order viagra from belize buy brand cialis 10 mg cialis oral jelly kamagra wirkung kamagra 100mg oral jelly co to jest
Home

พรรคการเมืองเปิดใจ โซเชียลมีเดียได้เสียง แต่ไม่มีคะแนน สื่อกระแสหลักยังจำเป็น

AddThis Social Bookmark Button

ความเคลื่อนไหวของแต่ละพรรคการเมืองในการสู้ศึกเลือกตั้ง 24 มีนาค เข้มข้นมากขึ้น สิ่งที่น่าจับตา คือกลยุทธ์การหาเสียงของแต่ละพรรคที่จะทำให้ประชาชนได้รู้จักกับนโยบายของพรรคที่จะนำมาบริหารบ้านเมือง รวมทั้งการใช้สื่อเพื่อประชาสัมพันธ์ตัวผู้สมัครของพรรคเอง

 

การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนอกจากการใช้ช่องทางของสื่อแบบเดิมทั่วไป ไม่ว่า โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ มาช่วยหาเสียงแล้ว สื่อใหม่ อย่างโซเชียลมีเดีย ยังเป็นช่องทางสำคัญที่แต่ละพรรคเลือกใช้ โดยมีการอบรมให้กับว่าที่ผู้สมัครทั้งคนรุ่นเก่า และรุ่นใหม่ ตามกลยุทธ์ของแต่ละพรรค

 

ภท.อบรมผู้สมัคร

หวั่นผิดพลาดพังทั้งพรรค

พ.อ.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ โฆษกพรรคภูมิใจไทย และอดีจรองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยใช้ทุกช่องทางของสื่อในการสื่อสารประชาชน ทั้ง Traditional Media เพื่อสื่อจะนำความเห็นไปลงและวิเคราะห์ได้ แต่ในช่องทางโซเชียลมีเดีย ทางพรรคค่อนข้างที่จะระวังมากกว่าที่เคยเป็นมาต้องแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบ เนื่องจากมีกฎหมายต่างๆ  จึงค่อนข้างใช้โซเชียลมีเดียในระดับกลางไม่ได้รุกหนักเกินไป ต้องคอยดูตามกระแสด้วย

“คนอาจมองว่าพรรคภูมิใจไทย มีโฆษกเกี่ยวกับทางดิจิตอล แต่จริงๆแล้วการใช้โซเชียลมีเดียในช่วงนี้ต้องระมัดระวัง เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมามันไม่ได้มีโซเชียลมีเดียมากขนาดนี้ และถ้ามองจริงๆแล้วโซเชียลมีเดีย  วันนี้มันไม่ได้เป็นโครงสร้างอย่างชัดเจน ไม่สามารถเอาแน่เอานอนได้ ฉะนั้นการวางแผนต้องสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้เพราะโซเชียลมีเดียเปลี่ยนไปตลอดเวลาในเรื่องของกระแส”

 

การส่งข่าวของแต่ละพรรคที่จะมีทีมพีอาร์ของพรรคเอง คอยทำหน้าที่ส่งข่าวให้กับสื่อหรือในไลน์กลุ่มของพรรคที่มีนักข่าวอยู่จำนวนมาก  โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ก็ยังคงมีความจำเป็นอยู่ เพราะสื่อคงไม่สามารถที่จะตามไปได้ทุกพรรคหรือตามว่าที่ผู้สมัครได้ทุกคน ทั่วประเทศ 350 เขต ที่มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องได้ พรรคภูมิใจไทยเองก็ใช้วิธีการแจ้งข่าวให้กับสื่อมวลชนมากกว่าปกติ เพราะต้องเข้าใจว่าพรรคการเมืองก็เยอะขึ้น จึงต้องมีการจัดทำสื่อของพรรค เพื่ออำนวยความสะดวกให้สื่ออีกทอดหนึ่งด้วย

 

“ประเด็นที่พรรคกังวลคือเรื่องของข้อกฎหมาย แม้ กกต. ไม่ได้ห้ามการใช้โซเชียลมีเดีย ใช้ได้แต่ต้องแจ้ง แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ กกต. มีกฎออกมาว่าหากให้ร้าย หรือทำให้เกิดความแตกแยก มันจะเข้าไปสู่ความผิด ซึ่งเราระมัดระวัง เน้นการใช้โซเชียลมีเดียในเรื่องของการให้นโยบายให้ประชาชนรับทราบเป็นหลัก ส่วนความเห็นด้านการเมืองจะให้น้ำหนักน้อย ตรงนี้ถือเป็นนโยบายหลักของพรรค ที่เรากำชับกับผู้สมัครของพรรคทุกคน อย่างเรื่องของ Fake news อาจจะเป็นเรื่องของการใส่ร้ายป้ายสี อันนี้เรายังไม่เจอ แต่ก็เป็นเรื่องของการบริหารในภาวะวิกฤตของพรรค ซึ่งจะต้องดูอย่างใกล้ชิดว่าขณะนี้มีกระแสอะไรบ้าง และจะต้องรีบชี้แจง ต้องเป็นการดูวันต่อวัน ไม่สามารถคาดเดาได้ โดยตัวผู้สมัครจะต้องมีทีมผู้ช่วยมอนิเตอร์ข่าวในพื้นที่ของเขาอยู่แล้ว หากมีอะไรก็จะแจ้งกลับขึ้นมา”

 

พ.อ.เศรษฐพงศ์ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญ คือ จะมีการอบรมให้กับผู้สมัครและผู้ช่วยในการใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อมารับทราบกติกา เงื่อนไข ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้  แต่คนที่อยู่ตามหมู่บ้านต่างจังหวัด อาจจะไม่ได้ใช้ โซเชียลมีเดีย หรือ สมาร์ทโฟน ผู้สมัครเองต้องใช้ความสามารถส่วนตัวด้วย ไม่ใช่แค่จะใช้มีเดียในส่วนกลางเพียงอย่างเดียว กลยุทธ์ของแต่ละจังหวัดแต่ละพื้นที่ จึงไม่เหมือนกัน ผู้สมัครก็ต้องเป็นคนพิจารณาว่าจะใช้แนวทางไหนในการหาเสียง ส่วนรูปแบบการให้ข้อมูลการหาเสียง เราก็จะมี template ชูนโยบายเป็นรูปแบบของพรรค ให้เป็นมาตรฐาน เพื่อให้ว่าที่ผู้สมัครของพรรค ไม่ต้องไปคิดเอง เพราะผู้สมัครหลากหลายก็ต้องคิดในสิ่งเดียวกัน และเพื่อป้องกันการไปปรับเปลี่ยน เพราะหากผิดพลาดจะมีผลกระทบต่อพรรค

 

ปชป.ชี้โลกเปลี่ยน

สื่อใหม่ช่วยทะลุทะลวง

 

ขณะที่ “หมอเอ้ก” นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์ ให้มุมมองในอีกด้านว่า พรรคมีนโยบายในส่วนนี้อยู่แล้วแต่อีกด้านหนึ่ง แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ซึ่งคุ้นชินกับการใช้โซเชียลมีเดีย  แต่การหาเสียงที่ดีที่สุดคือการ “เดินเท้า” เข้าไปพบกับประชาชน โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเข้ามาลงสนามการเมือง นอกจากเพื่อเป็นการไปทำความรู้จักและให้เป็นที่รู้จักแล้ว เป้าหมายของการเข้ามาสมัครเป็นตัวแทนประชาชน ก็เพื่อมาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้าน และพัฒนาประเทศชาติ

“ในส่วนของพรรคมีการเทรนด์ผู้สมัครเรื่องการหาเสียง ทั้งการพีอาร์ตัวผู้สมัครและนโยบายของพรรค แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้สมัครแต่ละคนไปดำเนินการเอง ตามแต่รูปแบบของแต่ละเขตที่มีลักษณะผู้มีสิทธิ์ใช้เสียงแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่  แต่พรรคประชาธิปัตย์ จะเน้นให้ความรู้ด้านกฎหมายเป็นหลักว่าอะไรที่เราทำได้ อะไรที่เราทำไม่ได้ อะไรที่กฎหมายห้าม ที่ไม่ควรทำ จะเคร่งครัดกับเรื่องนั้นมากกว่า ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เองถือเป็นพรรคที่มีทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ก็มีการคุยกันตลอดอยู่แล้ว จริงๆแล้วผู้ใหญ่ในพรรคหลายท่านเข้าใจดีว่าตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างไร อะไรที่ใช้ไม่ได้ผล หรืออะไรที่ดูแล้วจะดีกว่าเดิม”

 

ขณะที่ในส่วนของรูปแบบการหาเสียง ประชาสัมพันธ์ นอกจากที่แต่ละพรรคจะมีทีมพีอาร์ เป็นทีมประสานกับสื่อมวลชน ในการแจ้งหมาย ส่งข่าว ซึ่งถือเป็นการทำงานเชิงรุก ในการสื่อสารข้อความของพรรคไปถึงประชาชน ว่ามีนโยบายหรือทิศทางอย่างไร มีกิจกรรมอะไรเป็นหน้าที่ของทุกพรรคการเมืองอยู่แล้ว ส่วนการใช้โซเชียลมีเดียนำมาใช้ในการหาเสียงก็เป็นเรื่องปกติ หากอยู่ในหลักกฎหมายที่สามารถทำได้ เพราะปัจจุบันนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว

 

“ถามว่าต่างจังหวัดใช้โซเชียลมีเดียน้อยกว่าไหม เท่าที่ได้สัมผัสประชาชน ตั้งแต่สมัยที่เป็นหมอ แม้แต่คนไข้ก็ยังใช้โซเชียลมีเดีย บางคนขอไลน์ด้วยซ้ำที่จะติดต่อ เพื่อจะไม่ต้องมาโรงพยาบาล ผมว่าโลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน แต่ผมก็ยังมองว่าแม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามามากแค่ไหน แต่การเดินเท้าไปพบปะกับชาวบ้านกับประชาชนเป็นการหาเสียงที่ดีที่สุด การที่ได้มองตาเขา พูดคุย สอบถามว่าปัญหาคืออะไร ผมว่าตรงนี้สำหรับผมสำคัญที่สุด”

 

ส่วนปัญหา fake news ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง มองว่าเป็นเรื่องที่มีอยู่แล้วในวงการนี้มีมักมีคนมุ่งร้ายไม่ว่าจะเป็นคนไกลตัว ใกล้ตัว มีหมด อย่างผมอาจจะโชคดีที่ตอนนี้ยังไม่โดน แต่คิดว่าคนที่มาทำงานการเมืองตรงนี้ ทุกคนต้องทำใจไว้อยู่แล้วว่าสักวันต้องเจอ ตอนนี้การเมืองไทยมันวนไปวนมาอยู่หลายปีแล้ว ผมอยากให้การเมืองไทยขยับไปมากกว่านั้น ให้พรรคการเมืองยืนหยัดในอุดมการณ์ที่ชัดเจนในแต่ละคน”ผู้สมัคร จาก พรรค ปชป.กล่าว

 

ทษช.เชื่อโซเชียลมีเดีย

ไม่มีผลต่อการเลือกตั้ง

 

สำหรับ พรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งใช้โซเชียลมีเดียในการรณรงค์ค่อนข้างมาก  ทีมงานจุลสารราชดำเนินออนไลน์ได้สัมภาษณ์ วิม รุ่งวัฒนจินดา รองเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ ก่อนเกิดเหตุวิกฤตเสนอชื่อชิงนายกรัฐมนตรี  เขาบอกว่า  พรรคให้ความสำคัญเท่าๆกันทั้งสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย แต่สิ่งสำคัญคือต้องเป็นไปตามระเบียบของ กกต. ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคให้ความสำคัญและระมัดระวังมาก

“ต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดีย มีบทบาทมาก เราจะใช้โซเชียลมีเดียมากพอควร แต่ก็ไม่ได้ทิ้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เป็น Mass Media ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลักที่เป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ แต่รูปแบบการโฆษณาก็ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของ กกต. เพราะต้องยอมรับว่ากฎหมายเลือกตั้ง สส. ปัจจุบันนี้ค่อนข้างมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก ไม่ว่าจะเป็นแผ่นพับ ใบปลิว แผ่นป้ายบิลบอร์ด หรือ กระทั่งงการทำโฆษณาที่เป็น Display ในสื่อกระแสหลักทั้งหลาย ถูกจำกัดในเรื่องโฆษณาค่อนข้างมาก ฉะนั้นเวลาที่จะใช้สื่อระชาสัมพันธ์ จึงมีข้อระวังค่อนข้างเยอะ”

 

ขณะที่ในส่วนผู้สมัครของพรรคเอง ได้เตรียมความพร้อมให้ เช่น เปิดอบรม ติดอาวุธให้ผู้สมัครพรรค เช่น วิธีการใช้ LINE , Facebook วิธีการสร้างเครือข่ายเพื่อให้เข้าถึงคนที่ใช้ระบบ Smart Phone แต่จะต้องแจ้ง กกต. ที่เป็น ผอ.แต่ละเขต แต่ละจังหวัดให้ทราบว่าใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคนต่างจังหวัดอาจจะมีการใช้โซเชียลมีเดียน้อยกว่า ดังนั้นการใช้โซเชียล มีเดีย มาช่วยในการพีอาร์นโยบายของพรรคและว่าที่ผู้สมัคร ก็ไม่สามารถที่จะเป็นตัวชี้วัดผลการตัดสินใจของประชาชน

 

“จริงๆคนที่แชร์ คนที่กดไลค์ ส่วนใหญ่ยังไม่ตัดสินใจหรอก เขาอาจจะชอบในสิ่งที่คุณปราศรัย ในสิ่งที่คุณพูด ในสิ่งที่คุณนำเสนอ แต่ถึงเวลาจริงๆ ยังวัดกันไม่ได้ จนกระทั่งช่วงโค้งสุดท้ายของการตัดสิน มันอยู่ที่ว่าการเสนอนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหา ของพรรคใดจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่ากัน เราต้องยอมรับว่าคนที่อายุ 18 ปี ถึงประมาณ 30 ปี หนีไม่พ้นเรื่องของการใช้โซเชียล มีเดียผ่านสมาร์ทโฟน แต่ในต่างจังหวัด ผมเคยลงพื้นที่ปราศรัยวงเล็กๆมีแค่ 200-300 คนถามว่าใครใช้ Line บ้างยกมือ 5 คน ใครใช้ Facebook บ้าง ยกมือไม่เกิน 10 คน นั่นแสดงว่าการใช้สมาร์ทโฟน ของคนต่างจังหวัดยังมีน้อยมากเพราะฉะนั้นเราอาจจะหลงทางในกรณีที่เราคิดว่าโซเชียลมีเดีย มีผลกับการเลือกตั้งของประเทศไทย”

 

แล้วอย่าลืมว่า Facebook คนนึงมี 2-3 Account ไลน์บางคนมี 3-4 ไลน์ มันเลยทำให้ยอดการใช้ดูเยอะ แต่จริงๆแล้วพื้นที่ต่างจังหวัดที่เป็นบ้านนอกจริงๆที่สมาร์ทโฟนยังเข้าไม่ถึง หรือการใช้สมาร์ทโฟนยังไม่จำเป็นกับการดำรงชีวิตของเขายังมีอีกเยอะ เราก็จะต้องใช้สื่อที่เป็น mass media เดิม เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือแม้แต่แผ่นพับใบปลิว โปสเตอร์ ก็ยังจำเป็นอยู่

 

ขณะที่ปัญหา fake news รองเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ บอกว่า พรรคมีศูนย์ป้องกันการทุจริตการโกงเลือกตั้งและการกลั่นแกล้งของฝ่ายตรงข้าม แต่เรื่องนี้ กกต. ก็มีกฎหมายควบคุมอยู่แล้ว

 

“ถ้าเรารู้ว่าเป็น fake news ก็ต้องรีบแจ้งกับ กกต. ว่าข้อความเหล่านี้มันไม่ใช่ข้อความจากการพีอาร์ ของพรรค หรือข้อมูลนี้ไม่เป็นข้อเท็จจริง ผมเชื่อว่าทุกพรรคมีมาตรการป้องกันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นชัดเจน เพราะการเลือกตั้ง การหาเสียง ยังผ่านระบบพรรคอยู่ แม้ว่าที่ผู้สมัครจะไปหาเสียง แต่ยังเป็นการนำเสนอนโยบายหาเสียงให้พรรค เพราะผู้สมัครยังไม่ได้เบอร์ หากมีเบอร์เมื่อไหร่การหาเสียงก็จะเข้มข้นขึ้น” นายวิม กล่าวทิ้งท้าย

 
วีทีอาร์-สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พศ. 2562

ดูวีทีอาร์ทางyoutube

Login Form



หนังสือน่าอ่าน




จำนวนผู้ออนไลน์

เรามี 1655 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ :: The National Press Council of Thailand สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย :: Thai Broadcast Journalists Association สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย :: ISRA Institute Thai Press Development Foundation ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ :: Information Technology Press Club The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) thai society of environmental jounalists