สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Home ราชดำเนิน เสวนา ข่าว ราชดำเนินเสวนา “ทางแพร่งระบบประกันสุขภาพ ภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์” 5 ก.พ.55

ข่าว ราชดำเนินเสวนา “ทางแพร่งระบบประกันสุขภาพ ภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์” 5 ก.พ.55

AddThis Social Bookmark Button

รมว.สธ. ย้ำไม่ถูกหลอกใช้-เชื่อมั่นบอร์ดใหม่ สปสช. ด้าน ปธ.แพทย์ชนบท ห่วงกลไกบอร์ด สปสช.บิดเบี้ยว เล็งส่งหนังสือเวียน รพ.ชุมชนบิณฑบาตเพื่อเป็นกลไกความสุขประชาชน

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา “ทางแพร่งระบบประกันสุขภาพ ภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์” โดยมี นายวิทยา บูรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท และนายนิมิต  เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  ร่วมเสวนา ณ ชั้น 3 อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

นายวิทยา กล่าวถึงเรื่องการเก็บ 30 บาทว่า เรื่องนี้มีข้อมูลอยู่แล้วว่าใครต้องจ่ายหรือไม่จ่าย  ซึ่งถ้าจะเรียกเก็บต้องมีความพร้อมและต้องดูว่าจะนำเงินไปทำอะไร เช่นเรื่องของผู้ป่วยฉุกเฉิน หรือระบบการส่งต่อเพื่อพัฒนาระบบให้ดีขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องที่หลายคนกังวลว่าจะถูกหลอกใช้จากคนบางกลุ่มนั้น แท้จริงไม่ต้องกังวลเพราะท้ายที่สุดการพิจารณาจะอยู่ที่ บอร์ดสำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.)

 

“การรวมกองทุนเป็นการหาแนวทางร่วมกันเพื่อให้การรักษาพยาบาลของประชาชนมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ว่าระบบไหนดีหรือไม่ดี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการลงมาว่าเรื่องนี้ต้องมีความชัดเจน ในเรื่องของมาตรฐานในการดูแลรักษา สำหรับเรื่องของมาตรา 41 นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องต้องกังวลเพราะ ในกรณีที่จะมีการประชุมแก้ใน มาตราดังกล่าวในวันที่ 6 ก.พ. 55 นั้น ไม่ใช่เพียงว่าจะจบในที่ประชุม ทั้งนี้ต้องมีการนำเข้าสู่สภาฯ ต่อไป และจะเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมด้วย ”

 

ขณะที่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า มีสัญญาณในการยุบรวมระบบสุขภาพทั้ง 3 ระบบ อันได้แก่ ระบบสวัสดิการข้าราชการ ระบบหลักประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพ ตั้งแต่เมื่อครั้งมีการเยี่ยมกระทรวงสาธารณสุขของนายกรัฐมนตรี รวมถึงเรื่องของบอร์ด สปสช. ด้วย ซึ่งเห็นว่าการพิจารณาในเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพราะหากมีการผิดพลาดอาจทำให้ระบบพังทั้งหมด

“ต้องคำนึงถึงที่มาของระบบสุขภาพทั้ง 3 ระบบ ที่มีความแตกต่างกัน คือในส่วนของระบบสวัสดิการข้าราชการ โดยพื้นฐานเป็นการชดเชยด้านสวัสดิการให้แก่ราชการที่มีการให้เงินเดือนต่ำ  โดยในส่วนของหลักประกันสังคมนั้นต่างกันตรงที่ มีการจ่ายเงินสมทบจากนายจ้าง รัฐบาลและผู้ประกันตนระบบประกันสังคม สิทธิจึงแตกต่าง ทั้งนี้ระบบประกันสุขภาพเป็นระบบสวัสดิการที่รัฐจัดให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายกับประชาชนที่อยู่นอกเหนือจากคุณสมบัติอีก 2 ระบบ  ฉะนั้นต้องพิจารณาเพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า  ทางที่ควรจะเดินคือ ต้องกำหนดให้คนไทยมีหลักประกันเรื่องสุขภาพขั้นต่ำที่ควรได้รับของคนไทยเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนแต่ละระบบจะมีการเพิ่มเติมอย่างไรต้องแล้วแต่กรณี  โดยที่ผ่านมา ในที่ประชุมาสมัชชาสุขภาพมีการตั้งเป็นองค์กรเพื่อพิจาร ณาระบบสุขภาพทั้ง 3 ระบบ ว่าจะควรมีทิศทางอย่างไร โดยมีกำหนดเวลาภายใน 3 ปีต้องมีคำตอบที่ชัดเจน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิที่ชำนาญ จะช่วยให้มีการพัฒนาระบบประกันสุขภาพต่อไป

“ด้านระบบรักษาฟรี ถ้าจะกลับไปใช้ 30 บาท ดูจะเป็นการถอยหลังเข้าคลอง หรือย้อนยุคกลับไปสู่จุดที่เราผ่านพ้นมาแล้ว ทั้งที่ปัจจุบันระบบพัฒนามาถึงขั้นที่ไม่ต้องจ่ายสักบาท และใช้เพียงบัตรประชาชน เพียงบัตรเดียว ดังนั้นยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะย้อนยุคกลับไปเก็บ 30 บาท เพราะสำหรับคนที่มีภาระมากมายในชีวิต การจ่าย 30 บาทเป็นเงินที่มากพอสมควร” นายจุรินทร์ กล่าวและว่า การเก็บ 30 บาทไม่มีผลในการแก้ไขปัญหาขาดทุนของโรงพยาบาลเนื่องโรงพยาบาลส่วนใหญ่อยู่ในสังกัดปลัดกระทรวงสาธารณสุข และไม่ช่วยในส่วนของการยับยั้งการใช้บริการแบบไม่จำกัด เพราะจากการสำรวจพบว่าในช่วงที่เก็บ 30 บาทมีจำนวนผู้ใช้บริการมากกว่าการให้บริการฟรี

ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาระบบสุขภาพของไทยมีการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากความไม่เสมอภาค ความไม่มีคุณภาพของระบบบริการที่ประชาชนอาจจะยังไม่ถึงที่คาดไว้ และประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นในการใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า จึงต้องมีการดำเนินการปฏิรูป

“ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีปัญหาที่ทำให้ห่วงใย เพราะกลไกที่เคยมีเกิดการบิดเบี้ยว มีตัวแทนที่เข้ามาหวังจะแสวงกำไรเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการ  ซึ่งเห็นว่าคณะกรรมการที่ควรจะเข้ามาดูแลเงินของประชาชน ต้องเป็นตัวแทนของประชาชนไม่ใช่ผู้ให้บริการ ฉะนั้นกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงกระทรวงที่ให้บริการทางด้านสุขภาพต้องยึดหลักธรรมาภิบาล ทั้งนี้จะทำการส่งหนังสือเวียนถึงโรงพยาบาลชุมชน เพื่อขอบิณฑบาตเพื่อให้เป็นกลไกความสุขของประชาชน ไม่ควรเป็นกลไกทางการเมือง หรือผู้ที่หวังแสวงหากำไรเข้ามานั่งบนความทุกข์ของประชาชน”

นอกจากนี้ เรื่องการเก็บ 30 บาท นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้เป็นการถอยหลังเข้าคลอง ซึ่งประเด็นนี้ถูกเสนอโดยผู้ให้บริการที่มองว่าจะช่วยยับยั้งการใช้จ่ายแบบไม่คิด ซึ่งเห็นว่าไม่มีความจำเป็น และไม่ใช่วิธีการสำหรับแก้ปัญหาเบื้องต้น  เพราะจะเป็นทำร้ายชาวบ้านด้วย”

นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า กลไกของกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพเข้ามาบดบังกลไกปัจจุบันทั้งหมด  ซึ่งมีการสนับสนุนในมาตรา 41 ให้มีการเพิ่มเพดานเงินชดเชยเป็น 2 ล้านบาท โดยครอบคลุมถึงหลักประกันสังคม จะเป็นการนำเงินของคน 48 ล้านคนไปให้กับโรงพยาบาลเอกชน ที่หวังแสวงหากำไรบนความทุกข์ยาก และส่งผลให้มีเงินค่าใช้จ่ายรายหัวเพิ่มขึ้น

ส่วน นายนิมิตร์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลักประกันสุขภาพประสบความสำเร็จได้คือการที่ไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง  เพราะ สปสช. มีการรับรองคุณธรรมและจริยธรรมของคนที่เข้าไปคณะกรรมการ และระบบนี้เป็นระบบคุณธรรมที่ไม่แสวงหาประโยชน์ ฉะนั้น การตั้งกรรมการมีความสำคัญ และต้องเลือกว่าจะคบใคร จะเลือกตัวแทนแพทย์พาณิชย์หรืออื่นๆ ก็ต้องตรวจสอบ เพราะไม่เช่นนั้นอาจนำไปสู่ทางตัน

“มีเรื่องใหญ่ในระบบสุขภาพอีกมากที่ต้องทำ แต่ยังทำอะไรไมได้ เพราะคนหลักที่จะทำมีการย้ายฟาก จาก 4 ปีที่แล้วมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหลัก คือคนที่ไม่เอาระบบประกันสุขภาพ ไปพูดกับหมอในโรงบาลชุมชนจนระบบปั่นป่วน เราถึงเกิดวิกฤตและเกิดปัญหา มีการย้ายจากโรงบาลท้องถิ่นขึ้นไปขั้นอื่น  นี่คือประเด็นตลอด 5-6 เดือนกับกรรมการชุดใหม่ที่ไม่ไปไหน เพราะไม่สามารถร่วมมือกับคนเหล่านี้ได้ จึงไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเท่าที่ควรจะเป็น ฉะนั้นมีหลายเรื่องทีต้องทำแต่ทำไม่ได้”

ทั้งนี้ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า ต้องสร้างความเป็นธรรมในระบบสุขภาพให้มีมาตรฐานเดียวกัน และในฐานะที่ท่านรัฐมนตรีมีต้นทุนทางการเมืองสูงมาก ถ้ามุ่งมั่นจะทำก็สามารถทำได้ในสภาพ ซึ่งควรต้องมาตรฐานให้อยู่ในระดับเดียวกัน เพื่อให้คนไทยได้รับการรักษาที่เท่าเทียม ดูราคาที่เป็นธรรมให้กับทุกกองทุน ซึ่งสามารถทำได้ อยู่ที่ว่าจะเลือกคบกับนักวิชาการที่มีคุณธรรม หรือเลือกคบกับท่านทรงคุณวุฒิชุดนี้ที่อาจนำไปสู่เหว  ทั้งนี้ ต้องกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะสามารถตั้งกติกาให้กลับสู่ 10 ปีที่งานเดินไปข้างหน้าได้ หรือจะกลับไปเริ่มต้นกันใหม่ โดยให้การมีกรรมการเป็นกลไกอิสระ เพื่อเหมาะสมและสอดคล้องกับการทำงานอย่างจริงจัง

นพ.วิโรจน์  กล่าวว่า 10 ปี ที่ผ่านมา ได้มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาเป็นผู้ประเมินอิสระ โดยผลการประเมินเบื้องต้นพบว่าหลักประกันสุขภาพของไทยอยู่ภายใต้การจับตามองจากทั่วโลก เพื่อศึกษาปัจจัยความสำเร็จของไทยในเรื่องนี้

“ผลการศึกษาพบว่า หลักประกันสุขภาพ ของไทยให้การคุ้มครองประชาชน 47 ล้านคนได้อย่างดีที่สุดตั้งแต่ บาทที่ 1 ถึงบาทสุดท้าย เช่น มะเร็ง ผ่าตัดต้อกระจก ให้บริการครบถ้วน ทั้งผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยใน ไปจนอุบัติเหตุ ซึ่งเหตุนี้ส่งผลให้ครัวเรือนมีรายจ่ายด้านสุขภาพน้อยและ ทำให้คนจนลดลง ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับพื้นฐานของประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่สิทธิในกระดาษ แต่ สปสช. ทำให้เป็นจริงขึ้นมา โดยการจัดการในระบบบริการสุขภาพในอำเภอ ทั้งนี้  หลังสุดให้สิทธิผู้ป่วยไตวาย ทำให้ลึกลงไป ทำให้ผู้ป่วยจ่ายน้อยลง

นพ.วิโรจน์ กล่าวด้วยว่า เป็นการบรรลุการป้องกันไม่ให้คนจนลง และผลการประเมินค่อนข้างดีมีความเสมอภาค คือ คนจนใช้บริการมากกว่าคนรวย ซึ่งสิ่งที่ต่างประเทศขอคือให้รักษาความดี อย่าถอยหลังเข้าคลอง โดยไทยเป็นตัวอย่างที่ดีของโลก ทั้งนี้ ต้องคงไว้สิทธิประโยชน์เดิม และต้องวิจัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์อื่นๆเพิ่มเติม

 

 
วีทีอาร์-สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พศ. 2557

ดูวีทีอาร์ทางyoutube

Login Form



หนังสือน่าอ่าน

จำนวนผู้ออนไลน์

เรามี 981 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ :: The National Press Council of Thailand สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย :: Thai Broadcast Journalists Association สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย :: ISRA Institute Thai Press Development Foundation ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ :: Information Technology Press Club The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) thai society of environmental jounalists