สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Home

เกาะกระแสสื่อโลก

AddThis Social Bookmark Button


เลาะรั้วต่างแดน-Free Lebanon

AddThis Social Bookmark Button

เลาะรั้วต่างแดน-Free Lebanon

โดย อนุชา เจริญโพธิ์

ทันทีที่ทราบข่าวจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยว่าได้มอบหมายให้ผมในฐานะอุปนายกฝ่ายกิจการต่างประเทศเป็นตัวแทนไปเข้าร่วมประชุมใหญ่ครั้งที่ 16 ของ The International Freedom of Expression eXchange( IFEX) ที่เบรุต ประเทศเลบานอนระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม-3 มิถุนายน 2011 ความคิดแรกที่เข้ามาในสมองคือประเทศนี้ตั้งอยู่ตรงจุดไหนบนแผนที่โลก จากนั้นก็เปิดอินเตอร์เน็ตหาข้อมูลก็รู้ว่าประเทศนี้ตั้งในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ อยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีพรมแดนติดกับประเทศอิสราเอลและ ประเทศซีเรีย เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศส

ความคิดที่สองที่ตามมาคือถ้าไปแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะว่าเคยรู้มาว่าประเทศนี้เคยเผชิญกับภาวะสงครามกลาง กับประเทศอิสราเอลเมื่อครั้งในอดีตประกอบกับสถานการณ์ของประเทศรอบข้างอย่างเช่นลิเบีย ซีเรีย ตูนิเซีย หรือแม้กระทั่งอียิปต์ที่กำลังเกิดการจลาจลขึ้นในขณะนั้นอันเนื่องมาจากการขับไล่ผู้นำ จากนั้นก็เริ่มหาข้อมูลจึงพบว่าในปัจจุบัน เลบานอนได้พัฒนาประเทศจนเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การเงินศิลปะและวัฒนธรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้นับตั้งแต่อดีตไว้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี ค.ศ. 1975 – 1991 เลบานอนเคยตกอยู่ภายใต้ภาวะสงครามกลางเมือง มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอาหรับและกลุ่มคริสเตียนในเลบานอน ในที่สุด ทุกฝ่ายสามารถหาข้อยุติและร่วมกันพัฒนาฟื้นฟูประเทศหลังจากภาวะสงครามกลางเมืองอีกครั้งแต่กระนั้นก็ดีสถานการณ์ในประเทศก็ยังไม่สู้ดีนักโดยเฉพาะตามบริเวณแนวชายแดนเลบานอน และอิสราเอลที่อยู่ทางตอนใต้ยังคงมีเหตุการณ์ระเบิด และปะทะกันประปราย ระหว่างอิสราเอลและฮิซบุลลอหฺ ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่เชื่อว่ามีสมาชิกอยู่ในประเทศเลบานอน ยังผลให้กองกำลังสันติภาพของสหประชาชาติยังคงมีกำลังอยู่ในประเทศเลบานอน

ความคิดสุดท้ายแล้วทำไม IFEX ถึงเลือกมาจัดประชุมใหญ่ที่นี่ในปีนี้ประเทศที่คนค่อนโลกยังคิดว่าประเทศนี้ยังคงมีสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยอยู่ ประเทศที่ยังคงมีการใช้ความรุนแรงเหมือนกับประเทศต่างๆในภูมิภาคเดียวกัน ประเทศที่ยังคงความสุดโต่งเรื่องการนับถือศาสนาอิสลาม และประเทศที่ยังคงมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น จากนั้นผมก็เริ่มหาข้อมูลจึงพบว่าประเทศเลบานอนประกอบด้วยประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม และคริสต์ ตามสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน สถานการณ์ความรุนแรงในอดีตที่เคยเกิดขึ้น ในปัจจุบันแทบไม่เกิดขึ้นแล้วโดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างเบรุต การจำกัดสอทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนถือได้ว่าไม่ได้เป็นปัญหามากเพราะประเทศนี้มีรูปแบบการปกครองเป็นประชาธิปไตย และที่สงสัยว่าทำไมผู้จัดการประชุมถึงเลือกมาจัดที่นี่ก็เพราะต้องการให้สื่อมวลชนที่มาร่วมประชุมใหญ่ในครั้งนี้รู้จักเบรุต ประเทศเลบานอนในอีกมุมหนึ่งที่แทบไม่ค่อยได้มีใครมารู้จักและสัมผัส และให้ลบภาพเก่าๆในอดีต

IFEX ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติที่ดูแลในเรื่องของการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของกลุ่ม องค์กร ผู้ที่ทำงานทางด้านสื่อสารมวลชนมีสำหนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศแคนาดา ก่อตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ. 1992 ในปัจจุบัน IFEX มีสมาชิกที่เป็นองค์กรที่ทำงานทางด้านส่งเสริมสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนกว่า 80 องค์กรอยู่ทั่วโลก และ Thai Journalists Association (TJA) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของ IFEX ด้วย ที่ผ่านมาIFEX ได้ทำกิจกรรมมากมายร่วมกับสมาชิกองค์กรสื่อต่างๆทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมการให้ข้อมูลในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และการป้องกันไม่ให้สื่อมวลชนถูกละเมิด การสร้างเครือข่ายสื่อมวลชนในภูมิภาคเดียวกัน หรือระหว่างภูมิภาค การส่งเสริมการอบรม การทำการรณรงค์เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน รวมถึงการส่งเสริมและเป็นตัวกลางในการดำเนินการขอทุนจากประเทศต่างๆให้กับองค์กรสมาชิกมาดเนินการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องภายใต้การสนับสนุนของ IFEX นอกจากนั้นแล้ว IFEXยังเป็นองค์กรสื่อสากลที่ยังช่วยเป็นสื่อกลาง เป็นตัวประสานงานให้องค์กร แต่ละองค์กรที่อยู่ในแต่ละประเทศและแต่ละทวีปกระจายข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับเครือข่ายได้รับทราบบนพื้นฐานของการดูแลเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน

การประชุมใหญ่ IFEX ครั้งที่ 16ที่เบรุต ประเทศเลบานอนในครั้งนี้ผมได้เข้าร่วมฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่างๆในประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศไทย และกิจกรรมที่ทางสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ได้ทำไปในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในประเทศไทย ในแต่ละเวทีที่ผมสนใจและได้เข้าร่วม อย่างเช่นเวทีที่เกี่ยวกับสื่อออนไลน์ที่พูดถึงแนวโน้มของสื่อออนไลน์ที่เข้ามาช่วยในการรายงานข่าวสาร รวมถึงปัญหาที่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์พบโดยทั่วไปจากการใช้สื่อออนไลน์ ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเวทีที่เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากมีการใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมาควบคุมสิทธิเสรีภาพของการใช้สื่อออนไลน์อินเตอร์เน็ตของทั่วโลก ซึ่ง ประเทศไทยในปัจจุบันกำลังประสบปัญหาดังกล่าวอยู่ โดยส่วนใหญ่แล้วในที่ประชุมเห็นว่ารัฐบาลออกกฎหมายประเภทดังกล่าวก็เพื่อต้องการควบคุมและริดลอนสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชนและประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น และเวทีที่สนุกและน่าสนใจอีกเวทีหนึ่งก็คือผมได้เข้าร่วมฟังและทำเวิร์คชอปเกี่ยวกับ Universal Periodic Review (UPR) อันเป็นกลไกหนึ่งของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Right Council: UNHRC) เพื่อการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ และประเทศไทยจะถูกตรวจสอบจากกลไกดังกล่าวในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

เกี่ยวเนื่องกันเป็นเวทีที่เกี่ยวกับการส่งเสริมให้มีการรณรงค์ให้เอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Campaign Against Impunity เพราะพบว่าในปัจจุบันสื่อมวลชนในประเทศต่างๆมากมาย ถูกสังหาร ถูกขู่ฆ่าจากผู้มีอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลประเทศนั้นๆก็ยังไม่สามารถที่จะเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ ไม่ไกลจากประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ คดี Ampatuan เป็นคดีสังหารหมู่นักข่าวและนักการเมืองท้องถิ่น 58 ศพเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2009 จนถึงปัจจุบันแม้จะรู้ตัวผู้กระทำผิดและกำลังมีการพิจารณาคดีอยู่ในชั้นศาลแต่ทางผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยังมีความรู้สึกว่าผู้ต้องหาในคดีนี้จะหลุดจากคดีก็เป็นไปได้เพราะเป็นผู้มีอำนาจ อันเนื่องมาจากคดี Ampatuan ที่คนทั่วโลกรู้จักในที่ประชุมจึงมีมติกำหนดให้วันที่ 23 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวัน Against Impunity Day โดยให้ทางสมาชิกองค์กรของ IFEX ที่มีอยู่ทั่วโลกไปดำเนินกิจกรรมรณรงค์ตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะองค์กรสื่อและตัวแทนสื่อที่เข้าร่วมที่มาจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้พูดคุยถึงมติดังกล่าวและพร้อมที่จะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป

 

BNI press release- "Fighting on the Sino-Burma Border: A case study of how Naypyidaw is defeating its own goals".

AddThis Social Bookmark Button

BNI press release- "Fighting on the Sino-Burma Border: A case study of how Naypyidaw is defeating its own goals".

On behalf of BNI, we are pleased to inform our press release on "Fighting on the Sino-Burma Border: A case study of how Naypyidaw is defeating its own goals".

On June 9, the rising tensions between the Kachin Independence Organization/ Kachin Independence Army (KIO/ KIA) and Naypyidaw that began two years earlier, when the former together with other ceasefire groups were demanded to become militias run by the latter, came to a head with the outbreak of heavy fighting at Bum Sen, near the Sino-Burma border.

The incident marked the 4th in a series of broken ceasefire pacts: first, with Kokang in 2009, second with the Democratic Karen Buddhist Army (DKBA) last year, and third, with the Shan State Army (SSA) “North” last March.

The latest fighting once again demonstrates that without changing the psyche of the present Burmese leaders, a change of form and clothes will do nothing to promote the regime’s avowed Three Causes:

Non-disintegration of the Union
Non-disintegration of National Solidarity
Perpetuation of National Sovereignty

A well-known Burmese saying has counseled that when something could be bored with a needle, a chisel should never be used. However, this adage has gone against the grain of the Burmese military leaders who think there is no honor in boring something with a needle, when a chisel could be used.

Victory over the non-Burmans, who constitute 40% of Burma’s population and whose lands make up 60% of the country’s total area, could be won by give-and-take, as shown by the British and later in 1947 by Aung San, the father of Burma’s democracy icon.

Unfortunately, both for the people of Burma and its neighbors, his successors have been schooled only in “take and take”, that is, winning objectives by force, and not in “give-and-take”.

The presentation by Kachin News Group (KNG) therefore is not only to report what has take place so far in the Kachin areas, but also to clarity that as long as force is being used as the first and last resort by the regime, a strong and friendly Union of Myanmar, the declared ideal of the regime, will never become a reality.

The press conference is to be held:
Date: June 20, 2011
Time: 14:00 pm

Venue: Thia Journalist Association (TJA), BKK
For more details about the conference, please contact Khin Maung Shwe:
Tel: + 66 84 722 5988
Email: <secretary.bni@gmail.com>
--
Yours,
In peace

Khin Maung Shwe
Development Secretary
BNI
+ 66 84 722 5988

 

เนื้อจระเข้ไทยดังถึงเมืองจีน

AddThis Social Bookmark Button

เนื้อจระเข้ไทยดังถึงเมืองจีน


คอลัมส์ ณ ริมคลองประปา หนังสือพิมพ์มติชน (วันที่ 25 ธันวาคม 2553)

โดย ประสงค์  เลิศรัตนวิสุทธิ์


อย่างที่บอกไว้แล้วว่า การไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในนามสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ครั้งนี้ตระเวนไปหลายเมืองทั้งในมณฑลซานตง และมณฑลเหลียวหนิง ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหมือใกล้กับคาบสมุทรเกาหลี

นอกจากเมืองซิงเต่าซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของซานตงและเป็นที่รู้จักกันดี เพราะใช้เป็นชื่อยี้ห้อเบียร์เก่าแก่อายุกว่า 100 ปีของจีน ซึ่งถือกำเนิดที่เมืองนี้ เมื่อปี ค.ศ. 1903 แล้ว

เยียนไถ (Yantai บางคนก็อ่านว่าเอียนไถ) เป็นเมืองตากอากาศและแหล่งท่องเที่ยวเพราะมีอากาศดีตลอดทั้งปีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส

คำว่า “เยียนไถ” แปลว่า หอคอยแห่งควัน ซึ่งมีการสร้างหอคอยหรือประภาคารอยู่บนแหลมริมทะเล เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยจากโจรสลัดญี่ปุ่นในอดีตเป็นเมืองที่มีท่าเรือประมงใหญ่ที่สุดของมณฑลและอุตสาหกรรมใหญ่อันดับสองรองจากซิงเต่า

อุตสาหกรรมที่ขึ้นหน้าชึ้นตาที่สุดคือ การผลิดไวน์ที่เป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของจีนมี อายุกว่า 100 ปี ชื่อไวน์จางอี้เป็นบริษัทที่ใหญ่ติดอันดับ 5 ของโลก

สำนักข่าวแห่งประเทศจีน อ้างด้วยว่าเมือนเยียนไถ เป็นเมืองแห่งองุ่นและไวน์ระดับสากลเพียงหนึ่งเดียวในเอเชีย อีกทั้งได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 7 ชายหาดทองแห่งองุ่นของโลก มีพื้นที่การเพาะปลูกกว่า 200,000 โหม่ว หรือประมาณ 83,000 ไร่ ผลิตไวน์ได้ปีละกว่า 8,000 ล้านหยวนหรือกว่า 40,000 ล้านบาท

ดูเหมือนว่า ทางการจีนภาคภูมิใจในบริษัทผลิตไวน์แห่งนี้มาก มีระดับผู้นำอย่างเจียง เจ๋อ หมิงมาเยือนและมีพิพิธภัณฑ์การผลิตไวน์ของบริษัทในอาคารเก่าใหญ่โตกลางเมืองซึ่งคณะของเราได้ไปเยี่ยมชมและซิมไวน์มาด้วย ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตในสมัยโบราณ มีห้องใต้ดิน และถังไม้โอ๊คขนาดยักษ์สำหรับหมักไวน์ให้ผู้คนได้ชม

เนื่องจากเป็นเมืองตากอากาศ จึงมีสถานที่เที่ยวชมริมทะเลหลายแห่ง แค่ที่พักของคณะเราชื่อตงซัน เกสต์เฮาส์  ซึ่งเป็นที่พัก สำหรับแขกของทางการก็ยังตั้งอยู่ริมทะเล ในยามเช้าเดินหน้าออกมาด้านหน้าก็เห็นท่าเรือที่สร้างยื่นออกไปสำหรับประชาชน ใช้พักผ่อนทอดสงบนิ่งอยู่อย่างสวยงาม

นอกจากนั้น ยังมีเผิงไหลซึ่งเป็นเมืองท่าย่อยของเยียนไถ เคยเป็นฐานทัพเรือสมัยราชวงศ์หมิงมีป้อมโบราณ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของเผิงไหลด้วย

ที่นี่ยังเป็นเมืองท่าแห่งแรกในมณฑลซานตงที่เปิดให้ต่างชาติเข้ามาค้าขายได้ในช่วง 150-200 ปีก่อน และยังเป็นเมืองตำนานเรื่อง 8 เซียนข้ามสมุทรอันโด่งดัง

มีการสร้าง “อุทยานวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์จีน” ขึ้นมาอย่างใหญ่โต และรวบรวมศิลปะที่ทำจากหยก ไม้ดึกดำบรรพ์ที่กลายเป็นหิน ภาพวาด ฯลฯ ไว้มากมาย แม้เวลาจำกัด แต่คณะของเราก็ทึ่งกับฝีมือทางด้านศิลปะโดยเฉพาะการแกะสลักไม้ขนาดใหญ่

ในช่วงกลางวันคณะของเราไปรับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารแห่งหนึ่งเต็มไปด้วยอาหารทะเลสดๆ และอาหารพื้นเมืองที่กินกันจนเกิดพิกัดทุกมื้อ ซึ่งเป็นธรรมเนียมการต้อนรับของจีน

หลังรับประทานเสร็จ คณะของเราสายตาเหลือบไปเห็นโฆษณา ขายเนื้อจระเข้จากฟาร์มจระเข้สมุทร ปราการของไทยที่เสากลางภัตตาคาร แต่มีรูปหญิงสาวที่ดูเหมือนใส่ชุดนางรำ แต่ไม่มีเสื้อผ้าปกปิดร่างกาย ทำให้พูดกันเล่นๆว่า โฆษณาชิ้นนี้ต้องการขายเนื้อจระเข้หรือ เนื้อนมไข้กันแน่

การท่องเที่ยวแห่งเมืองเยียนไถให้ข้อมูลว่า ทางการเยียนไถพยายามทุ่มเทในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ มีการสร้างเมืองขนาดใหญ่ชื่อ หนานซัน มีทั้งนิคมอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย มหาวิทยาลัยโรงแรมขนาดใหญ่ แหล่งท่องเที่ยว สามารถรองรับประชากรได้ถึง 100,000 คน

ที่โดดเด่นที่สุดคือ อุทยานศาสนาวัฒนธรรมหนานซัน ที่มีพระพุทธรูปสร้างด้วยบรอนซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูง 38.66 เมตร หลัก 380 ตัน ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง และพระพุทธรูปหยกขาวสูง 13.66 เมตร หลัก 660 ตันประดิษฐานอยู่ในวิหาร

ในแต่ละปี มีพุทธศาสนิกชนไปนมัสการนับแสนคนซึ่งแหล่งท่องเที่ยวประเภทนี้ถูกจริตนักท่องเที่ยวไทยมาก

แต่น่าเสียดาย แม้มีบริษัททัวร์ไทยจัดนำเที่ยวไปที่มณฑลซานตงบ้านแต่ก็น้อยมานักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่จึงเป็นชาวเกาหลีและญี่ปุ่น

ประสงค์  วิสุทธิ์

 

นินทาสื่อโลก มิย 53_บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

AddThis Social Bookmark Button

นินทาสื่อโลก มิย 53

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

*****ข่าวดีต้อนรับประธานาธิบดีเบนิโญ"นอยนอย"อาคีโน ขวัญใจสื่อและชาวตากาล็อกฟิลิปปินส์ ก็คือการประกาศจะเร่งสอบสวนเพื่อกระชากตัวบงการสังหารหมู่นักข่าวกว่า 20 คนที่เกาะมินดาเนาเมื่อปลายปีที่แล้วมาลงโทษให้ได้ ข่าวร้ายก็คือกระบวนการเย้ยฟ้าท้ากฎหมายในประเทศนี้ยังรุ่งโรจน์สุดๆ ล่าสุดนักข่าวถูกฆ่าติดๆกันถึง 3 รายในรอบสัปดาห์ ตอกย้ำภาพของประเทศนี้ว่าเป็นประเทศที่อันตรายมากที่สุดแห่งหนึ่งของอาชีพสื่อมวลชน ซึ่งชอบขุดคุ้ยนักการเมืองมาเฟียระดับท้องถิ่นที่ฉ้อโกงทุกรูปแบบ เท่ากับว่านับตั้งแต่ปี 2529 ซึ่งเป็นปีที่สิ้นสุดยุคเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส มีนักข่าวถูกสังหารแล้ว 140 ราย

 

*****สถานีข่าวยักษ์ใหญ่ของตะวันตก อาทิ ซีเอ็นเอ็นและบีบีซี ที่กำลังก้าวสู่ยุคตกต่ำเมื่อระดับความน่าเชื่อของข่าวมีแต่ลดลงตามลำดับ โดยเฉพาะในช่วงการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ กำลังเจอศึกหนักกระหน่ำซ้ำเติม เมื่อไชนา เน็คเวิร์ก คอร์ป(ซีเอ็นซี )ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักข่าว “ซินหัว” ได้ฤกษ์เปิดตัว"สถานีข่าวภาคภาษาอังกฤษ"เป็นครั้งแรก เพื่อนำเสนอข่าวคราวและความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์โลกในมุมมองของมังกรจีนและหรือของชาวเอเชียบ้าง

 

*****ข่าวดีในวันสื่อมวลชนโลกประจำปีนี้ก็คือคณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อการพัฒนาร่วมกับกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดนและสมาคมหนังสือพิมพ์โลกได้จัดประกวดบทความข่าวเชิงพัฒนาเพื่อชิงรางวัลลอเรนโซ นาตาลีในหัวข้อที่เกี่ยวกับการพัฒนา ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน เพื่อ๙ซญกระตุ้นให้ประชาชนเพิ่มความตระหนักณุ๋ถึงความสำคัญของนโยบายการพัฒนา อย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่การต่อสู้กับความยากจน

 

*****ด้านกลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ได้ใช้วันเสรีภาพสื่อโลก ประกาศ 40 รายชื่อ " นักล่าสื่อมวลชนที่เลวร้ายที่สุดของโลก" ซึ่งมีทั้งนักการเมือง  ผู้นำศาสนา ขบวนการค้ายาเสพย์ติดและกลุ่มติดอาวุธ ที่ใช้การเซ็นเซอร์ การจับกุมคุมขัง การลักพาตัว การทรมานหรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็คือฆาตกรรมผู้สื่อข่าว โดยในรายชื่อผู้ล่าเหล่านี้ มีบุคคลระดับประธานาธิบดี 17 คน และผู้นำรัฐบาลหลายคน ส่วนใหญ่เป็นคู่แข่งหรือเป็นปรปักษ์กับสหรัฐแทบทั้งสิ้น สำหรับผู้ล่าหน้าใหม่ ที่เพิ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีเป็นครั้งแรก รวมไปถึงมุลเลาะห์ โอมาร์ ผู้นำตาลีบัน เนื่องจากการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์มีผลโดยตรงต่อการทำหน้าที่ของสื่อท้องถิ่น โดยการโจมตีราว 40 ครั้งของตาลีบัน เมื่อปี 2552 ล้วนแต่มีเป้าหมายไปที่สื่อ

 

*****ฟรีดอม เฮาส์ กลุ่มสังเกตการณ์ ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากการบริจาคของเอกชนและรัฐบาลตะวันตก ได้เผยผลสำรวจเสรีภาพสื่อไทย-สื่อโลก ประจำปี 52  ปรากฎว่าตกต่ำเกือบทุกภูมิภาค ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8  โดยบรรดาประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่ ทั้งไทย และเม็กซิโก ต่างเผชิญกับความผันผวนทางการเมืองหรือความรุนแรงด้านยาเสพติด ขณะที่จีนและรัสเซียเพิ่มมาตรการคุมเข้มการนำเสนอข่าว เท่ากับว่าขณะนี้มีประชาชนเพียง 1 ใน 6 คนในโลกที่อยู่ในประเทศที่มีเสรีภาพด้านข่าว

 

*****พอบ้านเมืองวิกฤติ ภาพลักษณ์ของสื่อไทยก็พลอยวิกฤติไปด้วย หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรีบด่วนสรุปทันทีว่าในมุมมองของนักข่าวต่างชาติแล้วขณะนี้กรุงเทพฯมีชื่อติดอันดับต้นๆ ของประเทศที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของคนในวิชาชีพสื่อ เนื่องจากมีช่างภาพนักข่าวเสียชีวิต2 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 7 คนระหว่างทำข่าวความวุ่นวายการปะทะกัน 2 เดือนที่ผ่านมา  ทั้งนี้สถิติของนักข่าวช่างภาพที่เสียชีวิตระหว่างทำข่าวทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี สูงสุดที่ปากีสถาน ตาย 3  ไนจีเรียตาย 2  โซมาเลีย แคเมอรูน แองโกลา เม็กซิโก อัฟกานิสถาน อิรัก เยเมน ตายประเทศละ 1 คน

 

*****หนังสือพิมพ์ทั่วทุกมุมโลกกำลังถูกบีบให้ต้องปฏิวัติตัวเองให้เข้ากับโลกยุคอินเตอร์เนต ซึ่งต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดกับการทดลองของ 2 สื่อในอังกฤษ แนวทางแรกเป็นของบริษัท นิวส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ของเจ้าพ่อสื่อ รูเพิร์ท เมอร์ด็อกที่เริ่มเก็บเงินสำหรับคอนเทนท์ต่างๆ บนเว็บไซต์หนังสือพิมพ์

เดอะไทม์ส และซันเดย์ ไทม์ส โดยถ้าเป็นรายวัน จะคิดวันละ 1 ปอนด์ หรือราว50 บาท แต่ถ้าเป็นรายสัปดาห์ จะเสียแค่ 2 ปอนด์

แนวทางที่ 2 อาจเลียนแบบหนังสือพิมพ์อีฟนิ่ง สแตนดาร์ดที่เปลี่ยนตัวเองเป็นหนังสือพิมพ์แจกฟรีตามสถานีรถไฟจากราคาปกที่เคยตั้งไว้ฉบับละ 50

เ พนนี การปรับเปลี่ยนนี้ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการวางจำหน่ายลงจาก 30 เหลือแค่ 4 เพนซ์ต่อฉบับ  และทำให้ยอดคนอ่านพุ่งขึ้นจาก 5 แสนรายเป็น 1.3 ล้านราย

 

*****ประธานกรรมการบริหารวอชิงตัน โพสต์ บริษัทแม่ของนิตยสารนิวส์วีก

หนึ่งในนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ที่ดีที่สุดของสหรัฐ ยอมรับอย่างหน้าชื่นอกตรมว่ากำลังเฟ้นหาผู้เหมาะสมที่จะเข้ามาซื้อกิจการของนิตยสารฉบับนี้ ซึ่งประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักทั้งจากอินเทอร์เน็ต และภาวะเศรษฐกิจถดถอย  จนต้องลดยอดการพิมพ์ลงเหลือแค่ 1.5 ล้านฉบับ รวมทั้งเริ่มปลดพนักงาน

 

*****นักข่าวอิตาลีราว 2,000 คนได้พร้อมใจกันสวมตะกร้อปากระหว่างชุมนุมประท้วงเพื่อเป็นสัญลักษณ์คัดค้านการออกกฎหมายที่ห้ามตำรวจดักฟังโทรศัพท์และห้ามสื่อตีพิมพ์เผยแพร่เนื้อหาที่ได้จากการดักฟัง ในร่างกฎหมายปิดปากที่จำกัดเสรีภาพสื่อนี้ได้กำหนดลงโทษปรับสำนักพิมพ์เป็นเงินกว่า 450,000 ยูโร และนักข่าว 20,000 ยูโรหากฝ่าฝืน ส่วนผู้ที่บันทึกเสียงหรือถ่ายภาพบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจได้รับโทษจำคุก

 

*****แลร์รี คิง พิธีกรชื่อดังของสหรัฐวัย 76 ปี ตัดสินใจยุติการทำรายการสัมภาษณ์คนดังในช่วงภาคค่ำกับทางสถานีโทรทัศน์ ซีเอ็นเอ็นในปลายปีนี้ แล้วหลังดำเนินรายการมานานถึง 25 ปี โดยได้สัมภาษณ์บุคคลดังหลากหลายอาชีพ เช่น นักการเมือง ดารา คนดังหรือคนเป็นข่าวดังหรืออื้อฉาวมากถึงเกือบ 50,000 ครั้งในช่วง 53 ปีของอาชีพพิธีกร จนได้รับการบันทึกในสถิติของกินเนส บุ๊ค ออฟ เวิลด์ เรคคอร์ด ในฐานะรายการที่ออกอากาศยาวนานที่สุดกับสถานีโทรทัศน์แห่งเดียวในช่วงเวลาเดียวกันตลอด

 

*****นายอีริค ชมิดท์ ซีอีโอของกูเกิลให้แนะนำคณะบรรณาธิการข่าวที่กล่าวหากูเกิลระหว่างการประชุมสมาคมบรรณาธิการข่าวแห่งสหรัฐว่าเป็นตัวการแย่งชิงเม็ดเงินก้อนใหญ่ไปจากเวบไซต์ของหนังสือพิมพ์ ว่าธุรกิจสื่อจะต้องยื่นมือเข้าหาผู้อ่านผ่านเทคโนโลยี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ เปลี่ยนเนื้อหาผ่านอุปกรณ์ไร้สายอย่างเช่นคินเดิลของอะเมซอน ดอท คอมหรือไอแพดของแอปเปิล หรือสมาร์โฟนแอนดรอยด์ของกูเกิลเอง

 

*****  ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย นีลเส็น บริษัทวิจัยด้านสื่อ สำรวจพบว่า ชาวออสเตรเลียแค่ 28% ที่ยินดีจ่ายเงินเพื่ออ่านหนังสือพิมพ์บนเว็บไซต์ โดยมีผู้บริโภคเพียง 1% เท่านั้น ที่เคยจ่ายเงินเพื่ออ่านข่าวที่มีบนอินเทอร์เน็ต

เท่านั้น และ 4% เคยจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงคอนเทนท์ของหนังสือพิมพ์ออนไลน์

 

*****ขณะที่ศูนย์วิจัยพิวของสหรัฐ เผยผลสำรวจพฤติกรรมการรับสื่อด้านข่าวของผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน พบว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อด้านข่าวอันดับ 3 รองจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น และสถานีโทรทัศน์ระดับประเทศ โดยร้อยละ 78 รับข่าวสารจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น ร้อยละ 73 รับข่าวสารจากสถานีโทรทัศน์ข่าวระดับประเทศเช่น ซีบีเอส ซีเอ็นเอ็น และฟอกซ์ ขณะที่ร้อยละ 61 รับข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต อีกร้อยละ 54 รับฟังจากรายการวิทยุ ร้อยละ 50 เผยว่าอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และอีกร้อยละ 17 อ่านหนังสือพิมพ์ระดับประเทศ

 

*****สูงสุดคืนสู่สามัญ ในเมื่อโลกนี้ไม่มีอะไรที่จิรังยั่งยืน หนังสือพิมพ์เลอ มังด์ หนังสือพิมพ์ทรงอิทธิพลของฝรั่งเศสมานานกว่า 66 ปีและเป็นผู้สร้างตำนานหนังสือพิมพ์ที่ยึดมั่นในความเป็นอิสระไม่ยอมจำนนให้กับกองทัพนาซีที่ยึดครองฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนกับสื่ออื่นๆ ก็กำลังจะมาถึงฉากสุดท้ายเฉกเช่นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ที่ประสบภาวะวิกฤติการเงิน ระหว่างนี้ก็เปิดเจรจาต่อรองกับนายทุนต่างชาติที่สนใจเข้ามาซื้อกิจการ

 

*****บรรดาคนดังในแวดวงต่างๆรวม 158 คน รวมถึงศิลปินฮิปฮอป นักแสดงชาวอินเดีย  และแชมป์โลกมวยรุ่นเวลเตอร์เวต ได้ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกส่งถึงหนังสือพิมพ์ เดอะการ์เดี้ยน เรียกร้องให้สถานีโทรทัศน์วิทยุบีบีซี ระงับแผนที่จะปิดสถานีวิทยุ เอเชี่ยน เน็ตเวิร์ค  และสถานีวิทยุเกี่ยวกับดนตรีอีก 6 แห่งในปีหน้า เพื่อโยกงบประมาณไปทุ่มให้กับสื่อออนไลน์มากขึ้น โดยให้เหตุผลว่าบีบีซีนั้นเติบโตมาพร้อมกับภาคภูมิใจในการนำเสนอในเรื่องของความแตกต่างและภายใต้แนวคิดดังกล่าว

 

***** นายอเล็กซานเดอร์ เลเบเดฟ มหาเศรษฐีรัสเซียผู้เป็นอดีตสายลับเคจีบีได้ซื้อหนังสือพิมพ์"ดิ อินดิเพนเดนซ์"ของบริษัท "อินดิเพนเดนท์ นิวส์ แอนด์ มีเดีย พีแอลซี" (ไอเอ็นเอ็ม) ของอังกฤษด้วยเงิน แค่ 1 ปอนด์ (ราว 48 บาท) โดยเมื่อปีที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ฉบับนี้มีผลประกอบการขาดทุน 12.4 ล้านปอนด์(ราว 595 ล้านบาท)

 

*****ทางการมาเลเซียได้สั่งระงับการต่อใบอนุญาตการพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ซอรา คีดิลันของนายอันวาร์ อิบรอฮิม หัสหน้าพรรคฝ่ายค้านใหญ่อ้างว่าขัดต่อกฎหมายการพิมพ์กรณีประโคมข่าวว่าหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลกำลังจะล้มละลาย ขณะที่หนังสือพิมพ์โต้ว่ากำลังละเมิดสิทธิเสารีภาพสื่อ

 

*****ศึกนี้คงยืดเยื้อไปอีกหลายยก ตราบใดที่รอยแค้นที่สั่งสมมานานยังไม่ได้รับการสะสาง จึงเป็นเรื่องไม่แปลกใจแต่อย่างใด ที่ศาลเวเนซูเอลลาได้ออกหมายจับนายกิลเลอร์โม ซูลัวกา เจ้าของสถานีโทรทัศน์ "โกลโบวิชั่น" ที่ยังวิจารณ์ประธานาธิบดีชาเวซ ฮิวโก อย่างไม่หยุดยั้ง แม้จะถูกปิด ถึงยึดใบอนุญาตมาหลายครั้งแล้วก็ตาม ด้วยข้อหาแอบสะสมรถโตโยต้าคันใหม่เอี่ยมถึง 24 คันในบ้านพัก ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย ไม่ทราบว่าเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อตรงไหน

 

นินทาสื่อโลก

AddThis Social Bookmark Button

นินทาสื่อโลก
โดย บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

*****คณะกรรมการเสรีภาพสื่อโลก (ดับเบิลยูพีเอฟซี)
ได้เผยผลการสำรวจกฎหมายหมิ่นประมาทใน 58 ประเทศทั่วโลกพบว่าจุดประสงค์ของประเทศต่างๆในการนำกฎหมายหมิ่นประมาทมาใช้กับสื่อนั้นแม้จะแตกต่างกันบ้าง แต่ก็มีข้อเหมือนกันตรงที่รัฐพร้อมใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือในการปกป้องตัวเอง และเพื่อจะข่มขู่และตอบโต้ภายใต้ข้ออ้างว่าจะสร้างความเสียหายให้กับรัฐหรือหน่วยงานต่างๆ จนอาจนำมาซึ่งการเซนเซอร์ข่าวภายใต้ข้ออ้างว่าบ่อนทำลายความมั่นคงหรือสร้างความแตกแยกทางศาสนาหรือในวงสังคม ที่น่าวิตกมากกว่านั้นพบว่าการณรงค์ของดับเบิลยูพีเอฟซีเพื่อให้รัฐแก้ไขหรือยกเลิกการใช้กฎหมายนี้กับสื่อปรากฎว่าล้มเหลว ไม่มีอะไรคืบหน้าแม้แต่น้อย

*****ขณะที่นักข่าวพลเมืองหรือนักข่าวออนไลน์กำลังเป็นอาชีพใหม่ยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ไฟแรง ซึ่งพยายามเสาะแสวงหาข่าวมารายงานด้วยใจมุ่งมั่นโดยหารู้ไม่ว่าเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน จากสถิติจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว เปิดเผยว่ามีนักข่าวออนไลน์ทั่วโลกอย่างน้อย 56 รายถูกรัฐบาลหลายประเทศรวมไปถึงเกาหลีเหนือและอิหร่าน จับเข้าซังเต เนื่องจากละเมิดกฎหมาย ขณะที่น.ส.ซูซาน แมคไบรด์ ผู้ช่วยคณบดีคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย คอลเลจ ชิคาโก และผู้ร่วมก่อตั้งเว็บข่าวพลเมือง ChicagoTalk.org ให้ความเห็นว่า แนวโน้มที่นักข่าวพลเมืองหรือนักข่าวออนไลน์ผ่านสื่อใหม่ เช่น บล็อก เว็บเครือข่ายสังคม (โซเชียลเน็ตเวิร์คกิ้ง) จะเสี่ยงต่อการถูกจับกุมมีมากขึ้น เนื่องจากสื่ออินเทอร์เน็ตเปิดกว้างให้รายงานข่าวได้อิสระ เปิดช่องใส่ความเห็น-พาดพิงบุคคลอื่น จึงง่ายต่อการละเมิดกฎหมาย

*****ขอแสดงความยินดีกับนักข่าว 5 คนจากโซมาเลีย ศรีลังกา ตูนีเซียและอาเซอร์ไบจัน ที่ได้รับรางวัลเสรีภาพสื่อระหว่างระหว่างประเทศประจำปีนี้จากคณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว(ซีพีเจ)  ถือเป็นรางวัลเกียรติยศอันทรงคุณค่าที่จะมอบให้กับนักหนังสือพิมพ์ผู้กล้ายืนหยัดปฏิบัติหน้าที่โดยไม่หวาดหวั่นกับการข่มขู่คุกคาม และการเซนเซอร์ เพื่อจะปกปักไว้ซึ่งเสรีภาพสื่อในประเทศนั้นๆ

*****ถึง ที่สุดของที่สุดในการเอาตัวรอด ตอนนี้หนังสือพิมพ์ทั่วแดนดินถิ่นอินทร์หงอยอเมริกาซึ่งเผชิญกับวิกฤติราย ได้จากโฆษณาและยอดขายหดหายไปมาก นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งอเมริกาจึงแถลงต่อคณะกรรมาธิการร่วมรัฐสภาวิงวอน ขอให้รัฐช่วยในรูปของการคืนภาษีกำไรย้อนหลังจากที่เคยจ่ายเมื่อต้นทศวรรษนี้ นอกเหนือจากยินยอมให้เจ้าของสื่อสามารถปรับปรุงระบบการจัดเก็บเงินสำรอง เลี้ยงชีพ เพื่อให้หนังสือพิมพ์พอจะมีเงินสดหมุนเวียนจะได้ไม่มีการลอยแพนักข่าวมาก ขึ้นไปอีกในปีหน้า แต่ก็ยืนกรานไม่ต้องการให้รัฐยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทางการเงินเหมือนกับที่ เข้าไปช่วยประคองสถานการณ์ของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ เนื่องจากเกรงว่ารัฐจะฉวยโอกาสเข้าไปแทรกแซงกระบวนการผลิตข่าวจนไม่มีอิสระ หรือตกเป็นเครื่องมือของรัฐโดยปริยาย

*****ในเมื่อเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ ถูกจำกัด จึงไม่น่าสงสัยแม้แต่น้อยว่าเหตุใดชาวมาเลเซียจึงหันไปอ่านข่าวจากอินเทอร์เน็ตแทนหนังสือพิมพ์มากขึ้น ผลักดันให้มีเว็บข่าวผุดขึ้นถึง 8 แห่งภายใน 2 ปี เท่านั้น โดยมีทั้งเว็บข่าวภาคภาษาจีน ภาษามาเลย์ และภาษาอังกฤษ  บางเว็บมีคนเปิดเข้าไปใช้บริการมากถึงเดือนละ 2 ล้านครั้ง เพราะเชื่อว่าข่าวมีความน่าเชื่อถือมากกว่าหนังสือพิมพ์ ที่อยู่ในความควบคุมของทางการ แถมยังมีจุดเด่นตรงที่ประหยัด สะดวก และรวดเร็วทันเหตุการณ์ เป็นเหตุให้ยอดขายหนังสือพิมพ์รายวันจึงมีแต่ลดลงตามลำดับ

*****นับวันปิศาจร้ายในคราบของระบบทุนนิยมที่ฝังตัวลึกอยูในแวดวงสื่อสารมวลชนก็ยิ่งสำแดงฤทธิ์จนน่ากลัวมากขึ้นทุกที  ถึงขนาดทำให้นายวอลเลซ ซูซ่า  พิธีกรชื่อดังในรายการโทรทัศน์และอดีตสมาชิกสภารัฐอามาโซนาส บราซิล  ซึ่งอยากจะเริ่มเรตติ้งรายการของตัวเอง จนกล้าบงการให้ฆ่าคู่แข่งทางการค้ายาเสพติดแล้วให้ทีมงานในรายการทีวี "กานัล ลิฟเร่" รีบรุดไปถึงที่เกิดเหตุ จากนั้นรีบบันทึกภาพสะเทือนขวัญแล้วนำออกอากาศทางรายการทันที สมแล้วที่จะถูกตำรวจจับนอกเหนือจากถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกสภา

***** ผิดกับที่แดนเสรีอเมริกา การแข่งขันเพื่อให้ได้ข่าวเดี่ยวหรือข่าวเจาะพิเศษทวีความดุเดือดมากขึ้น ถึงขั้นแอบจ่ายเงินนับพันๆดอลลาร์ให้กับแหล่งข่าวเพื่อขอสัมภาษณ์เดี่ยว ซึ่งแม้จะไม่ผิดกฎหมายแต่ผิดจรรยาบรรณสื่อซึ่งปรกติแล้วหนังสือพมพ์ต่างๆจะไม่ทำกัน แต่ทำไงได้เมื่ออยากได้ข่าวเดี่ยวแถมแหล่งข่าวก็นกรู้ขอเงินตอบแทน  ค่านิยมผิดๆนี้ก็เริ่มมีมากขึ้นจนน่าวิตก

***** อับอายขายขี้หน้าไปทั้งโลกา
แถมยังทำให้แวดวงสื่อสารมวลชนในประเทศถูกลดทอนความน่าเชื่อถืออันเป็นหัวใจสำคัญในความอยู่รอดของวงการนี้ เมื่อหนังสือพิมพ์มอสคอฟสกี คอมโซโมเล็ตส์ หนังสือพิมพ์หัวสีชื่อดังในรัสเซียต้องออกแถลงการณ์พิเศษขอโทษขอโพยกรณีตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ประธานาธิบดีแห่งอดีตเครือรัฐอาร์เมเนีย โดยอ้างว่าเป็นสัมภาษณ์พิเศษระหว่างเข้าพบผู้นำอาร์เมเนียที่ทำเนียบรัฐบาล แต่จริงๆแล้วประธานาธิบดีอาร์เมเนียไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด เป็นเรื่องของบรรณาธิการเวรข่าวในวันนั้นปั้นข่าวขึ้นมาเองโดยดัดแปลงบทถามตอบก่อนหน้าซึ่งปรากฎเป็นเอกสารของทางราชการ

*****ถึงจะอายุแค่ 36 ปี เจมส์ เมอร์ด็อก ลูกชายสุดรักของรูเพิร์ต เมอร์ด็อก ราชาสื่อโลก ก็กล้าท้าชนตรงๆกับบีบีซีแห่งอังกฤษว่าเป็นตัวคุกคามความเป็นอิสระของวงการสื่อสารมวลชน เนื่องจากอยู่ได้ด้วยเงินอุดหนุนจากรัฐและจากหน่วยงานหลายแห่งรวมไปถึงจากผู้บริโภคที่ต้องจ่ายภาษีทางอ้อม ถ้าเก่งจริงก็ต้องกระโจนเข้าสู่ตลาดการแข่งขันที่ดุเดือดเผ็ดมันประเภทใครดีใครอยู่ โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงที่วงการสื่อทั่วทุกมุมโลกไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ต่างประสบคลื่นมรสุมยักษ์จนล้มหายตายจากไปก็มาก ที่อยู่ก็ได้แต่ประคองตัวเองให้รอดไปวันๆเท่นั้น

****** ไม่รู้ว่า "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง"
หรือเปล่า แดนดินถิ่นอินทรีผยองถึงแสดงความวิตกกังวลกรณีประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลา สั่งปิดสถานีวิทยุ 32 แห่งและสถานีโทรทัศน์อีก 2 แห่งซึ่งเป็นหัวหอกในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เนื่องจากไม่ยอมต่ออายุสัญญาหลังจากปล่อยให้สัญญาหมดวาระ แต่สหรัฐมองว่าเป็นการแทรกแซงสื่อและคุกคามเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน อันเป็นองค์ประกอบหลักของระบอบประชาธิปไตย แต่กลับปิดปากเงียบกรณีกระทรวงกลาโหมอเมริกันได้ออกกฎข้อบังคับมากมายเพื่อ จำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อในการทำข่าวสงครามที่อิรักและอัฟกานิสถาน

 
หน้า 1 จาก 3
วีทีอาร์-สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พศ. 2557

ดูวีทีอาร์ทางyoutube

Login Form



หนังสือน่าอ่าน

จำนวนผู้ออนไลน์

เรามี 1339 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ :: The National Press Council of Thailand สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย :: Thai Broadcast Journalists Association สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย :: ISRA Institute Thai Press Development Foundation ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ :: Information Technology Press Club The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) thai society of environmental jounalists