คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย , สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท จัดสัมมนาในหัวข้อ สื่อและประชาธิปไตยในวิกฤต : บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อ? เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา
โดยมีศาสตราจารย์พิเศษนประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในการสัมมนา ซึ่งประธานวุฒิสภากล่าวในที่สัมมนาว่า การรับรู้รับฟังข้อมูลข่าวสารถือเป็นสิ่งสำคัญต่อประชาชนในฐานะเป็นเจ้าของประเทศ สื่อจึงถือเป็นองค์กรที่อยู่ระหว่างรัฐและประชาชน การสื่อสารจึงถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น สื่อมวลชนจึงจำเป็นต้องมี 3 สิ่ง คือ 1.เสรีภาพในการสื่อสาร 2.จิตสำนึกที่ดี และ 3.ต้องมีจิตวิญญาณความรับผิดชอบต่อสังคมและต่อผลงาน แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาสังคมไทยตกอยู่ในสภาพความสับสนวุ่นวายจากกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่เคลื่อนไหวจนมีแนวโน้มนำไปสู่ความแตกแยกรุนแรง สถานการณ์เช่นนี้สื่อมีบทบาทค่อนข้างมากในการสร้างความเข้าใจที่ดี ดังนั้นสื่อควรทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์เพื่อสร้างความสมานฉันท์และผลประโยชน์ต่อประชาชน
พร้อมด้วยผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น ได้แก่ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ผ่านการคัดเลือกเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) ,ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ,นายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และ ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการสนทนาโดย นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
เวทีการสนทนาเริ่มเปิดประเด็นจาก ดร.โวฟกัง ชูล์ส ผู้อำนวยการสถาบันฮานส์ เบร์โดว มหาวิทยาลัยฮัมบูร์ก นำเสนอประสบการณ์และบทเรียนจากการทำงานของสื่อในภาวะวิกฤตจากเยอรมนี และกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งมีสาระที่น่าสนใจ ดังนี้
ดร.โวฟกัง กล่าวว่า สิทธิเสรีภาพสื่อในประเทศเยอรมนีนั้น มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งมีการผลักดันให้กำหนดสิทธิเสรีภาพของสื่อไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ จนปัจจุบันนี้ได้มีการระบุอำนาจหน้าที่ของสื่อสาธารณะของเยอรมนี ที่ถือว่าเป็นกติกาใช้ร่วมกันในประเทศสำหรับธุรกิจสื่อสารมวลชน
“ประวัติศาสตร์ของเยอรมนี เมื่อประมาณ 70 ปีที่แล้ว นาซีควบคุมกิจการวิทยุและโทรทัศน์ เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือชวนเชื่อ พอหลังสงครามโลก ก็มีการคุยกันว่าจะทำอย่างไรกับสื่อ เพราะทุกคนรู้ว่าสื่อเป็นเครื่องมือกำหนดความคิดเห็นในสังคม คำถามคือจะต้องมีการกำหนดคนที่จะเข้ามาใช้ไว้อย่างไรหลังจากอยู่ภายใต้เผด็จการมาหลายปี”
ผอ.สถาบันฮานส์ กล่าวว่า ประเทศเยอรมนีจึงได้เริ่มกำหนดให้สื่อวิทยุและโทรทัศน์มีเสาหลัก 4 ส่วน เพื่อที่จะให้แน่ใจว่าเป็นเครื่องมือของสังคม ไม่ใช่เครื่องมือของรัฐ
โดยเสาหลักทั้ง 4 ได้แก่
- ตกลงในร่างรัฐะรรมนูญประเทศเยอรมนีว่า อำนาจในการออกกฎหมายให้รัฐแต่ละรัฐออกกฎหมายควบคุมสื่อในแต่ละรัฐเอง โดยที่รัฐบาลกลางจะไม่สามาถใช้เป็นเครื่องมือได้
- วิทยุโทรทัศน์ เป็นนิติบุคคล ไม่ได้เป็นของรัฐ แต่มีสถานะคล้ายๆอยู่กึ่งกลาง ได้รับการประกันฟ้องร้องตามรัฐธรรมนูญของเยอรมนี ห้ามรัฐบาลเข้าแทรกแซงการเก็บค่าธรรมเนียมในการออกอากาศ และรัฐบาลจะต้องไม่แทรกแซงเนื้อหา
- ระบบวิทยุและโทรทัศน์ ต้องไม่ได้รับเงินจากภาษี ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมว่าจะหาทางออกด้วยวิธีไหน เพราะถ้าใช้วิธีเก็บค่าธรรมเนียม ทุกคนในเยอรมนีก็อาจจะต้องจ่ายค่าดูโทรทัศน์ ซึ่งบางคนบอกว่าค่อนข้างแพง บางคนบอกว่าดูเฉพาะเอกชน หรืออินเตอร์เนท แต่บางคนเห็นว่าสื่อสาธารณะเป็นประโยชน์ของทุกคน แม้ไม่ได้ใช้แต่ก็ได้ประโยชน์ ทุกคนต้องจ่ายค่าธรรมเนียม และ
- ระบบวิทยุโทรทัศน์ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่รับผิดชอบต่อรัฐ โดยมีการตั้งสภาขึ้นมาในแต่ละองค์กร ให้สภามีตัวแทนกลุ่มในสังคมต่างๆไปนั่ง ร่วมกับสมาชิกพรรคการเมืองด้วย
“สื่อสาธารณะหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบ มีการพูดกันว่าเราจะสร้างพลังให้กับประชาชนเยอรมนีอย่างไร ประเด็นที่คิดถึงได้มีการสร้างแนวคิดให้กับสื่อใหม่ ว่าต้องเป็นการทำงานให้ประชาชน ไม่ใช่แค่รายง่านแต่ต้องอธิบายด้วย ต้องประเมิน แยกแยะให้ชัดเจน”
ดร.โวฟกัง ให้ความเห็นอีกว่า ภาพรวมของสื่อวิทยุโทรทัศน์ของเยอรมนีนั้นมีรายการที่เกี่ยวกับการศึกษาน้อยลง และมีบทบาทในการให้ข้อมูลทางการเมืองด้วย
“ในส่วนของยุโรปแล้ว แต่ละรัฐบาลได้มีการพูดคุยกันว่าสื่อมีเสรีภาพแค่ไหน ทั้งนี้สหภาพยุโรปมีกฎระเบียบของเขาเอง และมีหลายระดับในการคุ้มครองสื่อ เช่นบทบัญญัติข้อที่ 10 แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่ามีการประสานกันระหว่างชาติต่างๆ”
ผอ.สถาบันฮานส์ ยกตัวอย่างบทบัญญัติของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้สื่อมีการกำหนดหน้าที่ของสื่อร่วมกันว่าต้องส่งเสริมวัฒนธรรม ซึ่งบทบัญยัตินี้ได้สนับสนุนกฎหมายของเยอรมนีที่ระบุว่าสื่อต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก ทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งต่างจากก่อนสงครามโลก ที่หากคนเยอรมนีไปฟังข้อมูลจากรายการของต่างประเทศจะต้องได้รับโทษ
ดร.โวฟกัง กล่าวและว่า“บทบัญญัตินี้กำหนดให้มนุษย์มีสิทธิที่จะเข้าถึงข้อมูลจากหลายแหล่ง มีเสรีภาพในการสื่อสารทางอินเตอร์เนท นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญกลาง เป็นประเด้นที่สำคัญมาก เพราะมีคดีที่ศาลต้องตัดสินประเด็นที่เกี่ยวกับสื่อหลายคดี จากการรายงานข่าว บุคคลสาธารณะมีการฟ้องร้องกัน ศาลเป้นผู้ชี้ขาดในกระบวนการสุดท้าย ต้องหาความสมดุลระหว่างคนกับสื่อ”
ในอดีตเคยมีนายกรัฐมนตรีไม่พอใจสื่อสาธารณะ แล้วไปตั้งบริษัทเอกชนขึ้นมาทำเอง โดยเจ้าของคือรัฐมนตรีในรัฐบาลนั้น ประเด็นนี้มีการฟ้องร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีการตัดสินว่าสื่อมีบทบาในสังคม ไม่ควรมีกลุ่มใดควบคุมสื่อนั้น ระหว่างการพิพากษาของศาลได้มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ทำให้คนในประเทศจำนวนมากเห็นนายกรัฐบมนตรีลุกขึ้นมาบอกว่าศาลตัดสินผิด ซึ่งทุกคนหัวเราะกับสิ่งที่นายกรัฐมนตรีแสดงออก
ดร.โวฟกัง กล่าวต่อไปอีกว่า ในอดีตศาลไม่ได้มีอำนาจในการจำกัดดูแลสื่อดั้งเดิม ซึ่งต่อมาได้มีการระบุเป็นกฎหมายให้ครอบคลุมไปถึงสื่ออินเตอร์เนต ทำให้ศาลมีอำนาจกำกับดูแลกว้างขวางขึ้น
ทั้งนี้ สื่อภาคเอกชนในเยอรมนี 40 เปอร์เซนต์ของรายการโทรทัศน์วิทยุ เป็นรายการที่ผลิตจากสื่อสาธารณะ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง ส่วนที่เหลืออีก 60 เปอร์เซนต์เป็นการผลิตรายการของเอกชน
ในขณะที่สื่อหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ในเยอรมนี ดร.โวฟกัง บอกว่า ทางภาคเหนือของประเทศมีคนอ่านหนังสือพิมพ์มากถึง 72 เปอร์เซนต์ แต่ปัญหาในปัจจุบันที่พบคือ คนหนุ่มสาวไม่ค่อยอ่าน ทำให้เป็นปัญหาของบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ต่างๆที่ต้องไปแก้ว่าจะเจาะตลาดกลุ่มคนหนุ่มสาวอย่างไร
“ในเยอรมนีมีสื่อออนไลน์ ซึ่งคนหนุ่มสาวใช้อินเตอร์เนต ทำให้เกิดปัญหาการกำกับดูแลทางกฎหมาย ซึ่งตอนนี้เหมือนมีระเบียบใหม่ในเยอรมนี บทเรียนที่ได้จากสิทธิเสรีภาพของสื่อในเยอรมนีก็คือ เมื่อมีแรงกดดันทางเศรษฐกิจมาก ทั้งในสื่อโทรทัศน์และออนไลน์ เป็นสิ่งสำคัญมากในการที่จะรักษาจรรยาบรรณของนักข่าว เพื่อลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจ”
“นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ เช่น ทำอย่างไรที่จะดูแลพฤติกรรมในการใช้สื่อที่เปลี่ยนไป เราจะสนองตอบการใช้สื่อใหม่ๆอย่างไร ความ้ทาทายคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง ทำอย่างไรที่จะมาดูแลปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ นอกจากนี้ยังมีโอกาสใหม่ๆที่เกิดขึ้น เช่นสื่อรากหญ้า นักข่าวพลเมืองใช้ blog ซึ่งในอนาคตอาจจะเข้ามาทดแทนสื่อแบบเดิม”
“สื่อในเยอรมนีมีอิทธิพลต่อความคิดเห็น เราจะเรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้ กลไกในการดูแลสื่อเป็นอย่างไร ตรงนี้ในเยอรมนีมีการให้ความสำคัญฝึกอบรมนักข่าวให้มีจรรยาบรรณ และมาตรฐานสูง อีกทั้งยังมีกลไกในการป้องกันการแทรกแซงจากเศรษฐกิจและโฆษณา”
ด้วยปัญหาจากการแทรกแซงสื่อนี้ ดร.โวฟกัง ให้ความเห็นว่า วิธีป้องกันคือต้องให้การคุ้มครองเสรีภาพของสื่อจากศาลที่แข็งแรง เพราะสื่อในฐานะประชาสังคมต้องเกี่ยวข้องกับนักวิชาการ และสถาบันต่างๆ ต้องเรียกร้องให้สื่อมีบทบาทที่ถูกต้องและเฝ้าระวังสื่อด้วยกันเสมอ
“สื่อสาธารณะในเยอรมนีมีหน้าที่กำหนดมาตรฐานให้กับสื่อเอกชน สื่อสาธารณะมีการรายงานข่าวที่มีมาตรฐานสูง ซึ่งทำให้สื่อสาธารณะมีส่วนกำหนดมาตรฐานให้สื่อเอกชนดำเนินกิจการให้มีมาตรฐานเท่ากับสื่อสาธารณะ ซึ่งในเยอรมนีสื่อสาธารณะถือว่าเป็นสื่อที่ประสบความสำเร็จมากกับคนหนุ่มสาว”
“อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าไม่มียาวิเศษใดที่จะแก้ไขปัญหาของสิทธิเสรีภาพของสื่อได้ทุกประเทศ เนื่องจากวัฒนธรรม และประชาสังคมของแต่ละประเทศไม่เหมือนเยอรมนี ที่อยากเน้นคือพวกโครงสร้างต่างๆถ้าไม่เหมาะสมกับปัจจัยในประเทศประเทศ ก็ต้องมีการทำโครงสร้างใหม่ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าการเปรียบเทียบปัญหาที่พบเจอของสื่อระหว่างประเทศต่างๆเป็นเรื่องยาก แม้ว่าปัญหาจะคล้ายกันแต่โครงสร้างทางวัฒนธรรม และปัจจัยในประเทศต่างกัน”

















