใหญ่อ้างว่าขัดต่อกฎหมายการพิมพ์กรณีประโคมข่าวว่าหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลกำลังจะล้มละลาย ขณะที่หนังสือพิมพ์โต้ว่ากำลังละเมิดสิทธิเสารีภาพสื่อ

 

*****ศึกนี้คงยืดเยื้อไปอีกหลายยก ตราบใดที่รอยแค้นที่สั่งสมมานานยังไม่ได้รับการสะสาง จึงเป็นเรื่องไม่แปลกใจแต่อย่างใด ที่ศาลเวเนซูเอลลาได้ออกหมายจับนายกิลเลอร์โม ซูลัวกา เจ้าของสถานีโทรทัศน์ "โกลโบวิชั่น" ที่ยังวิจารณ์ประธานาธิบดีชาเวซ ฮิวโก อย่างไม่หยุดยั้ง แม้จะถูกปิด ถึงยึดใบอนุญาตมาหลายครั้งแล้วก็ตาม ด้วยข้อหาแอบสะสมรถโตโยต้าคันใหม่เอี่ยมถึง 24 คันในบ้านพัก ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย ไม่ทราบว่าเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อตรงไหน

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) เกาะกระแสสื่อโลก Wed, 21 Jul 2010 03:22:38 +0000
นินทาสื่อโลก http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/1342-2010-01-14-04-41-49 http://www.tja.or.th/component/content/article/27-streams-media-world/1342-2010-01-14-04-41-49 นินทาสื่อโลก
โดย บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

*****คณะกรรมการเสรีภาพสื่อโลก (ดับเบิลยูพีเอฟซี)
ได้เผยผลการสำรวจกฎหมายหมิ่นประมาทใน 58 ประเทศทั่วโลกพบว่าจุดประสงค์ของประเทศต่างๆในการนำกฎหมายหมิ่นประมาทมาใช้กับสื่อนั้นแม้จะแตกต่างกันบ้าง แต่ก็มีข้อเหมือนกันตรงที่รัฐพร้อมใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือในการปกป้องตัวเอง และเพื่อจะข่มขู่และตอบโต้ภายใต้ข้ออ้างว่าจะสร้างความเสียหายให้กับรัฐหรือหน่วยงานต่างๆ จนอาจนำมาซึ่งการเซนเซอร์ข่าวภายใต้ข้ออ้างว่าบ่อนทำลายความมั่นคงหรือสร้างความแตกแยกทางศาสนาหรือในวงสังคม ที่น่าวิตกมากกว่านั้นพบว่าการณรงค์ของดับเบิลยูพีเอฟซีเพื่อให้รัฐแก้ไขหรือยกเลิกการใช้กฎหมายนี้กับสื่อปรากฎว่าล้มเหลว ไม่มีอะไรคืบหน้าแม้แต่น้อย

*****ขณะที่นักข่าวพลเมืองหรือนักข่าวออนไลน์กำลังเป็นอาชีพใหม่ยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ไฟแรง ซึ่งพยายามเสาะแสวงหาข่าวมารายงานด้วยใจมุ่งมั่นโดยหารู้ไม่ว่าเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน จากสถิติจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว เปิดเผยว่ามีนักข่าวออนไลน์ทั่วโลกอย่างน้อย 56 รายถูกรัฐบาลหลายประเทศรวมไปถึงเกาหลีเหนือและอิหร่าน จับเข้าซังเต เนื่องจากละเมิดกฎหมาย ขณะที่น.ส.ซูซาน แมคไบรด์ ผู้ช่วยคณบดีคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย คอลเลจ ชิคาโก และผู้ร่วมก่อตั้งเว็บข่าวพลเมือง ChicagoTalk.org ให้ความเห็นว่า แนวโน้มที่นักข่าวพลเมืองหรือนักข่าวออนไลน์ผ่านสื่อใหม่ เช่น บล็อก เว็บเครือข่ายสังคม (โซเชียลเน็ตเวิร์คกิ้ง) จะเสี่ยงต่อการถูกจับกุมมีมากขึ้น เนื่องจากสื่ออินเทอร์เน็ตเปิดกว้างให้รายงานข่าวได้อิสระ เปิดช่องใส่ความเห็น-พาดพิงบุคคลอื่น จึงง่ายต่อการละเมิดกฎหมาย

*****ขอแสดงความยินดีกับนักข่าว 5 คนจากโซมาเลีย ศรีลังกา ตูนีเซียและอาเซอร์ไบจัน ที่ได้รับรางวัลเสรีภาพสื่อระหว่างระหว่างประเทศประจำปีนี้จากคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว(ซีพีเจ)  ถือเป็นรางวัลเกียรติยศอันทรงคุณค่าที่จะมอบให้กับนักหนังสือพิมพ์ผู้กล้ายืนหยัดปฏิบัติหน้าที่โดยไม่หวาดหวั่นกับการข่มขู่คุกคาม และการเซนเซอร์ เพื่อจะปกปักไว้ซึ่งเสรีภาพสื่อในประเทศนั้นๆ

*****ถึง ที่สุดของที่สุดในการเอาตัวรอด ตอนนี้หนังสือพิมพ์ทั่วแดนดินถิ่นอินทร์หงอยอเมริกาซึ่งเผชิญกับวิกฤติราย ได้จากโฆษณาและยอดขายหดหายไปมาก นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งอเมริกาจึงแถลงต่อคณะกรรมาธิการร่วมรัฐสภาวิงวอน ขอให้รัฐช่วยในรูปของการคืนภาษีกำไรย้อนหลังจากที่เคยจ่ายเมื่อต้นทศวรรษนี้ นอกเหนือจากยินยอมให้เจ้าของสื่อสามารถปรับปรุงระบบการจัดเก็บเงินสำรอง เลี้ยงชีพ เพื่อให้หนังสือพิมพ์พอจะมีเงินสดหมุนเวียนจะได้ไม่มีการลอยแพนักข่าวมาก ขึ้นไปอีกในปีหน้า แต่ก็ยืนกรานไม่ต้องการให้รัฐยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทางการเงินเหมือนกับที่ เข้าไปช่วยประคองสถานการณ์ของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ เนื่องจากเกรงว่ารัฐจะฉวยโอกาสเข้าไปแทรกแซงกระบวนการผลิตข่าวจนไม่มีอิสระ หรือตกเป็นเครื่องมือของรัฐโดยปริยาย

*****ในเมื่อเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ ถูกจำกัด จึงไม่น่าสงสัยแม้แต่น้อยว่าเหตุใดชาวมาเลเซียจึงหันไปอ่านข่าวจากอินเทอร์เน็ตแทนหนังสือพิมพ์มากขึ้น ผลักดันให้มีเว็บข่าวผุดขึ้นถึง 8 แห่งภายใน 2 ปี เท่านั้น โดยมีทั้งเว็บข่าวภาคภาษาจีน ภาษามาเลย์ และภาษาอังกฤษ  บางเว็บมีคนเปิดเข้าไปใช้บริการมากถึงเดือนละ 2 ล้านครั้ง เพราะเชื่อว่าข่าวมีความน่าเชื่อถือมากกว่าหนังสือพิมพ์ ที่อยู่ในความควบคุมของทางการ แถมยังมีจุดเด่นตรงที่ประหยัด สะดวก และรวดเร็วทันเหตุการณ์ เป็นเหตุให้ยอดขายหนังสือพิมพ์รายวันจึงมีแต่ลดลงตามลำดับ

*****นับวันปิศาจร้ายในคราบของระบบทุนนิยมที่ฝังตัวลึกอยูในแวดวงสื่อสารมวลชนก็ยิ่งสำแดงฤทธิ์จนน่ากลัวมากขึ้นทุกที  ถึงขนาดทำให้นายวอลเลซ ซูซ่า  พิธีกรชื่อดังในรายการโทรทัศน์และอดีตสมาชิกสภารัฐอามาโซนาส บราซิล  ซึ่งอยากจะเริ่มเรตติ้งรายการของตัวเอง จนกล้าบงการให้ฆ่าคู่แข่งทางการค้ายาเสพติดแล้วให้ทีมงานในรายการทีวี "กานัล ลิฟเร่" รีบรุดไปถึงที่เกิดเหตุ จากนั้นรีบบันทึกภาพสะเทือนขวัญแล้วนำออกอากาศทางรายการทันที สมแล้วที่จะถูกตำรวจจับนอกเหนือจากถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกสภา

***** ผิดกับที่แดนเสรีอเมริกา การแข่งขันเพื่อให้ได้ข่าวเดี่ยวหรือข่าวเจาะพิเศษทวีความดุเดือดมากขึ้น ถึงขั้นแอบจ่ายเงินนับพันๆดอลลาร์ให้กับแหล่งข่าวเพื่อขอสัมภาษณ์เดี่ยว ซึ่งแม้จะไม่ผิดกฎหมายแต่ผิดจรรยาบรรณสื่อซึ่งปรกติแล้วหนังสือพมพ์ต่างๆจะไม่ทำกัน แต่ทำไงได้เมื่ออยากได้ข่าวเดี่ยวแถมแหล่งข่าวก็นกรู้ขอเงินตอบแทน  ค่านิยมผิดๆนี้ก็เริ่มมีมากขึ้นจนน่าวิตก

***** อับอายขายขี้หน้าไปทั้งโลกา
แถมยังทำให้แวดวงสื่อสารมวลชนในประเทศถูกลดทอนความน่าเชื่อถืออันเป็นหัวใจสำคัญในความอยู่รอดของวงการนี้ เมื่อหนังสือพิมพ์มอสคอฟสกี คอมโซโมเล็ตส์ หนังสือพิมพ์หัวสีชื่อดังในรัสเซียต้องออกแถลงการณ์พิเศษขอโทษขอโพยกรณีตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ประธานาธิบดีแห่งอดีตเครือรัฐอาร์เมเนีย โดยอ้างว่าเป็นสัมภาษณ์พิเศษระหว่างเข้าพบผู้นำอาร์เมเนียที่ทำเนียบรัฐบาล แต่จริงๆแล้วประธานาธิบดีอาร์เมเนียไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด เป็นเรื่องของบรรณาธิการเวรข่าวในวันนั้นปั้นข่าวขึ้นมาเองโดยดัดแปลงบทถามตอบก่อนหน้าซึ่งปรากฎเป็นเอกสารของทางราชการ

*****ถึงจะอายุแค่ 36 ปี เจมส์ เมอร์ด็อก ลูกชายสุดรักของรูเพิร์ต เมอร์ด็อก ราชาสื่อโลก ก็กล้าท้าชนตรงๆกับบีบีซีแห่งอังกฤษว่าเป็นตัวคุกคามความเป็นอิสระของวงการสื่อสารมวลชน เนื่องจากอยู่ได้ด้วยเงินอุดหนุนจากรัฐและจากหน่วยงานหลายแห่งรวมไปถึงจากผู้บริโภคที่ต้องจ่ายภาษีทางอ้อม ถ้าเก่งจริงก็ต้องกระโจนเข้าสู่ตลาดการแข่งขันที่ดุเดือดเผ็ดมันประเภทใครดีใครอยู่ โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงที่วงการสื่อทั่วทุกมุมโลกไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ต่างประสบคลื่นมรสุมยักษ์จนล้มหายตายจากไปก็มาก ที่อยู่ก็ได้แต่ประคองตัวเองให้รอดไปวันๆเท่นั้น

****** ไม่รู้ว่า "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง"
หรือเปล่า แดนดินถิ่นอินทรีผยองถึงแสดงความวิตกกังวลกรณีประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลา สั่งปิดสถานีวิทยุ 32 แห่งและสถานีโทรทัศน์อีก 2 แห่งซึ่งเป็นหัวหอกในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เนื่องจากไม่ยอมต่ออายุสัญญาหลังจากปล่อยให้สัญญาหมดวาระ แต่สหรัฐมองว่าเป็นการแทรกแซงสื่อและคุกคามเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน อันเป็นองค์ประกอบหลักของระบอบประชาธิปไตย แต่กลับปิดปากเงียบกรณีกระทรวงกลาโหมอเมริกันได้ออกกฎข้อบังคับมากมายเพื่อ จำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อในการทำข่าวสงครามที่อิรักและอัฟกานิสถาน

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) เกาะกระแสสื่อโลก Sun, 13 Dec 2009 17:00:00 +0000