หน้าหลัก สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย ,TJA : Thai Journalist Association,สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย http://www.tja.or.th/component/content/frontpage Tue, 20 Aug 2019 22:40:42 +0000 Joomla! 1.5 - Open Source Content Management th-th เริ่มแล้ว หลักสูตรอบรมการทำอินโฟกราฟฟิกสำหรับสื่อมวลชน http://www.tja.or.th/professional-media-organizations-and-movements/5123-2019-07-19-10-44-14 http://www.tja.or.th/professional-media-organizations-and-movements/5123-2019-07-19-10-44-14

เริ่มแล้ว หลักสูตรอบรมการทำอินโฟกราฟฟิกสำหรับสื่อมวลชน

 

วันนี้(19ก.ค.62) เป็นวันแรกของการเริ่มอบรมหลักสูตรการทำอินโฟกราฟฟิกสำหรับสื่อมวลชน ระหว่างวันศุกร์ที่ 19 – วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2562 ณ ศูนย์นวัตกรรมและความรู้ RMUTT Innovation & Knowledge Center ชั้น 7 ศูนย์การค้าบางซื่อจังชั่นจัดโดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยร่วมกับสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทยและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี(มทร.ธัญบุรี) ซึ่งการอบรมการทำอินโฟกราฟฟิกเป็นที่นิยมของสื่อออนไลน์ ทำให้คอนเทนต์มีความน่าสนใจเข้าใจง่ายมากขึ้น 
ในพิธีเปิดมีนางสาวหทัยรัตน์ ดีประเสริฐ รองเลขาธิการฝ่ายวิชาการ สมาคมนักข่าวฯ และนายนิติ วิทยาวิโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.ธัญบุรี ร่วมในพิธีเปิด

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) frontpage Fri, 19 Jul 2019 10:40:01 +0000
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มอบสินไหมมรณกรรม http://www.tja.or.th/professional-media-organizations-and-movements/5108-2019-07-02-09-24-34 http://www.tja.or.th/professional-media-organizations-and-movements/5108-2019-07-02-09-24-34  

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  มอบสินไหมมรณกรรม


1 กรกฎาคม 2562    นายบุตรดา ศรีเลิศชัย เลขานุการ ชมรมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์อาวุโส เป็นผู้แทนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มอบสินไหมมรณกรรม  จำนวน 100,000 บาท    ให้นายมนต์ชัย ทัพไชย ทายาทของ นางมยุรี  พ.ผลพิบูลย์ สมาชิกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ซึ่งถึงแก่กรรมเร็วๆ นี้

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  ทำประกันชีวิตกลุ่มกับบริษัท  เมืองไทยประกันชีวิต  จำกัด   (มหาชน) ให้สมาชิกสมาคมฯ  ที่ชำระเงินค่าบำรุงประจำปี

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) frontpage Tue, 02 Jul 2019 09:17:40 +0000
รายงานสถานการณ์สื่อมวลชนประจำปี2561 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย : The media situation in 2018 http://www.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/4872-2561- http://www.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/4872-2561-  

รายงานสถานการณ์สื่อมวลชนประจำปี2561

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

--------------

สถานการณ์ด้านสื่อมวลชนไทยในรอบปี พ.ศ. 2561 เป็นปีแห่งการ “ซึมแทรก ซึมทรุด” เพราะยังคงเผชิญความเสี่ยงและท้าทายหลายประเด็น โดยเฉพาะการไม่มีสิทธิและเสรีภาพอย่างเต็มที่ ภายใต้กฎหมายพิเศษของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในห้วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ขณะที่อุตสาหกรรมสื่อทั้งระบบยังอยู่ในภาวะยากลำบากอย่างต่อเนื่อง  เนื่องจากผลกระทบด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมการเสพข้อมูลข่าวสารที่มุ่งไปสู่ทิศทางทางออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจึงสรุปสถานการณ์สื่อฯใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

 

1.ถูกควบคุมด้วยกฎหมายพิเศษ : แม้ว่าปี 2560 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ รองรับสิทธิในการแสดงความคิดเห็น การพูด การพิมพ์ไว้ ในมาตรา 34 และมาตรา35บัญญัติ ให้บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ  ทว่ายังคงมีการบังคับใช้ ประกาศคสช.และคำสั่งหัวหน้าคสช.4ฉบับ เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนที่ยังไม่มียกเลิก สวนทางกับบรรยากาศของการปลดล็อคทางการเมืองเพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ที่ประชาชนต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วนรอบด้าน แม้ว่าองค์กรสื่อจะร่วมกันรณรงค์ เรียกร้องและออกแถลงการณ์มาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่การยกเลิกประกาศคสช.และคำสั่งหัวหน้าคสช. ทั้ง 4 ฉบับก็ไม่เป็นผล

 

4 ประกาศคสช.และคำสั่งหัวหน้าคสช. ประกอบด้วย 1.ประกาศ คสช.ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การขอความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคสช.และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ 2.ประกาศคสช.ที่103 /2557 แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคสช.ฉบับที่ 97 /2557 โดยห้ามวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของคสช.โดยเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคสช.ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ 3.คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่3/2558 (ข้อ5)ให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจออกคำสั่งห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด

 

และ 4.คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่41/2559 เรื่อง การกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ โดยมีเจตนาในการขยายอำนาจ ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ครอบคลุมไปถึงประกาศของคสช. ฉบับที่ 97/2557 และฉบับที่103/2557 รวมทั้งคุ้มครองการใช้อำนาจของ กสทช.

 

2.จับตากฎหมายกระทบเสรีภาพ : ประเทศไทยอยู่ในช่วงขับเคลื่อนตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ รวมถึงแผนปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ หนึ่งในนั้นคือการจัดทำ พระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน. พ.ศ. . ซึ่งก่อนหน้านี้องค์กรสื่อได้รวมพลังคัดค้านในหลายประเด็น แต่ในที่สุดร่างกฎหมายดังกล่าวก็ได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2561 โดยมีข้อสังเกตบางประการ และคณะรัฐมนตรีได้ส่งให้คณะกรรมการกฤษฏีกาพิจารณาก่อนเสนอกลับคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ในชั้นนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวจึงไม่น่าจะทันการพิจารณาของสภานิติบัญญัติชุดนี้ ถึงกระนั้น องค์กรสื่อก็ยังยืนยันหลักการในการกำกับดูแลกันเอง อันเป็นหลักการสากลที่นานาประเทศใช้กำกับดูแลเรื่องจริยธรรม อีกทั้งจะต้องไม่มีตัวแทนฝ่ายรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

นอกจากนี้ยังมีร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับเสรีภาพบนโลกออนไลน์ ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ที่ผ่านความเห็นชอบจากครม.แล้วเช่นกัน แต่หลายประเด็นอาจจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ รวมทั้งติดตาม ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ....  ร่างพระราชบัญญัติการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล พ.ศ...  การแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ว่าจะมีส่วนใดริดรอนเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนหรือไม่

 

3.ธุรกิจสื่อยังระส่ำ : การใช้อำนาจพิเศษของคสช. ในการออกมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัล ด้วยการพักชำระหนี้ค่าสัมปทานเป็นเวลา 3 ปี ตามที่ผู้ประกอบการร้องขอ เป็นสัญญาณที่การแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ของธุรกิจสื่อได้อย่างชัดเจนตลอดทั้งปีที่ผ่านมาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560

 

ฝั่งของสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เปิดโครงการลาออกด้วยความสมัครใจในช่วงสิ้นปี ด้านนสพ.ยักษ์ภาคเหนือ “เชียงใหม่นิวส์” หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ตีพิมพ์ข่าวสารในพื้นที่ภาคเหนือมานานกว่า 27 ปี อำลาแผงเมื่อ 5 มี.ค.2561 ผันตัวสู่ออนไลน์  และวันที่ 4 มกราคม 2562 นิตยสารวิเคราะห์ข่าวการเมืองรายสัปดาห์’สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์’ที่จะอำลาแผงเช่นกันหลังยืนหยัดมาได้ถึง 66 ปี  ตามหลัง ‘เนชั่นสุดสัปดาห์’ ที่อำลาแผงไปก่อนหน้านี้ นิตยสารสตาร์พิคส์รายเดือน ที่อยู่คู่แผงหนังสือไทยมากว่า 52 ปี  ประกาศปิดตัว ตีพิมพ์ ฉบับที่ 888 เดือนเม.ย. 2018 เป็นฉบับ 'รายเดือน' เล่มสุดท้าย

 

นิตยสาร Secret เครืออมรินทร์ ประกาศเลิกผลิต เดือนมิ.ย. วางแผงฉบับสุดท้าย ปรับรูปแบบการนำเสนอผ่านช่องทางออนไลน์ และช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ  รวมทั้ง Student Weekly ในเครือ Bangkok Post ได้ประกาศวางแผงเป็นฉบับสุดท้าย ฉบับวันที่ 30 ก.ย. ถือเป็นการปิดตำนานนิตยสารภาษาอังกฤษที่อยู่คู่นักเรียนไทยมากว่า 50 ปu นิตยสารแพรวก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 ประกาศปรับจากรายปักษ์ เป็นรายเดือนฉบับแรก เริ่มเดือนต.ค.

 

ฟากฝั่งของสื่อทีวี เริ่มตั้งแต่ “นิวทีวีช่อง18” เป็นช่องแรกของปี ที่ปรับโครงสร้างโดยมีคำสั่งลดพนักงาน 30 % ตามติดด้วยสปริงนิวส์ช่อง19 เลิกจ้างพนักงาน 80 พร้อมกับการต่อลมหายใจด้วยการขายหุ้นให้กับทีวีไดเร็ค และให้บางรายการไปออกอากาศทางช่อง NOW26 ในเครือเนชั่น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เนชั่นเปิดตัวทีมผู้บริหารชุดใหม่ได้ไม่นาน  ปลายปีสถานีโทรทัศน์ ‘Money Channel ’ แจ้งยุติออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 และจะรุกตลาดผลิตคอนเทน สร้างความเข้มแข็งในโลกออนไลน์ แม้กระทั่งสื่อยักษ์ใหญ่ อย่างสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง3 ก็ยอมเปิดโครงการเกษียณอายุให้แก่พนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไป

 

ซึ่งภาวะธุรกิจเช่นนี้ สื่อระดับโลกอย่างสำนักข่าวรอยเตอร์เอง มีแผนลดพนักงาน 3,200 ตำแหน่ง ปิดสำนักงาน 133 แห่งทั่วโลก ภายใน 2 ปีข้างหน้า ตามแผนปรับโครงสร้างบริษัท

 

 

4. บทเรียนถ้ำหลวง : เป็นเหตุการณ์ที่ต้องบันทึกไว้กับเหตุการณ์ที่สื่อมวลชนทั่วโลกมากกว่าพันชีวิต ปักหลักทำข่าวต่อเนื่องยาวนาน 17 วัน ในภารกิจช่วย 13 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี่ ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย เป็นสถานการณ์ที่ยากทั้งการช่วยเหลือ และยากต่อการรายงานข่าวบนเนื้อที่ปากถ้ำที่มีหลากหลายอุปสรรค เงื่อนไข ข้อจำกัดที่ต้องแข่งกับเวลา และการช่วงชิงยอดผู้ชมและเรตติ้งของข่าวให้ได้มากที่สุด นำมาซึ่งคำชื่นชม ตำหนิ และบทเรียนให้กับสื่อมวลชนนำกลับไปเป็นการบ้านเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพต่อไป

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

 

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

30 ธันวาคม 2561

 

///////////////

The Media Situation in 2018 is marked by “interference and slowdown” and the sector has a number of challenges to overcome.

Freedom of expression remains threatened by the National Council for Peace and Order’s (NCPO) special laws and the media businesses are falling on hard times thanks to disruption from technological advancement and consumers’ shift to the digital media.

The media situation in Thailand can be summed up as four points. 
1.Freedom of expression is limited by the NCPO’s orders and announcements.
Despite the enforcement of the 2017 charter which advocates freedom of expression and free press, four of the NCPO’s orders and announcements restricting the media remain intact.

The four orders in question are No.97/2014, No.103/2014, Article 5 of No.3/2015, and No.41/2016.

Maintaining these orders and announcements is not conducive because when the country is moving toward the general election, the public should in fact be guaranteed a free flow of information to make well-informed decisions.

2. Some draft laws are threatening freedom of the press.
The government has given a green light to a number of draft laws that are worth scrutiny as they might be abused to undermine press freedom and threaten civil rights and liberties as well as individuals’ privacy.

One of them is a draft law on promotion of media ethics and professional standards which was endorsed by the cabinet on Dec 18 despite a strong objection by the media organizations.

The bill is pending a review by the Council of State, the government’s legal adviser, and will be resubmitted to the cabinet for consideration.

Even though the controversial bill is unlikely to be passed by the National Legislative Assembly (NLA), it does not bode well with the principles of self-regulation and independence from state intervention.

The other bills include the cybersecurity bill to increase surveillance, prevent the publication of sensitive material, and allow data interception and website blocking; the personal data protection bill in what kind of customer data the regulator or the third party can use for the public interest and what should be strictly protected as personal data; the digital ID bill under which a national digital ID company would be set up to build a digital ID platform to identify and authenticate citizens’ digital IDs.

Several issues related to these bills should be monitored closely as they may hinder freedom of expression or civil liberties.


3. The media businesses are shaken.
The NCPO’s use of Section 44 in May to impose a three-year debt moratorium to help digital TV operators speaks volume about the media industry’s struggle.
Under order No.9/2018, the operators who owe the National Broadcasting and Telecommunications Commission (NBTC) billions of baht in unpaid licence fees are granted a debt relief of up to three years for the operators.

Several players in the broadcasting and print industries have been forced to undergo corporate restructuring to remain competitive and while some have decided to shut down or moved to the online platform.

On the print media, Chiang Mai News, a local newspaper which covers the northern region, has migrated to online since March, while Siam Weekly, a news magazine, will publish its last issue on Jan 4 after 66 years.

Praew magazine, a lifestyle magazine, has switched from biweekly to monthly format, while Starpics, a monthly entertainment magazine, will publish its last issue in April next year after 52 years.

Thai Rath newspaper, which has the largest circulation in Thailand, has recently joined the restructuring by launching a voluntary retirement scheme.

On the broadcasting sector, the 2018 rang in with New TV channel being the first to downsize its work force, followed by Spring News channel which laid off 80 employees, sold shares and migrated some contents to NOW 26 channel.

As the year is drawing to a close. Money Channel announced it will go off air on Jan 1, 2019 and will focus on online contents. Channel 3, one of the major broadcasting operators, offers a voluntary retirement for long-serving employees.


4. Tham Luang cave rescue coverage brings good lessons.

The Tham Luang cave rescue in Chiang Rai which gained attention from the people around the world has put the spotlight on the Thai media which scrambled to cover one of the most challenging operations.

Criticisms and praises will be used to improve the media professional standards.

 

The Thai Journalists Association

December 30, 2018

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) frontpage Sun, 30 Dec 2018 10:19:21 +0000
ภูมิทัศน์สื่อ http://www.tja.or.th/component/content/article/167--34-2560-/4690-2018-05-09-12-19-14 http://www.tja.or.th/component/content/article/167--34-2560-/4690-2018-05-09-12-19-14

 

ภูมิทัศน์สื่อ

โดย  กองบรรณาธิการ

.........................................

สังคมเปลี่ยน สื่อเปลี่ยน

หลักสูตรนิเทศศาสตร์-วารสารฯ

สอนยังไง ไม่ให้จบแล้วเตะฝุ่น

ช่วง1-2 ปี ที่ผ่านมา ข่าวเรื่องมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ที่เปิดสอนด้านการสื่อสารมวลชน ซึ่งหลายสิบปีที่ผ่านมา ได้ผลิตนักสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ  ออกมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ต้องปรับหลักสูตร การเรียนการสอนกันใหม่ หลังภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนสื่อกระแสหลักเริ่มถูกลดบทบาทไป กลายเป็นว่าทุกวันนี้ ประชาชนคนธรรมดา ก็สามารถกลายเป็น”ผู้ส่งสาร”ได้ โดยผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่แค่”ผู้รับสาร”แบบในอดีต ขณะเดียวกัน ก็เริ่มพบว่า”อาชีพสื่อสารมวลชน” โดยเฉพาะ”นักข่าว”กำลังเป็นอาชีพที่เริ่มมีความไม่มั่นคง มากที่สุดอาชีพหนึ่งในยุคปัจจุบัน จนทำให้ ดูเหมือนช่วงหลัง คนที่คิดจะเรียนด้านการสื่อสารมวลชน กำลังมีแนวโน้มลดลง

 

คนข่าวจากหลายสำนัก ที่เป็นศิษย์เก่าของสถาบันการศึกษาทั้งรัฐ-เอกชน ร่วมกันนำเสนอรายงานเพื่อชี้ให้เห็นถึงสภาพ หลักสูตรนิเทศศาสตร์-สื่อสารมวลชน-วารสารศาสตร์ฯในยุคปัจจุบัน ผ่าน“จุลสารราชดำเนิน” ที่จะทำให้ได้รับรู้สภาพการศึกษา การเรียนการสอนหลักสูตรด้านการสื่อสารมวลชนในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

...................................................

 

วารสารฯธรรมศาสตร์

จะไม่ยุบสาขานสพ.-สิ่งพิมพ์

โดย สุธิดา ปล้องพุดซา

เริ่มที่ “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” พบว่า คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังเป็นคณะยอดนิยมอันดับต้นๆ ของเด็กรุ่นใหม่ผู้ใฝ่ฝันอยากเข้าวงการสื่อ ปัจจุบันคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ใช้หลักสูตรวารสารศาสตรบัณฑิต ที่ปรับปรุงเมื่อปี 2556 จำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร 132 หน่วยกิต รับนักศึกษาเข้าเรียนปีละ 200 คน แบ่งเป็น 6 กลุ่มสาขาให้นักศึกษาได้เลือกเรียน ประกอบด้วย 1.สาขาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ 2.สาขาบริหารการสื่อสาร 3.สาขาวิทยุและโทรทัศน์ 4.สาขาประชาสัมพันธ์ 5.สาขาโฆษณา และ6.สาขาภาพยนตร์และภาพถ่าย

หลักสูตรปัจจุบันเน้นวิธีการเรียนการสอนโดยการฝึกปฏิบัติเพื่อเสริมทักษะให้กับนักศึกษาด้านการเขียนการพูดและการนำเสนอต่อสาธารณะ และนักศึกษาทุกคนจะต้องเรียนวิชาบังคับของคณะ 2 วิชา คือ วิชาความรู้เบื้องต้นทางการสื่อสาร และวิชาทฤษฎีการสื่อสาร

“รองศาสตราจารย์พรทิพย์ สัมปัตตะวนิช คณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน” เล่าว่า เป้าหมายการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีของคณะ คือ เน้นให้มีคุณสมบัติ 3 ข้อ ได้แก่ 1.การเป็นคนเฉลียวฉลาด รู้เท่าทันข้อมูลที่มีอยู่มากมายประกอบกับสื่อที่มีความหลากหลาย ดังนั้นสื่อต้องมีความเฉลียวฉลาดในการใช้ข้อมูล 2.ต้องมีจินตนาการ สามารถนำข้อมูลมาร้อยเรียงแล้วทำให้เกิดผลงาน และ 3.Socially concern คือ เป็นนักสื่อสารที่คำนึงและมีความห่วงใยต่อสังคมเป็นหลัก เพราะฉะนั้นทุกวิชาที่แยกตามสาขา จะมีการพัฒนาองค์ความรู้ และทักษะไปพร้อมๆกับกิจกรรมที่ทำให้เกิดประโยชน์กับสังคม

“ยืนยันว่า คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังมีความนิยม และมีการแข่งขันการสอบเข้าสูงเช่นเดิมทั้งหลักสูตรภาคภาษาไทยและหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ คณะของเรามีอัตลักษณ์ค่อนข้างชัดเจนตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในเรื่องของมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน

ดังนั้นลักษณะของหลักสูตรก็จะมีเอกลักษณ์ เพราะจะมีที่นี่แห่งเดียวเท่านั้นที่ใช้ชื่อคณะว่า คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ซึ่งอยากให้เข้าใจว่าเป็นหลักสูตรที่เป็น Journalism เป็นเรื่องของการทำเนื้อหาและข่าว ฉะนั้นนี่คือแก่นที่มาของคณะ จากแก่นตรงนี้ ทำให้ความนิยมของคณะยังคงอยู่  อีกทั้งหลักสูตรยังได้ผสมผสานความเป็นสื่อเข้ากับเทคโนโลยีด้วย"รองศาสตราจารย์พรทิพย์ กล่าว

“คณบดีคณะวารสารศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์”บอกอีกว่า สาขาที่ได้รับความนิยมจากนักศึกษาในขณะนี้คือ สาขาวิทยุและโทรทัศน์ และสาขาโฆษณา ขณะที่สาขาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ จำนวนนักศึกษาที่เลือกเรียนมีอยู่ร้อยละ 10 ของจำนวนนักศึกษาในคณะทั้งหมด

 

จากสถานการณ์สื่อที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะสิ่งพิมพ์ที่มีบทบาทน้อยลงและโลกโซเชียลมีเดียมีบทบาทมากขึ้น ทำให้คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน กำลัง “ปรับปรุงหลักสูตรใหม่” ซึ่งขณะนี้ปรับหลักสูตรได้ร้อยละ 70 แล้ว อยู่ในขั้นตอนที่จะสรุปครั้งสุดท้าย เพื่อนำไปใช้ในปีการศึกษา 2561 โดยปรับวิชาให้ทันสมัยมากขึ้น เพิ่มวิชาใหม่เข้ามา และถอดบางวิชาออกไป โดยการปรับหลักสูตรมาจากผลการวิจัยทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสื่อ โดยจะมีวิชาใหม่ๆเกิดขึ้น

"สาขาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์จะเน้นสอนการทำเนื้อหามากขึ้น ยอมรับว่า Platform ของสื่ออาจจะเปลี่ยนแปลงไปแต่วิธีการเขียน หลักการทำข่าว และความเป็นวารสาร (Journalism) จะเป็นศาสตร์ที่ยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปจากโลกใบนี้ เพียงแต่ว่า มีการเปลี่ยน Platform เราก็ต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบหรือสไตล์ และการเขียนเนื้อหาจะเน้นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับสังคมเพิ่มขึ้น”

เช่น การเขียนเพื่อชุมชนหรือการเขียนเพื่อสุขภาพ โดยจะจับในเรื่องของประเด็นเป็นหลักมากขึ้น เพื่อให้คนเข้าใจกันมากขึ้น ว่าสาขาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ ไม่ใช่การทำเฉพาะหนังสือพิมพ์เท่านั้น แต่การใช้ชื่อสาขาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ถือเป็นการเคารพ เพราะในอดีต หนังสือพิมพ์เป็นสื่อแรกที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ของสื่อเปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องมีการปรับหลักสูตร

...ดังนั้น ยืนยันว่า คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนจะไม่ยุบสาขาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์อย่างแน่นอน แต่จะทำให้เกิดความชัดเจนในด้านของศาสตร์ความเป็น Journalism มากขึ้น

...ที่ผ่านมาคณะวารสารศาสตรและสื่อสารมวลชนได้สำรวจการประกอบอาชีพของบัณฑิตอย่างสม่ำเสมอ แล้วพบว่า ร้อยละ 90 ของบัณฑิตที่จบการศึกษาจากคณะได้ทำงานที่ตรงกับสาขาอาชีพ ซึ่งความพิเศษของนักข่าวที่จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ รู้จักคิดวิเคราะห์ข้อมูล เป็นคนลุย ไม่เกี่ยงงาน พร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่มีคุณภาพ และมีจริยธรรม จรรยาบรรณของความเป็นสื่อ เพราะเป็นหลักสูตรที่อยู่เรียนรู้ทางด้านสื่อโดยตรง

"ที่ใครๆชอบพูดว่า ใครก็ตามสามารถมาเป็นสื่อได้ ขอเถียงว่า ไม่จริง เพราะต้องเป็นคนที่มีทัศนคติ มีวิสัยทัศน์ มีความชอบและมีใจจดจ่อที่จะเป็นสื่อ จึงจะเป็นสื่อที่ดีได้ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนหล่อหลอมนักศึกษามาถึง 4 ปีจะไม่เหมือนกับคนที่จบคณะอื่นแล้วมาทำงานสื่อ จริงอยู่ที่ว่าคนที่จบจากคณะอื่นก็อาจจะมีความรู้ในด้านอื่นๆตามที่เรียนมา แต่จะต่างกันที่วิธีคิดของคนเป็นสื่อ" รองศาสตราจารย์พรทิพย์ กล่าว

“คณบดีคณะวารสารศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์”กล่าวต่อไปว่า ความเป็นสื่อนั้นมีพลังอย่างมาก และหลักสูตรของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนเป็นกึ่งวิชาการและวิชาชีพที่มีความตื่นเต้นและทันสมัยอยู่เสมอและมีชีวิตชีวา เนื่องจากสื่อเปลี่ยนแปลงและสามารถออกมาเป็นชิ้นงานที่คนมองเห็น จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หลายคนสนใจ ในฐานะคณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ฝากถึงสื่อในปัจจุบันว่า “ทุกวิชาชีพจะมีจรรยาบรรณของตัวเองอยู่ ดังนั้นอยากให้มีความรักในอาชีพของตนเอง ทุกคนย่อมไม่อยากให้ใครมาดูถูกอาชีพของตนเอง”

...ขณะนี้วงการสื่อกำลังอยู่ในห้วงของการตบให้เข้าที่เข้าทาง ยอมรับว่ามันเป๋ไปเยอะมาก ด้วยเรื่องของสถานการณ์และการแข่งขันที่เกิดขึ้นมากมาย จึงฝากให้สื่อทุกคนรักในอาชีพของเรา และทุกครั้งที่ทำอะไรก็ขอให้คำหนึ่งว่าเราจะทำหน้าที่หน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

ทั้งนี้ หลักสูตรของกลุ่มวิชาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ในปัจจุบัน มีวิชาบังคับ 6 วิชา คือ วิชาการรายงานข่าวขั้นสูง การถ่ายภาพ การเขียนบทบรรณาธิการและบทความ การบรรณาธิกรณ์หนังสือพิมพ์ เทคโนโลยีการพิมพ์และการออกแบบจัดหน้าสิ่งพิมพ์ ฝึกงานหนังสือพิมพ์ภายในมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้มีวิชาบังคับเลือก ได้แก่ วิชาการถ่ายภาพวารสารศาสตร์ วิชาวารสารศาสตร์กับการเปลี่ยนแปลงของสังคม วิชาสิ่งพิมพ์ชุมชน วิชาการบรรณาธิกรณ์ต้นฉบับภาษาต่างประเทศสำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ วิชาการบริหารสำนักพิมพ์ วิชาสิ่งพิมพ์อิเล็คทรอนิกส์ วิชาการเขียนสารคดี วิชาการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน วิชาการเขียนสารคดีขั้นสูง วิชาทักษะบรรณาธิการ วิชาการบริหารหนังสือพิมพ์และนิตยสาร วิชาการบรรณาธิกรณ์และการจัดทำนิตยสาร วิชาการสัมมนาวิชาชีพหนังสือพิมพ์ และวิชาหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

แต่หลังจากปรับปรุงใหม่เพื่อรองรับเป็นหลักสูตรของปีการศึกษา 2561 แล้วรูปแบบจะออกมาเป็นอย่างไร ก็ต้องติดตามกันต่อไป

....................................................

 

Journalism ยังไม่ตาย

โดย ศิษย์เก่า รั้วจามจุรี

ด้าน”จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งระยะหลัง นักข่าว-กองบรรณาธิการข่าว ที่จบจาก คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ดูจะเริ่มลดน้อยลง แล้วความเป็นไปของการเรียนการสอนของคณะนิเทศศาสตร์เป็นอย่างไร

เรื่องนี้” ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ระบุว่า ในแง่จำนวนอาจารย์ที่สอนในภาควิชานั้นยังคงที่ไม่ได้ลดลงหรือเพิ่มมากขึ้นโดยปัจจุบันมีอาจารย์ประจำทั้งหมด 7 คน แต่ยังมีอัตราว่าง 1 อัตรา ที่อยู่ระหว่างการคัดสรรอาจารย์ที่ตรงกับความต้องการของหลักสูตรที่จะเปลี่ยนแปลงไปเพิ่มเติม

...อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคณะไม่มีปัญหาขาดแคลนอาจารย์จนต้องยืมตัวผู้สอนจากมหาวิทยาลัยอื่น จะมีก็คือในส่วนของอาจารย์พิเศษที่มีประสบการณ์การทำงานจริง ซึ่งทางภาควิชาได้เชิญมาสอนเพื่อให้เข้ากับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่เกี่ยวกับเรื่องประเด็นอาจารย์น้อย ในขณะที่อาจารย์ของจุฬาฯ ก็ได้รับเชิญให้ไปสอนที่มหาวิทยาลัยอื่นบ้าง แต่ก็ไม่เยอะมากส่วนใหญ่จะทุ่มเททำงานในจุฬาฯ

สำหรับจำนวนนิสิตที่เรียนภาควิชาวารสารสนเทศเป็นวิชาเอกนั้น แต่ละปีจะมีประมาณไม่เกิน 20 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนด้วยการเปิดรับตรงก่อนสมัครเข้ามหาวิทยาลัยจำนวน 10 คน หลังจากที่จำนวนนิสิตที่เลือกเรียนด้านนี้ลดน้อยลงเรื่อยๆ ในอดีตเมื่อรวมกับนิสิตที่เลือกภาควิชาเอกในช่วงขึ้น ปี 3 ก็จะทำให้ภาควิชามีนิสิตประมาณ 20 คน

....สัดส่วนนิสิตที่เลือกภาควิชาวารสารสนเทศเป็นวิชาโท ในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้นจากในอดีต ตกประมาณ 30 คน เช่น นิสิต ที่อาจจะเลือกเรียนภาค โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ซึ่งจบไปทำงานอุตสาหกรรมอาจมีรายได้มากกว่าเป็นนักข่าว แต่เขาก็ตัดสินใจเลือกเรียนวิชาโทด้านนี้ เพราะต้องการ “เขียนเป็น” ก็จะมาเลือกเรียนกับเรา การเขียนเป็นในที่นี้ไม่ได้หมายถึง เขียนก็อปปี้ไรเตอร์ แต่เป็นการเขียนที่มี “คอนเทนต์” เขียนบนอินฟอร์เมชั่นเบส

 

“ดังนั้น สัดส่วนอาจารย์ 7 คน ​ต่อจำนวนนิสิตทั้งวิชาเอกวิชาโทรวมประมาณ 50 คนก็คือว่าพอเพียงในเชิงปริมาณ แต่ในเชิงศักยภาพเรายังขาดบุคลากรทาด้านดาต้า อินฟอร์เมชั่น เอาบิ๊กดาต้ามาใช้ ค่อนข้างมาก ซึ่งแม้แต่ในอุตสาหกรรมนี้เองคนที่เล่นเรื่องดาต้าเจอร์นอลิซึมเองก็ยังมีน้อยไม่ค่อยมีใครรู้จัก ซึ่งเราอยากได้บุคลากรเพิ่มด้านนี้เพื่อสอดรับกับหลักสูตรที่จะปรับเปลี่ยนในอนาคต”

หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ ระบุว่า สำหรับหลักสูตรใหม่มีการวางแผนว่าจะปรับเปลี่ยนกันในอี 2-3 ปี ข้างหน้านี้ โดยแบ่งเป็น 2 แทร็ค คือ เจอร์นอลิซึม และสื่อใหม่ เน้นด้าต้า อัลกอริธึม วิชวลไลซ์ นิวมีเดีย โดยจากเดิมเด็กจะเข้าภาคตอนปี 3 ก็จะปรับมาเรียนวิชาพื้นฐานเพียงแค่ปีครึ่งและเข้าภาควิชาตอนปี 2 เทอมสอง

 

ในส่วนของสื่อใหม่เวลานี้ก็เร่ิมมีการปรับเปลี่ยนและสอดแทรกสอนไปบางส่วนในขณะนี้ ด้วยการร่วมมือกับทั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาสถิติ คระพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ไปจนถึงการร่วมมือกับบริษัททั้งข้างนอกที่ทำเรื่องนี้ ทั้งบริษัท บุญมีแล็บ ที่ทำเรื่องดาต้า และวิชวลไซเซชั่น บริษัทเวิร์คพอยต์ ซึ่งในสว่นที่ร่วมมือกับทางภาคตวิชาสถิติฯ ก็เร่ิมตั้งแต่ปีที่แล้ว ทางนิเทศจะเป็นคนกำหนดประเด็นให้ทางภาควิชาสถิติไปเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนจะกลับมาเป็นเป็นข่าว

“แต่แทร็คเดิมคือเจอร์นอลิซึม ตรงนี้ยังทิ้งไม่ได้ เพราะมีคำถามเรื่องจะไปทางสื่อใหม่เพียวเลยได้ไหม ก็ยังงงกันอยู่เรายังเชื่อว่าเจอร์นอลิซึมยังไงก็ต้องเป็นคอร์ เพียงแต่ต้องย้ายแพลตฟอร์ม ไปออนไลน์ ผสมผสานสื่อใหม่ ​เริ่มต้นอาจจะต้องถ่างขา​ทั้งเรื่องเจอร์นอลิซึม และต้องรู้บริบทออนไลน์ดวย โซเชียลเน็ตเวิร์ค เพจ พฤติกรรม ผู้รับสาร คอนเทนแบบไหน เข้าถึงคนอ่านได้ ​ต้องเป็นคอนเทนต์โพ โพรไวเดอร์”

 

ผศ.พิจิตรา ขยายความเพิ่มเติมว่า สื่อใหม่เป็นแค่แพลตฟอร์ม แต่เจอร์นอลิซึมเป็นทักษะ ​การใช้สื่อใหม่เพื่อมาช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นเข้าถึงคนอ่าน ถ้าไม่รู้ธรรมชาติของมันว่า คนชอบอ่านข่าวแบบไหนต่อให้ข่าวดีแค่ไหนอ่านไป 3 บรรทัดก็เลิกอ่านหรือ หากไม่เข้าใจกลไกโซเชียลสิ่งที่เสนอไปก็จะไปซุกอยู่ ไมถูกอ่าน ตรงนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจ

“คนชอบถามเจอร์นอลิซึมจะตายไหม ส่วนตัวเชื่อไม่ตาย แค่เปลี่ยนแพลตฟอร์ม ไปๆมามา ข้อมู​ลเชิงข้อเท็จจริง และมีข้อมูลซัพพอร์ทจะมีมูลค่า ที่โลกออนไลน์ต้องการมาก 2 อย่างที่สร้างไวรัลได้ สไตล์การเขียน วิธีการเล่าเรื่อง ความเป็นดรามา และสองคือข้อมูลที่เป็นแฟคซึ่งมีมีมูลค่า ​ส่วนตัวคิดว่าเจอร์นอลิซึมไม่ตายแต่ต้องใช้สกิล​เราไม่ได้สอนเด็กไปอยู่องคก์กรข่าวเหมือนแต่ก่อน แต่เป็นคอนเทนต์โพรไวเดอร์ให้ข้อมเท็จริงสังคม” ผศ.พิจิตรา กล่าว

.......................................

 

พัฒนาหลักสูตร

ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

โดย ธนัชพงศ์ คงสาย

 

ขณะที่”คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์”พบว่า ปัจจุบัน เป็นอีกมหาวิทยาลัยที่เร่งปรับหลักสูตรให้สอดคล้องทันกับสถานกาณ์ความเปลี่ยนแปลงในโลกการสื่อสาร เพื่อให้”บัณฑิตย์”ที่จบคณะนิเทศศาสตร์ ติดอาวุธทางปัญญาและผลักดันศักยภาพของตัวเองให้ครบเครื่องมากที่สุด เมื่อจบจากรั้วมหาวิทยาลัยออกไป

จากเดิมสาขา “สื่อสารมวลชน” เป็นสาขาหลักของแต่ละสถาบัน ที่เปิดสอนด้านนิเทศศาสตร์ แต่สำหรับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สาขาการสื่อสารมวลชนได้ปรับเปลี่ยนตั้งแต่ปี 2536 ที่ผ่านมาได้ผ่านการพัฒนาปรับสาขาครั้งใหญ่มาแล้วถึง 3 ครั้ง จากการก่อตั้งช่วงแรก มีเพียงสาขา “การสื่อสารมวลชน” และสาขา “นิเทศศาสตร์ธุรกิจ” ต่อมามีการแตกย่อยเพิ่มออกมาเป็นสาขา “วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์” สาขา “วารสารศาสตร์” สาขา “การสื่อสารการตลาด” แล้วตามมาด้วยสาขา“การโฆษณา” สาขา “การประชาสัมพันธ์” และสาขา “ภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล”

จากนั้นในปี 2558 เริ่มมีการปรับสาขาครั้งใหญ่อีกครั้งให้ทันต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะสาขา “วารสารศาสตร์” พบว่ามียอดของนักศึกษาเรียนน้อยลง จึงต้องปรับหลักสูตรเพื่อเน้นไปที่การผลิตสื่อดิจิทัล ซึ่งมีความต้องการจากสถานประกอบการสูงมากขึ้นแทน ซึ่งปัจจุบันนี้ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดรับนักศึกษาใหม่ 4 สาขา ประกอบด้วย 1.สาขาการสื่อสารการตลาดดิจิทัล 2.สาขาสื่อดิจิทัลและการสร้างสรรค์ 3.สาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล และ4.สาขาการสื่อสารการแสดงดิจิทัล แต่เรื่องสำคัญในหลักวิชาการสื่อสารมวลชนและการทำข่าว ยังคงสอดแทรกอยู่ในรายวิชาที่สาขาต่างๆ ที่นักศึกษาได้เรียนอยู่

“อาจารย์กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ “มองว่า สภาพปัญหาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในวงการสื่อ ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดน่าเป็นเรื่องทิศทางขาลงของทีวีดิจิทัล ซึ่งทำให้นักศึกษาและคนในวงการต่างเริ่มผันตัวเองไปจับเรื่องออนไลน์แทน ทำให้คณาจารย์ในสาขาวิทยุโทรทัศน์ หรือการสื่อสารมวลชนเดิม ต้องเร่งพัฒนาตนเองในด้านดิจิทัลให้มากขึ้นตามการเปลี่ยนแปลง

“คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์”กล่าวต่อว่า วงการการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ช่วงนี้ จะสังเกตได้ว่ามีการเปลี่ยนชื่อสาขา เพิ่มสาขาใหม่กันเกือบทุกสามปี ซึ่งคนส่วนมากจะมองแต่เรื่องการเปลี่ยนชื่อหลักสูตร หรือชื่อวิชา แต่ในมุมมองของนักการศึกษา จะมองเรื่องพัฒนา “บุคลากร” เป็นหลัก เพราะหากอาจารย์หรือครูผู้สอนมีการอัพเดทตัวเองอย่างต่อเนื่อง มีความเร็วเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง และอยู่ในองค์กรที่เน้นเรื่องการเรียนรู้เสียแล้ว ไม่ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไร ชื่อสาขาจะเป็นสาขาอะไร อาจารย์ก็จะยังตามทัน และสามารถถ่ายทอดให้นักศึกษาได้ก้าวไปก่อนการเปลี่ยนแปลง “ก้าวหนึ่ง” เสมอ

 

“อาจารย์กอบกิจ” เผยว่า ในส่วนของความนิยมในการเลือกเรียนสาขาต่างๆนั้น สาขาที่เป็นที่นิยมจากทั้งตลาดแรงงานและนักศึกษาสมัครเรียนมากที่สุดของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ คือ สาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล โดยมียอดนักศึกษาเรียนใน 4 ชั้นปีรวมเกินกว่า 1,300 คน โดยถือเป็นสาขาที่นักศึกษาให้ความนิยมสมัครเรียนสูงสุดของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งสาเหตุที่สาขานี้เป็นที่นิยมก็มาจากความต้องการของภาคธุรกิจเองที่ต้องการนักศึกษาในสาขานี้ไปทำงานในองค์กรในยุคที่ทักษะการเล่าเรื่องผ่านคลิป ทักษะการถ่ายทำคลิปวีดีโอเป็นที่ต้องการกว่าทักษะการเขียน

“ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ นักศึกษานิเทศศาสตร์ในปัจจุบันมีคนมาติดต่อให้ทำงานด้านดิจิทัลมากขึ้นตั้งแต่ก่อนเรียนจบ เช่น จ้างดูแลทำสื่อใน facebook fanpage จ้างทำคลิป หรือ จ้างไปดูแลสื่อออนไลน์ของบริษัท ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การเติบโตของโลกดิจิทัล ทำให้ตลาดการสื่อสารการตลาดดิจิทัล การทำสื่อดิจิทัล งานโปรดักชั่นคลิปภาพยนตร์สั้น โตขึ้นตาม เพราะในสื่อโซเชียลขององค์กรต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องการเนื้อหาประเภทคลิปวีดีโอ หรือรายการสั้นต่างๆ”อาจารย์กอบกิจ ระบุ

ส่วนคำถามที่ว่า ถ้ามีคนเรียนสื่อสารมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์หรือวารสารฯ น้อยลงแล้วสถาบันการศึกษาต้องทำอย่างไร “อาจารย์กอบกิจ” เชื่อว่า น่าจะมีคำตอบในตัวเองอยู่แล้วว่า จริงๆ ไม่ได้มีคนเรียนน้อยลง หากแต่คนเรียนได้มุ่งไปสนใจในด้านการทำสื่อดิจิทัล โดยเฉพาะการทำหนังสั้น การดูแล facebook fanpage ทำการสื่อสารการตลาดออนไลน์มากขึ้น สถาบันการศึกษาจึงต้องตามให้ทันด้วยการเตรียมหลักสูตรใหม่ให้ทันต่อโลก ถ้าจะเรียกว่าเป็นการยุบภาควิชาจึงไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือต้องเรียกว่าพัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างหาก นักศึกษาที่เรียนจบไปเล่าให้ฟังว่า เดี๋ยวนี้เวลาสัมภาษณ์งาน คำถามที่ผู้ประกอบการถามคือ มีทักษะการทำคิดวางแผนและสร้างสรรค์เนื้อหาในสื่อออนไลน์ได้ไหม ทำ facebook live ในช่องขององค์กรได้หรือไม หรือสามารถถ่ายหนังสั้นและตัดต่อด่วนลงเพจได้หรือไม่

“ทั้งหมดนี้เป็นงานในโลกออนไลน์ และมีอีกเป็นจำนวนมากที่เอาทักษะนิเทศศาสตร์ดิจิทัลไปทำธุรกิจออนไลน์ เป็นผู้ประกอบการออนไลน์ ซึ่งตรงนี้ก็กลับมาที่ว่า หากเรามั่นใจในคุณค่าและทักษะที่แท้จริงของศาสตร์ด้านนิเทศศาสตร์เราจะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะศาสตร์ด้านการสื่อสารไม่มีวันตายอยู่แล้ว ขอแค่ว่าต้องลืมคำว่า นักข่าวแบบเดิมๆเพียงแต่ตามโลกดิจิทัลให้ทันก็พอ”อาจารย์กอบกิจ ระบุ

อาจารย์กอบกิจ มองด้วยว่า สำหรับการปรับตัว ในคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ทุกคน ล้วนเข้าใจความเปลี่ยนแปลงใหญ่ในนิเวศสื่อยุคนี้ดี เราเห็นการถ่ายทอดสดที่แต่เดิมต้องใช้เงินหลายล้านบาทต่อครั้ง ถูกทดแทนด้วย Facebook Live เราเห็นสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารที่ลดลง ซึ่งทุกคนพยายามทำออนไลน์เสริม อาจารย์ของคณะก็ไปเข้าคอร์สอบรมด้านออนไลน์ในต่างประเทศ ทำงานใกล้ชิดกับภาคธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มที่มาแรงอย่างพวกบริษัทเอเยนซีออนไลน์ สื่งเดียวที่พยายามบอกกันคือ “อย่าช้า”

“เคยยกตัวอย่างให้ฟังกันในคณะฯ ว่า ในอดีตเวลาข้าศึกหรือศัตรูจะปิดล้อมเมือง ไม่ว่ากรณีการสังหารหมู่นานกิงที่จีนหรือ กรณีกรุงศรีอยุธยาแตก หลายคนพยายามคิดในแง่ดี ไม่ยอมรีบหนี เพราะโดนอคติแห่งความผูกพันถิ่นเดิมบังตาเช่นเดียวกัน หนังสือพิมพ์และนิตยสารน่าจะกำลังตาย แทนที่จะก้าวไปยังโลกดิจิทัลหรือโลกใหม่แบบเต็มตัว ส่วนมากยังละล้าละลังกันทั้งสองทาง ซึ่งไม่เป็นผลดี เพราะงบประมาณจะถูกกระจายออก จนไม่สามารถโฟกัสอะไรได้เลย”

ดังนั้น สำหรับคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทั้ง 4 สาขาในปัจจุบันของเรา เรามุ่งดิจิทัลทั้งหมด เป็นคำตอบสุดท้ายเวลานี้

...........................................

 

ยุบภาควิชาวารสารฯ

ทุกมหาวิทยาลัยมีโอกาสเกิดขึ้นได้

โดย  ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี

ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยเอกชน คือ “มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย”

แนวทางการปรับตัวของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้รับการเปิดเผยจาก”ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย”ที่ตอบคำถามของเราที่ว่าสภาพการณ์สื่อสารมวลชนยุคปัจจุบันที่บทบาทสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ น้อยลงจนส่งผลต่อการเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์หรือไม่

โดย “ดร.มานะ”ย้ำว่า คณะนิเทศศาสตร์ไม่ได้มีแค่หนังสือพิมพ์ คนที่เข้ามาเรียนคณะนิเทศศาสตร์นั้นแต่ละคนอาจจะมีความสนใจที่แตกต่างกันไปบางคนอาจจะอยากทำวิทยุโทรทัศน์ แต่บางคนอาจจะอยากทำภาพยนตร์ ซึ่งเดิมคณะนิเทศศาสตร์จะแบ่งสาขาหลักๆ ออกเป็น วารสารศาสตร์ วิทยุโทรทัศน์ ประชาสัมพันธ์ และโฆษณา ต่อมาจึงมีการขยายเพิ่มเป็นสาขาภาพยนตร์ การแสดง ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยจะแตกต่างกันไป

 

“ดร.มานะ”กล่าวต่อไปว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มมีออนไลน์ขึ้น ตัวนักข่าวเองก็เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ตัวหลักสูตรการเรียนการสอนก็เริ่มที่จะมีการปรับตาม

เพราะจะเห็นได้ว่า บทบาทของหนังสือพิมพ์ ยอดคนอ่าน และโฆษณาที่เข้ามานั้นปรับตัวลดลงไป แทบทุกมหาวิทยาลัยจึงต้องปรับหลักสูตรตาม ดังนั้น วารสารศาสตร์แม้ว่าจะเป็นกลุ่มวิชา แต่จะไม่จำกัดอยู่แค่หนังสือพิมพ์อีกแล้ว แต่จะรวมไปถึงในส่วนของออนไลน์และวิทยุโทรทัศน์ด้วย ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยว่าจะเรียกว่าอะไร เช่น วารสารดิจิทัล หรือวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์

“คนส่วนใหญ่วันนี้มองว่าสื่อสิ่งพิมพ์เล็กลง พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่เองหลังๆ มานี้แม้แต่นิตยสารก็ไม่อ่านแล้ว เพราะไปอ่านในออนไลน์แทน เด็กสมัยนี้ก็เลยอาจจะไม่อยากเรียนสื่อสิ่งพิมพ์เหมือนกับสมัยก่อน ในขณะที่ยอดของเด็กที่เลือกเรียนสาขาวิทยุโทรทัศน์ยังคงมีเยอะอยู่ เพราะบางคนก็อยากที่จะเป็นแบบไอดอลที่เห็นในทีวี”

...​มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยปรับตัวมาตั้งแต่ปี 2554-2555 แล้ว โดยเห็นจากเทรนด์ของเทคโนโลยีต่างๆ จึงมีการจัดกลุ่มวิชาสาขาต่างๆ ใหม่ แบ่งเป็นกลุ่มวิชาเอกวารสารศาสตร์ดิจิทัล กลุ่มวิชาเอกการกระจายเสียงและแพร่ภาพ กลุ่มวิชาเอกการประชาสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ กลุ่มวิชาเอกการโฆษณา กลุ่มวิชาเอกการสร้างสรรค์และออกแบบสื่อ และกลุ่มวิชาภาพยนตร์ดิจิทัล

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบทั้งหมดแล้ว คนที่มาเรียนวารสารศาสตร์ก็ยังถือว่าน้อยลงกว่ากลุ่มวิชาอื่นอย่างเห็นได้ชัด เรียกว่าลดลงกว่า 50% จากเดิมที่มีอยู่ ซึ่งเราพยายามอธิบายกับเด็กที่จะเข้ามาว่า วารสารศาสตร์ดิจิทัลนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่หนังสือพิมพ์อีกต่อไปแล้ว แต่จะมีการฝึกในเรื่องของการสร้างคอนเทนท์ด้วย ซึ่งการสร้างคอนเทนท์นี้จะไปอยู่ในงานของวิทยุโทรทัศน์ก็ได้ ออนไลน์ก็ได้ หรือแม้แต่การสร้างเกมส์ก็ได้ โดยเราจะเน้นเรื่องของการสร้างคอนเทนท์เป็นหลัก ซึ่งในอนาคตก็ยังคิดว่า เนื้อหาแก่นวิชาต่างๆ นั้นยังคงต้องมีการสอนต่อไป เพียงแต่อาจจะไม่เรียกชื่อเดิมแล้วเท่านั้นเอง

​“ดร.มานะ”บอกว่า ถ้าหากคนยังเลือกเรียนน้อยลงไปกว่านี้อีกก็คงเพราะความเข้าใจของคน ซึ่งต้องเน้นทำความเข้าใจกับคนเป็นหลัก หรืออาจจะต้องให้ความรู้กับเด็กที่เรียนวิทยุโทรทัศน์มากขึ้น ไม่ใช่เน้นแค่วาไรตี้หรือบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องรู้จักวิธีการนำเสนอในเชิงสาระด้วย เพราะวันนี้คนที่ทำวิทยุโทรทัศน์ก็ไม่ได้ทำแค่โทรทัศน์แล้ว แต่รวมไปถึงสื่อใหม่ต่างๆ ด้วย

“เรื่องการยุบภาควิชาวารสารศาสตร์นั้น ทุกมหาวิทยาลัยมีโอกาสเกิดขึ้นได้ การจะยุบหรือรวมเป็นเรื่องปกติ แต่จะทำอย่างไรให้คนที่มาเรียนยังได้แก่นของวารสารศาสตร์อยู่ การหาข้อมูลและข้อเท็จจริง ความสมดุลของข่าว การสัมภาษณ์ทำอย่างไร ยังต้องมีอยู่ แต่อาจจะไปอยู่ในรายวิชาของสาขาอื่นๆ แทน”ดร.มานะกล่าวทิ้งท้าย

.....................

 

1.ไว้ในส่วนของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่ใครๆชอบพูดว่า ใครก็สามารถมาเป็นสื่อได้ ขอเถียงว่า ไม่จริง เพราะต้องเป็นคนที่มีทัศนคติ มีวิสัยทัศน์ มีความชอบและมีใจจดจ่อที่จะเป็นสื่อ จึงจะเป็นสื่อที่ดีได้ ..จริงอยู่ที่ว่าคนที่จบจากคณะอื่นก็อาจจะมีความรู้ในด้านอื่นๆตามที่เรียนมา แต่จะต่างกันที่วิธีคิดของคนเป็นสื่อ

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) frontpage Wed, 09 May 2018 12:00:02 +0000
ชีวิต-การทำงาน ช่างภาพโทรทัศน์ การปรับตัวท่ามกลาง สื่อยุคใหม่ http://www.tja.or.th/component/content/article/166--33-2560-/4691-2018-05-09-12-21-31 http://www.tja.or.th/component/content/article/166--33-2560-/4691-2018-05-09-12-21-31

 

Life of journalist

…………………………..

ชีวิต-การทำงาน ช่างภาพโทรทัศน์

การปรับตัวท่ามกลาง สื่อยุคใหม่

ในยุคที่สื่อมีการปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อตอบรับกับโลกออนไลน์ที่มีการสื่อสารที่ฉับไว และเปลี่ยนพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้คนไปอย่างมาก สำนักข่าวต่างๆก็ต้องมีการรื้อเครื่องปรับตัวกันยกใหญ่ ซึ่งนักข่าวยุคใหม่นอกจากจะทำข่าวได้แล้ว อาจจะต้องถ่ายคลิปวีดีโอ เพื่ออัพโหลดประกอบข่าวออนไลน์ หรือบางครั้งอาจนำมาออกอากาศได้เลย จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่า ท่ามกลางความสามารถของนักข่าวที่มีมากขึ้น การทำงานของช่าวภาพทีวีมีความกดดันมากขึ้นตามหรือไม่ แล้วอนาคตอาชีพนี้จะมีความสำคัญต่อไปหรือไม่อย่างไร?

“จุลสารราชดำเนิน”พูดคุยกับ ช่างภาพทีวีหลายสำนัก-หลายค่าย จนได้คำตอบในมุมคิดของแต่ละคน

ทุกวันนี้มี ผมความกดดันนิดหน่อยในการทำงาน เพราะมีการแข่งขันกันมากขึ้น เมื่อก่อนเราทำงานถ่ายภาพอย่างเดียวอาจจะไม่ต้องคิดอะไรมา เมื่อเสร็จแล้วเราอาจจะใช้เวลาสักพัก เพื่อรอให้มีคนมารับไฟล์ภาพไปนำไปตัดต่ออีกที แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ช่างภาพบางช่องต้องมีคุณสมบัติตัดต่อเองได้เพื่อแข่งกับเวลาออกอากาศ ยิ่งสถานีโทรทัศน์มีสื่อออนไลน์ร่วมด้วย เราก็ยิ่งต้องเร่งมือการทำงานของเราด้วย“พี่ดาวุด” ช่างภาพโทรทัศน์ ประจำสายรัฐสภา เริ่มต้นเล่าถึงการทำงานในสื่อยุคใหม่ให้เราฟัง

เขายังเล่าต่อไปว่า ส่วนที่นักข่าวสามารถถ่ายคลิปวีดีโอเองได้แล้วนั้น จริงๆแล้วต้องบอกเราก็ทำหน้าที่คนละอย่างกับนักข่าวภาคสนาม คือเขาอาจจะถ่ายภาพได้ ถ่ายคลิปได้ มีความไวกว่าช่างภาพโทรทัศน์ แต่ก็อาจไม่ได้มุมภาพที่ดี เท่ากับช่างภาพที่เรียนจบมาโดยตรงด้านนี้ ช่างภาพจะรู้ว่าต้องถ่ายภาพมุมไหน องค์ประกอบของภาพต้องมีอย่างไรถึงจะดูดี เพราะเรื่องภาพที่มีคุณภาพถือยังมีส่วนสำคัญต่อข่าวทางโทรทัศน์ หรือแม้แต่ข่าวหนังสือพิมพ์เองก็ต้องมีช่างภาพเช่นกัน ซึ่งเป้าหมายหมายของวิชาชีพนี้ก็คือ การที่เราถ่ายภาพได้ดี และมีคุณภาพ

 

นอกจากนี้ พี่ดาวุด ยังเล่าถึงรายได้ของช่าวภาพทีวีอีกว่าในเรื่องนี้ จริงๆก็อยู่ได้ถ้าเรารู้จักใช้เงินเดือน และวางแผนดีๆ คือเมื่อเรารู้ว่าเรามีรายได้เท่านี้ และเราก็ต้องรู้ว่าเศรษฐกิจช่วงนี้ไม่ค่อยดี ซึ่งช่องของผมไม่ได้รับผลกระทบเพียงช่องเดียวเท่านั้น แต่ทุกช่อง และคนที่ทำวิชาชีพสื่อหลายๆแขนงก็ได้รับผลกระทบกันหมด ดังนั้นก็ต้องประหยัดห้ามใจกันในบางครั้งบ้าง แต่ตนเชื่อว่าอนาคตเศรษฐกิจจะต้องดีขึ้น

ด้าน “ปริญญา สมศักดิ์” หรือ “ลาม ช่างภาพมากประสบการณ์ประจำทำเนียบ เล่าถึงการทำงานของช่างภาพทีวี ในยุคที่สื่อมีความเปลี่ยนแปลงว่า ต้องบอกก่อนว่าภาพแต่ละภาพที่ออกมาจากช่างภาพ และนักข่าวนั้นย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ซึ่งช่างภาพแต่ละคนก็จะมีมุมมองเรื่องขององค์ประกอบอื่นๆร่วมด้วย ส่วนนักข่าวจะได้เรื่องของความเร็ว และพร้อมใช้พอเห็นภาพได้ ส่วนที่มีคนเข้าใจว่าช่างภาพทีวีอาจไม่จำเป็นสำหรับสื่อยุคใหม่มากนัก ต้องบอกว่าจริงๆแล้วทั้งภาพและข่าวก็ต้องเป็นของที่คู่กันไม่อาจแยกกันได้ อย่างไรเสียก็ต้องมีช่างภาพอยู่ดี ยิ่งเดี๋ยวนี้มีอุปกรณ์ส่งภาพจากกล้องไปยังสถานี ได้ไวพอๆกับการส่งผ่านโทรศัพท์มือถือด้วย แต่ต่างกันที่คุณภาพของภาพจะดีกว่า ด้วยเหตุนี้ตัวเองจึงไม่รู้สึกมีความกดดันในยุคที่สื่อมีการเปลี่ยนแปลง อาจจะมีการแข่งกับเวลาที่เร็วขึ้น แต่ก็ไม่ได้มากนัก ซึ่งช่องของผมเองให้ความสำคัญกับเรื่องของภาพมากกว่า คือต้องมีภาพไว้ก่อน ขอให้ได้ออกอากาศก่อน

สำหรับรายได้ในยุคนี้นั้น ก็ต้องมีอาชีพเสริมบ้าง เพราะค่าครองชีพสูงขึ้นไม่ได้มีลดลง บอกได้เลยว่าถ้าอยู่ในกรุงเทพฯอย่างไรก็ไม่พอ ถ้าต้องจ่ายค่าที่พักอะไรด้วย ซึ่งช่าวภาพทีวีส่วนมากจะถ่ายภาพนิ่ง และวีดีโอได้ เขาก็จะมีรับจ๊อบเสริมเป็นงานๆไป อย่างผมเองก็มีคอนเน็คชั่นสมัยเคยทำงานโปรดัคชั่นเฮาส์ ก็ยังพอมีงานเสริม เช่นช่วยถ่ายละคร ก็ทำให้มีรายได้ที่โอเคอยู่ ปริญญากล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ “ณรงค์เดช วงษ์สะอาด” หรือ “เอฟ” ช่างภาพประจำทำเนียบรัฐบาลอีกคน ที่เปิดใจถึงเรื่องการทำงานกับเราว่า ตนเห็นการเปลี่ยนแปลงของนักข่าวยุคนี้ ตัวเองก็มีความรู้สึกกดดันในการทำงานบ้าง เพราะว่าทุกวันนี้คำว่า “ช่างภาพ” เปลี่ยนไป หมายความว่าใครๆก็สามารถบันถึกภาพได้เองแล้ว บางคนถ่ายภาพสวยกว่าช่างภาพจริงๆเสียอีก นั่นหมายความว่าช่างภาพสมัยนี้ต้องไม่ตายกับมุมมองเดิมๆ หากแต่ต้องสรรหามุมแปลกๆใหม่ๆเยอะขึ้น แต่ส่วนตัวชอบในงานนี้เป็นทุนเดิม เป็นอาชีพที่รักและเลี้ยวตัวเราได้ จึงรู้สึกต้องทำเต็มที่ทุกครั้ง ด้วยรูปแบบการนำเสนอข่าวของออฟฟิศที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน เช่นเพิ่มช่วงข่าวที่ออกทางไลฟ์เฟสบุ๊คด้วย ทำให้งานของเราถูกกำหนดเพิ่มไว้ว่านอกจากไว้ว่าถ่ายวีดีโอได้ ต้องตัดต่อได้ด้วย บางคนเก่าๆที่ตัดต่อไม่เป็นเขาก็ต้องฝึกฝนเพิ่มเติม

ในปัจจุบันเรื่องของการแข่งขันด้านสื่อมีอยู่สูงมาก ทำให้นิยามของข่าวโทรทัศน์เปลี่ยนไปโดยปริยาย จากเมื่อก่อนสื่อร้อนคือข่าวทีวี ส่วนสื่อเย็นคือข่าวหนังสือพิมพ์ แต่ส่วนตัวมองว่าตอนนี้สื่อร้อนคือข่าวออนไลน์แล้ว ส่วนสื่อเย็นก็คือเรานี่แหล่ะ เพราะบางทีไม่ทันโซเชี่ยลมีเดียในบางมุม สำหรับอนาคตของวิชาชีพช่าวภาพทีวี นั้นก็ไม่ได้หายไปแน่นอน แต่ว่าจะถูกปรับเปลี่ยนและเพิ่มหน้าที่มากกว่า เช่น อาจจะต้องทำไลฟ์สดไประหว่าถ่ายภาพไปด้วย หรือรูปแบบการถ่ายภาพปัจจุบันอาจไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วเป็นต้น

เอฟยังเล่าถึงรายได้ ของอาชีพนี้อีกว่า ก็อาจจะได้เงินเดือนน้อยหน่อยเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ แต่ที่ทำอยู่เพราะว่าเราสนุกกับงานนี้ แต่เราก็ต้องมีอาชีพเสริม อย่างตนก็ขายอุปกรณ์อะไหล่รถไปด้วย เพราะส่วนตัวก็เล่นรถด้วย ทำให้มีรายได้อยู่บ้าง ซึ่งจริงๆแล้วการจะอยู่ได้ด้วยเงินเดือนนักข่าว ก็อาจมีปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับสำนักข่าวที่เราสังกัด บางที่อาจให้เงินเดือนสูงอยู่ เพราะว่านักข่าวก็ต้องทุ่มเวลาให้งานไปเลย

ทั้งหมดคือประสบการณ์การทำงานของช่างภาพโทรทัศน์

ในการปรับตัวของสื่อยุคใหม่ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ว่าการปรับตัวนั้นจะมีมากน้อยเพียงใด แต่เรื่องของภาพที่ดีก็ยังมีความจำเป็นต่อข่าวที่มีคุณภาพ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่ อาชีพช่างภาพ นั้นจะหายไป หรือหมดความสำคัญ เพียงแต่ว่าพวกเขาเองก็ต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งขันที่เข้มข้น ไม่แพ้นักข่าวภาคสนามเลย

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) frontpage Wed, 09 May 2018 12:19:31 +0000
นินทาสื่อโลก- พค 60 http://www.tja.or.th/component/content/article/166--33-2560-/4693---60 http://www.tja.or.th/component/content/article/166--33-2560-/4693---60

 

*****คงเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันไม่รู้จบไปอีกนานแสนนานว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างเสรีภาพของสื่อมวลชนที่ควบคุมกันเองโดยรัฐไม่เข้ามาคุกคามหรือแทรกแซง กับเรื่องการนำเสนอข่าวโดยปราศจากความรับผิดชอบ ถึงขั้นกุข่าวสร้างข่าวเท็จ นำมาซึ่งความเกลียดชังและความรุนแรงในสังคมดังที่เกิดขึ้นในขณะนี้   โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่างพยายามหาหนทางแก้ปัญหาเรื้อรังนี้ รวมทั้งเร่งยกระดับสื่อให้กลับมาเข้าร่องเข้ารอยอีกครั้ง ทำหน้าที่ตัวเองให้สมบทบาทโดยเฉพาะในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมและการยึดมั่นในจริยธรรมการทำงานรับใช้ประชาชน

*****ความขัดแย้งนี้เห็นได้ชัดมากเมื่อ กลุ่มเอ็นจีโอด้านสื่ออย่างฟรีดอมเฮาส์และกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดน ยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบเสรีภาพสื่อในประเทศต่างๆทั่วโลกตามเกณฑ์ที่ตัวเองกำหนดไว้ ในปีนี้ กลุ่มฟรีดอมเฮาส์ ได้แถลงในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกประจำปี 2560 ถึงผลการสำรวจสถานการณ์สื่อใน 199 ประเทศทั่วโลกเมื่อปี 2559 แสดงความวิตกว่า เสรีภาพสื่อโลกตกต่ำที่สุดในรอบ 13 ปีเมื่อถูกคุกคามจากรัฐบาลทั้งที่เป็นประชาธิปไตยและเผด็จการ โดยเฉพาะการปฏิเสธบทบาทของสื่อในการเป็นผู้ตรวจสอบตามแบบดั้งเดิม และอาจจะเป็นครั้งแรกที่ฟรีดอมเฮาส์ได้วิจารณ์เสรีภาพสื่อในแดนดินถิ่นอินทรีผยอง รวมไปถึงการวิพากษ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ซึ่งประกาศทำสงครามกับสื่อทุกรูปแบบในฐานะที่เป็น”ศัตรูของประชาชน”

*****ฟรีดอมเฮาส์ยังได้จัดอันดับประเทศต่างๆว่าสื่อมีเสรีภาพมากน้อยแค่ไหน สำหรับไทยแลนด์แดนแค่นยิ้มนั้นจัดอยู่ในกลบุ่มประเทศที่สื่อไม่มีเสรีภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่สุดมีด้วยกันถึง 45 เปอร์เซนต์ของประเทศทีทำการสำรวจ สถานะนี้คล้ายคลึงกับการจัดทำดัชนีชี้วัดเสรีภาพสื่อโลกปี 2560 ของกลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 142 จาก 180 ประเทศ ตกมา 6อันดับจากปีที่แล้ว โดยมีคะแนนตามหลังพม่า กัมพูชาและอินโดนีเซีย

*****แต่สิ่งหนึ่งที่องค์กรพันธมิตรสื่อเหล่านี้หมกเม็ดไว้ก็คือไม่ได้บอกว่าตัวตั้งในการพิจารณาเสรีภาพของสื่อไทยก็คือม.112 และเน้นไปที่สื่อออนไลน์

***** ห้วงเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกในและกลุ่มนักวิชาการอย่าง เฟซบุ๊ก,เวิลด์ไวด์เว็บ (www.) ,เครกส์ลิสท์ ,มูลนิธิฟอร์ด โมซิลลา  ต่างแสดงความวิตกที่สื่อทั้งกระแสหลักและสื่อออนไลน์กลับเป็นต้นตอของการสร้างข่าวเท็จ ข่าวลวงโลกหรือข่าวกุต่างๆเองจนแทบไม่เหลือคำว่าจริยธรรมของสื่ออีกต่อไป  ก่อนจะประกาศจับมือทำสงครามกับกระแสข่าวกุ ข่าวปล่อยข่าวลวงโลก ภายใต้ข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น  เริ่มด้วยการลงขัน14 ล้านดอลลาร์สำหรับเป็นทุนสนับสนุนให้คนที่ใช้งานเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นบล็อกเกอร์ ทวิตเตอร์ โพสต์รูป วิดีโอ รวมถึงผู้ใช้เว็บเพจ ช่วยกันหาวิธีทำให้เว็บไซต์เป็นเครื่องมือเข้าถึงโอกาสและความเท่าเทียม นอกเหนือจากร่วมมือกับบริษัทผู้ให้บริการ เพิ่มความเป็นธรรมให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถเลือกรับข้อมูลได้มากขึ้นแทนที่จะถูกยัดเยียดดังเช่นในขณะนี้ ตลอดจนเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและการโฆษณาทางการเมืองที่ไร้จริยธรรมด้วย

***** ความร่วมมือกลุ่มพันธมิตรอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกและกลุ่มนักวิชาการ กลับตาลปัตรกับสิ่งที่รัฐบาลเมืองเบียร์เยอรมนีกำลังทำอยู่ ด้วยการจะเพิ่มโทษปรับสูงถึง 50 ล้านยูโร (ราว 1,850 ล้านบาท ) หากยักษ์ใหญ่ในวงการสื่อโซเชียลมีเดียไม่สามารถลบทิ้งข้อความ หรือวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชัง และข่าวกุ ข่าวลวงโลกต่างๆที่มีคนมาโพสต์ภายใน 1 สัปดาห์นับจากได้รับแจ้ง

******ข่าวนี้มีขึ้นขณะที่กลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจวกหน่วยข่าวกรองเยอรมนี (บีเอ็นดี) ว่าละเมิดเสรีภาพสื่อด้วยการดักฟังนักข่าวหลายสำนักอย่างบีบีซี นิวยอร์กไทม์ส รอยเตอร์ และ สื่ออื่นๆมาตั้งแต่ปี 2542  ถึงขนาดจัดทำบัญชีหมายเลขโทรศัพท์และหมายเลขแฟ็กซ์อย่างน้อยกว่า 50 หมายเลข นอกเหนือจากอีเมล์แอดเดรสของนักข่าวที่มีชื่ออยู่ในบัญชีลับ

 

***** อับอายไปทั้งวงการ เมื่อเว็บไซต์วิกิพีเดีย ภาษาอังกฤษ สารานุกรมออนไลน์ชื่อดัง ได้ออกแถลงการณ์ ประกาศงดอ้างอิงข้อมูลจาก “เดลี เมล์” หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ และเว็บไซต์ชื่อดังของอังกฤษอีกต่อไป เนื่องจากชอบเต้าข่าวจนไม่มีความน่าเชื่อถือ  ขณะที่เว็บไซต์วิกิพีเดียยังมีแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากกว่าอยู่

อย่าง “รัสเซียทูเดย์” สื่อที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลรัสเซีย รวมไปถึงสื่ออย่าง “ฟ็อกซ์นิวส์” สื่อสายขวาจัดของสหรัฐ

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) frontpage Wed, 09 May 2018 12:26:55 +0000
Focus social media http://www.tja.or.th/component/content/article/167--34-2560-/4694-focus-social-media http://www.tja.or.th/component/content/article/167--34-2560-/4694-focus-social-media

Focus social media

โดยกรชนก รักษาเสรี

.......................................

แนวทางการใช้โซเชียลมีเดีย

ของนักข่าวในต่างประเทศ

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา “เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์” (The New York Times) ได้ออกแนวทางปฏิบัติชุดใหม่สำหรับนักข่าวในการใช้โซเชียลมีเดีย โดยบอกว่า แนวปฏิบัติชุดใหม่นี้ขยายให้กว้างกว่าของเดิม แม้ว่าจะตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทของโซเชียลมีเดีย และเห็นด้วยว่านักข่าวควรจะใช้ แต่ขอให้นักข่าวใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการเลือกข้าง หรือการใส่ความคิดเห็นลงไปในเนื้อข่าวที่เป็นกลาง

บรรณาธิการบริหารได้ส่งแนวปฏิบัตินี้ไปยังกองบรรณาธิการ และเผยแพร่สู่สาธารณะด้วย โดยบอกว่า ใครมีคำถามก็ให้เขียนแสดงความคิดเห็นได้

"เราเชื่อว่าการจะดำรงสถานะองค์กรข่าวที่ดีที่สุดของโลกไว้ เราจำเป็นต้องใช้โซเชียลมีเดียอย่างคึกคักต่อไป แต่เราต้องแน่ใจว่าเรากำลังใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีความรับผิดชอบ ตามแนวทางของห้องข่าวของเรา"

โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในการโปรโมทผลงานของเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ส่งข่าวอัพเดต เก็บข้อมูล ติดต่อแหล่งข่าว สื่อสารกับผู้อ่าน และยังใช้เป็นเวทีทดลองแนวการเล่าเรื่องแบบใหม่ๆ แต่ก็มีความเสี่ยง หากนักข่าวถูกมองว่ามีอคติ หรือแสดงความคิดเห็นต่อข่าวลงในโซเชียลมีเดีย เพราะอาจะลดทอนความน่าเชื่อถือของกองบรรณาธิการทั้งหมดได้

เป็นที่ชัดเจนว่านักข่าวของที่นี่จะต้องรายงานอย่างเป็นกลางและยุติธรรม ดังนั้น หากใครละเมิด ก็จะถูกหัวหน้ารายงานในการประเมินการทำงาน

สิ่งที่สำคัญที่สุดประการแรก ในการโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย นักข่าวของเดอะนิวยอร์ก ไทมส์ จะต้องไม่แสดงความคิดเห็นที่เลือกข้างหรือแสดงความคิดเห็นทางการเมือง สนับสนุนผู้สมัครลงชิงตำแหน่งใดๆ หรือแสดงความคิดเห็นอย่างก้าวร้าว หรือกระทำการใด ๆ ที่จะกระทบชื่อเสียงของเดอะนิวยอร์ก ไทมส์ ทั้งนี้ แนวปฏิบัตินี้ให้ใช้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบข่าวด้านการเมืองหรือไม่

“ปีเตอร์ เบเคอร์ ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวของเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์” กล่าวว่า การที่นักข่าวของเดอะนิวยอร์ก ไทมส์ ทวีตเกี่ยวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น จะถูกมองว่าเป็นมุมมองของหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับ ทั้งๆ ที่นักข่าวคนนั้นอาจจะไม่ได้เป็นนักข่าวที่รับผิดชอบรายงานข่าวประธานาธิบดีด้วยซ้ำ ทำเนียบขาวจะไม่แยกแยะในเรื่องนี้ ทุกคนจึงต้องเข้าใจตรงกัน

."แม้ว่าคุณอาจจะคิดว่าเฟซบุ๊กเพจ ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม สแนปแชต หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ เป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณซึ่งแยกจากบทบาทที่เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างแม้จะเป็นการกดไลค์ ก็ออกสู่สาธารณะในระดับหนึ่ง และทุกอย่างที่เราทำในที่สาธารณะก็มักจะมีความเกี่ยวข้องกับเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ อยู่เสมอ"

นักข่าวบางคนเสริมว่า คนอ่านมักจะคิดว่า ทวีตของนักข่าวเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ และการที่ทวีตของนักข่าวจะมีอิทธิพลหรือได้รับความเชื่อถือมากนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาทำงานที่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้

เราขอให้นักข่าวงดเว้นจากการบ่นหรือร้องเรียนเรื่องสินค้าและบริการใดๆ ผ่านทางโซเชียลมีเดีย แม้ว่าคุณจะคิดว่าคุณมีสิทธิ แต่มันก็เป็นไปได้ว่าคุณจะได้รับบริการที่ดีเป็นพิเศษเพียงเพราะสถานะของคุณบอกว่าคุณทำงานที่นี่"

- หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกลุ่มปิดหรือกลุ่มลับในโซเชียลมีเดียที่มีแนวโน้มไม่เป็นกลาง การไปเข้าร่วมงานใดๆ ก็เช่นกัน แม้ว่าจะเป็นการไปทำข่าว ก็ขอให้ระวังให้มากๆ

- ขอให้จำใส่ใจว่าต้องให้เกียรติผู้อื่นเสมอ ถ้าผู้อ่านตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์งานเขียนของคุณหรือโพสต์ของคุณในโซเชียลมีเดียก็ให้ตอบด้วยความระมัดระวัง อย่าทึกทักเอาเองว่าผู้อ่านไม่ได้อ่านงานของคุณอย่างละเอียด

- ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์นั้นมันรุนแรงเกินไปหรือไม่มีเหตุผล ก็ขอว่าอย่าไปตอบโต้ หากมีการข่มขู่คุกคาม นักข่าวก็มีสิทธิที่จะบล็อคหรือกดปุ่มที่ทำให้ไม่เห็นข้อความของคนคนนั้นได้ แต่ก็ขอให้หลีกเลี่ยงการทำเช่นนั้นกับผู้ที่เพียงวิพากษ์วิจารณ์คุณหรืองานของคุณในแบบธรรมดาๆ

- หากคุณถูกคุกคามในโซเชียลมีเดีย ขอให้แจ้งให้หัวหน้าของคุณทราบทันที เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ มีนโยบายปกป้องความปลอดภัยของนักข่าว

-เราเชื่อในคุณค่าของการที่นักข่าวจะถ่ายทอดความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ ณ ขณะเกิดเหตุ แต่ก็ขอให้นักข่าวให้ความสำคัญกับดิจิทัล แพลตฟอร์ม ขององค์กรก่อนเป็นอันดับแรก

เช่นเดียวกัน ควรนำเสนอข่าวในช่องทางหลักก่อน หากคิดว่ากรณีใดเหมาะสมที่จะรายงานทางโซเชียลมีเดียก่อน ขอให้ปรึกษาหัวหน้างานของคุณ

- ขอให้โพสต์อย่างโปร่งใส หากทวีตข้อความที่ผิดหรือไม่เหมาะสมและต้องการจะลบ ขอให้เขียนในข้อความถัดไปด้วยว่าลบข้อความก่อนหน้านั้นไปแล้วเพราะผิดพลาด

ระมัดระวังการแชร์ข่าวหรือบทความจากที่อื่นที่ยังไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้ เพราะคนจะนึกว่าเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ รับรองเนื้อหาในโพสต์หรือทวีตนั้นแล้ว ทั้งๆ ที่จริง ๆ ไม่ใช่

- หากคุณยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับสิ่งที่จะโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ถามตัวเองว่า หากเป็นบทความในเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ คุณจะแสดงความคิดเห็นแบบเดียวกันนี้ไหม เป็นไปได้ไหมว่าผู้อ่านจะมองว่าคุณมีอคติหรือเอนเอียงสำหรับเรื่องบางเรื่องที่เขียน สิ่งที่คุณโพสต์จะกระทบมุมมองของผู้ที่ได้อ่านที่มีต่อหนังสือพิมพ์ว่าไม่เป็นกลางหรือไม่ สิ่งที่คุณโพสต์จะทำให้เพื่อนร่วมงานของคุณทำงานลำบากหรือไม่ หากมีคนติดตามหรือไล่อ่านฟีดโซเชียลมีเดียของคุณ เขาจะเกิดข้อสงสัยในความสามารถของคุณในการรายงานข่าวอย่างเป็นกลางและยุติธรรมหรือไม่

- หากคุณยังไม่แน่ใจอีก ให้ปรึกษาหัวหน้างานของคุณหรือหัวหน้าข่าวอื่นๆ และอ้างอิงกรอบประมวลจริยธรรมของนักข่าว

.....................

ล้อมกรอบ ในเรื่องเดียวกัน

เอ็นพีอาร์

ขณะเดียวกัน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เอ็นพีอาร์ (National Public Radio: NPR) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสื่อที่มีพื้นฐานมาจากการเป็นสถานีวิทยุและปัจจุบันเป็นสื่อมัลติมีเดียก็ได้ปรับปรุงคู่มือจริยธรรมซึ่งรวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียด้วย

เอ็นพีอาร์ย้ำความสำคัญของโซเชียลมีเดีย โดยมีเรื่องนี้แทรกในทุกบทของคู่มือจริยธรรม และมีอีกบทเป็นพิเศษต่างหาก แถมบอกด้วยว่า ที่ต้องมาทบทวนเรื่องนี้กันใหม่ เพราะหลังจากออกแนวทางปฏิบัติเรื่องนี้มา 5 ปี โซเชียลมีเดีย "ไม่ใช่สิ่งใหม่อีกต่อไป"

ในขณะที่คู่มือของเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ เน้นไปที่การรักษาความเป็นกลางในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เอ็นพีอาร์สะท้อนว่าปัญหาที่พบคือนักข่าวของเอ็นพีอาร์ ถูกข่มขู่คุกคามในทวิตเตอร์และแพลตฟอร์มอื่นๆ

สิ่งที่คู่มือนี้เน้นคือ หลักการยังคงเดิมเสมอ

"ทำตัวเหมือนที่คุณจะทำในที่สาธารณะอื่นๆ ในฐานะนักข่าวของ NPR ปฏิบัติต่อผู้คนที่พบด้วยความเป็นธรรม ซื่อสัตย์ และให้เกียรติ ตรวจสอบข้อมูลก่อนส่งต่อ อย่าทำอะไรที่จะกระทบความเป็นกลางในฐานะมืออาชีพ และจำใส่ใจไว้เสมอว่า คุณเป็นตัวแทนของเอ็นพีอาร์"

- จำไว้ว่า ไม่มีความเป็นส่วนตัวใดๆ ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และ "เพจส่วนตัว" ก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย

ติดต่อกับผู้ฟัง หาข่าว และใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสำหรับความโปร่งใส แต่ก็ต้องย้ำว่า นักข่าวที่ใช้โซเชียลมีเดียต้องขยันตรวจสอบข้อมูลให้เหมือนเวลาทำงานออฟไลน์

- ในการรายงานสิ่งที่ผู้คนพูดคุยกันในสื่อออนไลน์ แม้โซเชียลมีเดียจะสะท้อนอารมณ์ของสังคมได้ในระดับหนึ่ง แต่คนในสังคมออนไลน์ก็ไม่ใช่ตัวแทนของสังคมทั้งหมด จึงไม่อาจนำเสนอประหนึ่งว่าเป็นตัวแทนทั้งหมดได้

- ให้เกียรติ

ทุกถ้อยคำมีความหมาย ใช้คำพูดและน้ำเสียงให้ถูกต้อง ใช้ภาษาที่ดี อ่านข้อความคนอื่นดี ๆ ก่อนกดตอบ รวมถึงอย่าตะโกนใส่คนอื่นด้วยการพิมพ์ด้วยอักษรตัวใหญ่ทั้งประโยค

การเขียนถึงเอ็นพีอาร์หรือแชร์ผลงานของเพื่อนร่วมงานเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าอยากวิพากษ์วิจารณ์งานของเพื่อนร่วมงาน ขอให้พูดต่อหน้าดีว่าไปเขียนในโซเชียลมีเดีย

-นึกถึงใจเขาใจเราเข้าไว้

นอกจากนี้ เวลาแชร์ก็ขอให้คำนึงถึงลิขสิทธิ์ด้วย ให้แชร์จากลิงค์ของเว็บ ไม่ใช่คัดลอกข้อความทั้งดุ้นมาลง

- เมื่อเจอคนเกเร

ต้องยอมรับว่านักข่าวก็เหมือนอาชีพอื่นๆ เวลาคนชมเราก็ดีใจ แต่ก็ต้องยอมรับเวลาถูกวิพากษ์วิจารณ์ บางคนอาจไม่พอใจในงานที่เราเขียน บางคนก็โกรธที่เราไปขุดคุ้ย แต่นี่คือส่วนหนึ่งของงาน

ในขณะเดียวกัน โซเชียลมีเดียก็เป็นที่ที่ผู้คนปลดปล่อยด้านมืดออกมาเช่นกัน เราไม่ต้องทนกับการถูกข่มขู่หรือคุกคามโดยเฉพาะการเหยียดเพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือเรื่องอื่นๆ

อย่าไปต่อความยาว

สิ่งที่แนะนำมี 2 แนวทาง

คือถ้าเจอข้อความที่ไม่น่าอ่านแต่ไม่ได้คุกคามข่มขู่อะไร ก็ขอให้ตอบไปอย่างสุภาพว่า "ขอขอบคุณที่แสดงความคิดเห็น ขอสอบถามเพิ่มเติมว่ามีอะไรที่ทำให้คุณไม่สบายใจหรือ"

แต่หากข้อความที่ได้รับมีลักษณะข่มขู่คุกคาม ไม่ต้องไปตอบเลย ขอให้แจ้งไปยังหน่วยงานของเราที่ดูแลเรื่องนี้ ฝ่ายกฎหมายและความมั่นคงจะเป็นผู้จัดการ

อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับในชีวิตจริง เราควรเรียนรู้วัฒนธรรมของคนในชุมชนออนไลน์ เราต้องเรียนรู้ที่จะเคารพวิถีของคนในสังคม เช่นเดียวกับการที่เราต้องสังเกตและถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านคนอื่นในบางวัฒนธรรม

การใช้ภาษาในบริบทที่ต่างกันก็ให้ความหมายต่างกันไป การใช้คำหยาบในบางกรณีก็เป็นแค่การปล่อยมุกตลกของกลุ่มคนนั้น

- ความถูกต้อง เที่ยงตรง แม่นยำ

อย่าสักแต่ว่าเผยแพร่ข้อมูล จะต้องเผยแพร่อย่างระมัดระวังด้วย อย่าเชื่ออะไรง่ายเกินไป และนำเสนอข้อมูลอย่างมีบริบท

กรณีข่าวด่วน (breaking news) ให้บอกผู้อ่านด้วยว่า ข้อมูลนี้คอนเฟิร์มหรือยัง หากผิดให้รีบแก้อย่างโปร่งใสด้วย

เช่นเดียวกับที่เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ เขียน อย่ารีทวีตแล้วทำให้คนอ่านคิดว่าเราคอนเฟิร์มข้อมูลนี้แล้ว ขอให้ใช้การอ้างอิงข้อความ (quote) แล้วเขียนอธิบายบริบทเพิ่มจะดีกว่า

ในขณะเดียวกันก็อย่าลืมติดตามเรื่องราวต่างๆ อย่างต่อเนื่องในชีวิตจริงด้วย ไม่ใช่พึ่งพิงแต่ข้อมูลออนไลน์

- ระมัดระวังในการแชร์รูปหรือวิดีโอ

ตรวจสอบให้ดีว่าเป็นภาพจริงหรือตัดต่อ ภาพเก่าหรือภาพปัจจุบัน คนโพสต์เป็นใคร น่าเชื่อถือหรือมีความเกี่ยวข้องกับภาพโดยตรงหรือไม่ มีสิทธิในการใช้รูปหรือไม่ ลิขสิทธิ์รูปเป็นอย่างไร เราแชร์ได้หรือไม่

- ความซื่อสัตย์

ขอให้เปิดเผยตัวเสมอว่าเป็นนักข่าวของ NPR และการติดตามเป็นเพื่อนหรือเข้ากลุ่มเฉพาะต่างๆ ก็เข้าได้ และเข้าใจว่าบางครั้งเข้าไปเพื่อสังเกตการณ์ แต่ขอให้จำบทบาทนี้ไว้ให้ดี ว่า ไม่ใช่เข้าไปมีบทบาทที่แสดงออกว่าเลือกข้างหรือสนับสนุนข้างใดข้างหนึ่ง อย่าทำอะไรให้คนสูญเสียความเชื่อถือที่มีต่อนักข่าวและองค์กร

เคยมีกรณีมาแล้วที่นักข่าวใช้แอคเคาท์ส่วนตัวที่เป็นนามแฝงและใช้ภาษาหยาบคายจนถูกบล็อคและติดตามสืบทราบว่าอยู่ NPR ถึงนักข่าวคนนั้นจะออกมาขอโทษ แต่ความผิดก็เกิดขึ้นแล้วและแพร่กระจายกันไปในวงกว้าง ทั้งองค์กรและนักข่าวคนนั้นยังถูกหยิบมาล้อและเสียดสีโดยสื่ออื่นอีกด้วย ดังนั้น อย่าคิดว่าคนจะไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร

- โปร่งใสและรับผิดชอบ

การนำเสนอข้อมูลต้องมีที่มาที่ไป และเป็นข้อมูลที่แหล่งข่าวยินยอมให้เปิดเผย ปกป้องตัวเองด้วย ระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น สื่ออื่นอาจนำความคิดเห็นที่คุณเขียนออนไลน์ไปลงข่าวก็ได้ ลองนึกดูก่อนเขียนว่ามันจะกระทบชื่อเสียงของ NPR หรือไม่

นอกจากนี้ อย่ามักง่าย อย่าลืมว่า คุณก็ต้องรับผิดชอบต่อการรีทวีตหรือแชร์ข้อความด้วย แม้ว่าคุณจะไม่ใช่คนเขียนข้อความนั้น เช่น การหมิ่นประมาท

ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร NPR มีทีมงานที่ตั้งขึ้นเพื่อให้คำปรึกษาแก่นักข่าวในการใช้งานโซเชียลมีเดียด้วย

อ่านรายละเอียดได้ทั้งhttp://ethics.npr.org/tag/social-media/

 

//////////////////////

 

 

ล้อมกรอบอีก

SPJ

มาดูแนวปฏิบัติของสมาคมนักข่าวมืออาชีพ (Society of Professional Journalists: SPJ) กันบ้าง แนวปฏิบัติทางจริยธรรมขององค์กรนี้เป็นที่อ้างอิงใช้กันทั่วไป สำหรับการใช้โซเชียลมีเดีย เขียนเอาไว้ว่า

 

"ฉบับย่อ

แนวปฏิบัตินี้ สรุปได้ 3 คำเท่านั้น

จง ใช้ สามัญสำนึก"

แต่ก็มีเสริมว่า ให้แสดงตนอย่างเปิดเผยเสมอว่ามีตำแหน่งอะไรในองค์กรนี้ แม้ว่าจะมีเพียงบางตำแหน่งเท่านั้นที่พูดในนามองค์กรได้

..................

ล้อมกรอบ

รอยเตอร์

ทางด้านสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) เขียนคล้ายๆ กับที่อื่นว่าโซเชียลมีเดียมีประโยชน์ในการหาข่าว แต่ก็มีความอันตรายอยู่ในตัว

"เราต้องการให้ผู้คนได้ประโยชน์และปลอดภัยจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ได้มีเจตนาจะปิดปากใคร"

นักข่าวก็เป็นคนเหมือนกัน ถ้าอยากทวีตหรือโพสต์เกี่ยวกับละครโรงเรียนหรืออาหารจานโปรดก็ไม่เป็นไร แต่หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นสาธารณะหรือเป็นเรื่องที่รอยเตอร์อาจรายงานเรื่องนี้ก็ต้องระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นเป็นพิเศษ ในโพรไฟล์ ก็ขอให้เขียนให้ชัดเจนว่า คุณเป็นนักข่าวรอยเตอร์ และสิ่งที่คุณเขียนเป็นของคุณเอง ไม่เกี่ยวกับรอยเตอร์

- นักข่าวของรอยเตอร์ อยู่ภายใต้หลักจริยธรรมของรอยเตอร์ 24 ชั่วโมง นั่นคือ มีความรับผิดชอบ ยุติธรรม และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ดังนั้นจึงไม่มีคำถามว่าออฟไลน์หรือออนไลน์ เพราะล้วนต้องอยู่ในกรอบนี้เหมือนกัน

การที่นักข่าวรอยเตอร์จะนำเสนอข้อสรุปในเรื่องใดๆ ก็ขอให้มาจากการค้นคว้าข้อมูลเพื่อรายงานข่าว และให้เปิดพื้นที่สำหรับการสืบค้นหรือทำข่าวต่อไปด้วย ไม่ใช่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ และแน่นอนว่าก่อนจะทวีตหรือโพสต์อะไรต้องตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อน ช้าดีกว่าผิด

อย่างไรก็ตาม บางเรื่องที่สมควรปกปิดเป็นความลับหรือแหล่งข่าวไม่ยินยอมให้เปิดเผยก็อย่านำไปเปิดเผย ระมัดระวังประเด็นอ่อนไหว

- จำใส่ใจเสมอว่า โซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่มีคำว่า "ยกเลิกการส่ง" สิ่งที่ส่งไปแล้วดึงกลับไม่ได้ และมีคนที่พร้อมจะใช้สิ่งที่เราส่งออกไปในทางลบเสมอ

รอยเตอร์เปรียบเทียบว่าการโพสต์หรือส่งข้อความในโซเชียลเน็ตเวิร์ก เปรียบเสมือนการบินหรือเหาะอยู่โดยไม่มีตาข่ายรองรับเลยทีเดียว

- ด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม เราต้องหลีกเลี่ยงการจุดประเด็นที่จะทำให้เกิดการทะเลาะหรือต่อสู้กัน ต้องไม่ใช้ถ้อยคำที่หาเรื่องหรือปลุกเร้า หรือการพูดพล่อยๆ นอกจากนี้ การติดตามหรือเป็นเพื่อนกับคนบางคนออนไลน์ยังอาจเปิดเผยตัวตนของแหล่งข่าวของเราได้อีกด้วย

ในย่อหน้าสรุปของรอยเตอร์ ได้สรุปหลักการที่เหมือนๆ กันของหลายๆ องค์กรสำหรับการที่นักข่าวจะใช้โซเชียลมีเดียไว้ว่า

"ด้วยวิธีการใดก็ตาม ศึกษาช่องทางที่โซเชียลมีเดียจะช่วยในการทำงานของคุณ แต่ก่อนที่จะทวีตหรือโพสต์อะไร ขอให้คิดให้ดีว่า สิ่งที่คุณกำลังจะทำมันจะสะท้อนความเป็นมืออาชีพของคุณและชื่อเสียงขององค์กรโดยรวมด้วย หากไม่แน่ใจขึ้นมาเมื่อใด ให้ปรึกษาเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างานหรือบรรณาธิการของคุณ"

......................

ดึงโปรย

จำใส่ใจเสมอว่า โซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่มีคำว่า "ยกเลิกการส่ง" สิ่งที่ส่งไปแล้วดึงกลับไม่ได้ และมีคนที่พร้อมจะใช้สิ่งที่เราส่งออกไปในทางลบเสมอ..ก่อนที่จะทวีตหรือโพสต์อะไร ขอให้คิดให้ดีว่า สิ่งที่คุณกำลังจะทำ มันจะสะท้อนความเป็นมืออาชีพของคุณและชื่อเสียงขององค์กรโดยรวม

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) frontpage Wed, 09 May 2018 12:28:32 +0000
บอร์ด ส.นักข่าวรดน้ำขอพรนักหนังสือพิมพ์อาวุโสเนื่องในวันสงกรานต์ http://www.tja.or.th/professional-media-organizations-and-movements/4671-2018-04-10-10-38-17 http://www.tja.or.th/professional-media-organizations-and-movements/4671-2018-04-10-10-38-17 บอร์ด ส.นักข่าวรดน้ำขอพรนักหนังสือพิมพ์อาวุโสเนื่องในวันสงกรานต์

ช่วงเช้าวันที่ 10 เมษายน 2561 มีการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3/2561 โดยมี นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมฯ เป็นประธานการประชุม โดยมีกรรมการบริหารเข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม

โดยวาระในการประชุมเป็นการติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการของอนุกรรมการฝ่ายๆต่างๆ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกสมาคมฯ นำคณะกรรมการบริหารสมาคม รดน้ำดำหัวขอพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ กับนายเรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ และนายสมาน สุดโต กรรมการควบคุมจริยธรรม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์อาวุโส เพื่อเป็นสิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่ไทย

]]>
thiamjai@hotmail.com (thiamjai) frontpage Tue, 10 Apr 2018 10:35:59 +0000
สมาคมนักข่าวฯเชิญประกวดสโลแกนวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก http://www.tja.or.th/professional-media-organizations-and-movements/4670-2018-04-09-09-26-47 http://www.tja.or.th/professional-media-organizations-and-movements/4670-2018-04-09-09-26-47 สมาคมนักข่าวฯเชิญประกวดสโลแกนวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก

นายปรัชญาชัย ดัชถุยาวัตร โฆษกสมาคมฯและอุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เนื่องในวันที่ 3 พ.ค. 2561 ซึ่งตรงกับวัน "เสรีภาพสื่อมวลชนโลก(World press freedom day)" สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงร่วมกับองค์กรสื่อจัดกิจกรรมสะท้อนถึงสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นประจำทุกปี ขอเชิญชวนผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกท่าน รวมทั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ในกองบรรณาธิการสื่อ ส่งสโลแกนเข้าประกวดเพื่อใช้ในงานรณรงค์ วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกในปีนี้  โดยยึดเนื้อหาจากสถานการณ์ความมีเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็นของประชาชน ท่ามกลางบรรยากาศที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ห้วงเวลาของการเลือกตั้ง ที่มีการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2560 ที่ได้รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และสื่อมวลชน แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงมีการบังคับใช้ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่จำกัดเสรีภาพอยู่หลายฉบับ  โดยเฉพาะประกาศคสช.ฉบับที่ 97/2557 ,ประกาศคสช.ฉบับที่ 103 / 2557 และคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 (ข้อ5) เป็นต้น

 

โฆษกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวต่อว่า การส่งสโลแกนประกวดครั้งนี้ ต้องอธิบายเหตุผลประกอบ พร้อมทั้งระบุว่าสังกัดสื่อที่ชัดเจน โดยส่งมาที่  tjareporter@gmail.com  1 ท่านส่งได้1 สโลแกน  มีกำหนดส่งถึงวันที่ 20 เมษายน 2561  ทั้งนี้กรรมการและอนุกรรมการสมาคมนักข่าวฯไม่มีสิทธิ์ส่งประกวดดังกล่าว โดยสโลแกนที่ชนะจะได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อม "หนังสือเบื้องแรกประชาธิปตัย" ท 1 ชุด มูลค่าชุดละ 1,000 บาท  รางวัลชมเชย 3 รางวัล รางวัลละ 2,000 บาท พร้อม "หนังสือเบื้องแรกประชาธิปตัย" ท่านละ 1 ชุด ส่วนทุกสโลแกนที่ส่งเข้าประกวดจะได้รับบัตรแรบบิท รุ่น Limited Edition บัตรเป็นโลโก้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมวงเงินพร้อมใช้ในบัตรมูลค่า 200 บาท สามารถนำไปซื้อและเป็นส่วนลดสินค้าที่ร่วมรายการและโดยสารรถไฟฟ้า BTS ได้

 

สำหรับงานวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก สมาคมนักข่าวฯร่วมกับองค์กรสื่อและองค์กรภาคี จะจัดกิจกรรมในวันที่ 3 พ.ค. 2561 ที่อาคารสมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน (ตรงข้ามโรงพยาบาลวชิระ) ส่วนสโลแกนที่สมาคมนักข่าวฯ ร่วมกับองค์กรสื่อใช้รณรงค์วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกในปีที่ผ่านๆมา อาทิ "เสรีภาพบนความรับผิดชอบ"  "ถูกต้อง รอบด้าน หลักประกันเสรีภาพ" ล่าสุดที่ใช้รณรงค์คัดค้านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสื่อฯ คือ "หยุดกฎหมายกดหัวสื่อ หยุดปิดหูปิดตาประชาชน" และล่าสุด “หยุดตีทะเบียนสื่อ หยุดครอบงำประชาชน”

]]>
thiamjai@hotmail.com (thiamjai) frontpage Mon, 09 Apr 2018 09:26:07 +0000
ประกาศ รายชื่อผู้เข้าอบรม วารสารศาสตร์มือถือสำหรับนักข่าว http://www.tja.or.th/professional-media-organizations-and-movements/4511-2017-10-19-07-52-19 http://www.tja.or.th/professional-media-organizations-and-movements/4511-2017-10-19-07-52-19

 

 

 

ประกาศ  รายชื่อผู้เข้าอบรมเชิงปฎิบัติการ วารสารศาสตร์มือถือ (5 พ.ย. 60)

ลำดับที่

ชื่อ-นามสกุล

สังกัด

1

วรรณภร สมุทรอัษฎงค์

The Asahi Shimbun

2

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

สปริงนิวส์ทีวี

3

ปารณีย์ จันทรกุล

ไทยพีบีเอส

4

เนตรนภิส พัฒนาไพบูลย์กุล

วิทยุศึกษา ศธ.

5

พิมพ์อัปสร เกตุพุ่ม

นิวทีวี

6

ราม ปั้นสนธิ

หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์

7

เพทาย กันนิยม

สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย (แอดมินเพจ)

8

ปรีชาพล อินทรโชติ

ไทยพีบีเอส

9

วรรษมน อุจจรินทร์

หนังสือพิมพ์ The Nation

10

สมชาย มณีสวัสดิ์

มติชนทีวี

11

ดารินทร์ หอวัฒนกุล

ไบรท์ทีวี

12

สุดารัตน์ สร้างถิ่น

โทรทัศน์รัฐสภา ช่อง 10

13

ศุภลักษณ์ หัตถพนม

สยามรัฐ

14

นฤมล พุกยม

Fm.101

15

ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์

16

กฤชอรรณัฐ แสงโชติ

เพจอีจัน

17

สมปรารถนา นาวงษ์

เพจอีจัน

18

วุฒินันท์ นาฮิม

เนชั่นทีวี

19

ธนดล ยิ่งยง

หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ

20

สุรีย์พร  ตะเภาพงษ์

อดีตนักข่าวไบรท์ทีวี

21

เอกพล เธียรถาวร

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

22

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

23

พลวุฒิ สงสกุล

สำนักข่าวออนไลน์ THE STANDARD

24

โกวิทย์ บุญธรรม

ไทยพีบีเอส

25

ชีวันธร ภูษี

หนังสือพิมพ์ เดลิมิเร่อร์

26

ธิดารัตน์ ษิณปักษา

ไทยพีบีเอส

27

อนิรุตร์ กุลบุตร

ไทยพีบีเอส

28

สุมลชัย ภูเดช

ไทยพีบีเอส

 

ประกาศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วันที่ 31  ต.ค. 60

 

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

กำหนดการ

อบรมเชิงปฏิบัติการ วารสารศาสตร์มือถือสำหรับนักข่าว

(Mobile Journalism for Journalists) ปี 2560

โดย นายพิภพ พานิชภักดิ์ รองผู้อำนวยการ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2560

ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

 

08.30 – 09.00 น.          ลงทะเบียน

09.00 – 10.00 น.          หลักคิด และบทเรียนจากต่างประเทศ ในเรื่อง วารสารศาสตร์มือถือ

การนำไปใช้ ข้อท้าทาย และอนาคต

10.00 – 10.15 น.          พักอาหารว่าง

10.15 – 12.00 น.          ความแตกต่างของ

User –Generated Content (UGC) กับ User- Generated Story (UGS)

12.00-13.00  น.                        พักรับประทานอาหารเที่ยง

13.00-13.45  น.                        ประเภทของภาพข่าว การวางภาพเพื่อเปิดหน้า การสัมภาษณ์

ภาพเชิงหลักฐานสำหรับงานสืบสวน   ภาพในสไตล์สารคดีเชิงข่าว

13.45-14.30  น.            การตกแต่งภาพ และวิดีโอ การใส่ตัวอักษร การถ่าย HDR สำหรับภาพนิ่ง และ

การถ่าย Timelapse สำหรับภาพวิดีโอ

14.30-14.45  น.            พักอาหารว่าง

14.45-15.30  น.            ทดลองตัดต่อ วิทยากรสาธิตให้ดูสิบนาที ที่เหลือ แต่ละคนทดลองทำเอง

พร้อมเสียงบรรยาย  ใส่เพลงประกอบ

15.30-16.30 น.             การถ่ายทอดสด

16.30-17.00 น.             วิจารณ์ และข้อเสนอแนะ ผลงานผู้อบรม

 

 

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

วารสารศาสตร์มือถือสำหรับนักข่าว

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จะจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “วารสารศาสตร์มือถือสำหรับนักข่าว (Mobile Journalism for Journalists)” ปี 2560 โดยมีคุณพิภพ พานิชภักดิ์  รองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เป็นวิทยากร ในวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2560 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพสื่อสารมวลชนด้านสื่อดิจิทัล  ให้กับนักสื่อสารมวลชน จำนวน 20 คน   สื่อมวลชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่ www.tja.or.th (ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้สิทธิ์เข้าร่วมการอบรมภายในวันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม 2560


 

]]>
thiamjai@hotmail.com (thiamjai) frontpage Mon, 30 Oct 2017 17:00:00 +0000