สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Home

เกาะกระแสสื่อโลก

AddThis Social Bookmark Button


นินทาสื่อโลก

AddThis Social Bookmark Button

 

นินทาสื่อโลก ธค-2558

โดย บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์


*****ข่าวใหญ่ข่าวดังในรอบปี เห็นจะไม่มีข่าวใดเกินหน้าข่าว แจ็ค หม่า เจ้าของบริษัทอาลีบาบา บริษัทอีคอมเมิร์สยักษ์ใหญ่ของแดนมังกรจีน ยอมควักกระเป๋า 266 ล้านดอลลาร์ (ราว 9,500 ล้านบาท)  ซื้อหนังสือพิมพ์ เซาธ์ ไชนา มอร์นิง โพสต์ (เอสซีเอ็มพี ) หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในฮ่องกงที่ยืนหยัดรับใช้ผู้อ่านมานานถึง 112 ปี รวมทั้งสินทรัพย์อื่นๆของกลุ่มเอสซีเอ็มพี คลุมไปถึงนิตยสารหลายฉบับ โฆษณากลางแจ้ง และสื่อดิจิตัลหลังจากสื่อยักษ์ใหญ่ฉบับนี้ประสบปัญหาทุนหายกำไรหด ขณะยอดขายตกต่ำตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมามา ถึงแม้แจ็ค หม่าจะรับปากว่าการซื้อกินการของเอสซีเอ็มพี ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายพื้นที่ข่าวสารของจีนแผ่นดินใหญ่ไปยังทั่วทุกมุมโลก พร้อมกับย้ำว่าจะรักษาความเป็นกลางของสื่อเก่าแก่ฉบับนี้ แต่คนส่วนใหญ่อดวิตกไม่ได้ว่าสัญญษนี้จะเป็นเพียงลมปาก แต่จริงๆแล้วแจ็ค หม่าจะแปลงเอสซีเอ็มพีเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลปักกิ่ง และจะทำให้เสรีภาพสื่อบนเกาะไข่มุกยิ่งเลวร้ายลงตามลำดับ

 


*****ข่าวนี้ดังกลบข่าว “นิกเคอิ” ของญี่ปุ่นได้ควักเงิน  1,300 ล้านดอลลาร์ ซื้อหนังสือพิมพ์ “ไฟแนนเชียลไทม์ส” ที่ตีพิมพ์ใน 5 เวอร์ชั่นคือ อังกฤษ ยุโรป สหรัฐ เอเชียและตะวันออกกลาง และฉบับภาษาจีน จากบริษัทเพียร์สันของอังกฤษที่ก่อตั้งมานานกว่า 171 ปี  แต่ไม่ครอบคลุมไปถึงหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ที่ถือครองอยู่ในนิตยสารอีโคโนมิสต์หรือสำนักงานต่างๆ ในลอนดอน  นับเป็นการรวม 2 องค์กรข่าวสารด้านการเงินชั้นนำจากยุโรปและเอเชียเข้าด้วยกันซึ่งต่างมีจุดแข็งในเรื่องแหล่งข่าวที่ยอดเยี่ยม มีบทบรรณาธิการและการวิเคราะห์ที่น่าเชื่อถือ ครอบคลุมทั้งในแง่ตลาดเงินทุน และพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมือง ขณะนี้กว่า 70 เปอร์เซนต์ของผู้อ่านส่วนใหญ่อ่านเอฟทีผ่านเว็บไซต์ "เอฟทีดอตคอม" ที่คิดค่าบริการสำหรับการเข้าถึงเนื้อหา


****ถึงแม้จะไม่ใช่ข่าวดี แต่อาจจะถือได้ว่าเป็นข่าวดี เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เมื่อกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดน (อาร์เอสเอฟ) ได้เผยแพร่รายงานประจำปี ระบุว่าปี 2558 เป็นปีที่นักข่าวถูกจับกุมคุมขังน้อยลงถึง 14 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่กลับถูกจับเป็นตัวประกันมากขึ้น โดยแดนมังกรจีนถูกตราหน้าว่าเป็น”เรือนจำกักขังนักข่าวใหญ่ที่สุดในโลก” ตามด้วยแดนสฟิงซ์อียิปต์ และอิหร่าน   ขณะที่นักข่าวถูกจับเป็นตัวประกันมากถึง 54 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง  15เปอร์เซ็นต์  โดยซีเรียเป็นประเทศที่กลุ่มสุดโต่งจับนักข่าวเป็นตัวประกันมากที่สุดถึง 26 ราย ในจำนวนนี้ตกอยู่ในเงื้อมมือกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในซีเรียและอิรัก 18 คน  ส่วนนักข่าวในเยเมนถูกกลุ่มติดอาวุธฮูตีและกลุ่มอัลกออิดะห์ลักพาตัว 33 คน เทียบกับเพียง 2 คนเมื่อปีที่แล้ว


*****ในรายงานประจำปีว่าด้วย"บรรยากาศที่เป็นมิตรสำหรับนักข่าวด้านสิ่งแวดล้อม"ของอาร์เอสเอฟระบุว่ากัมพูชาเป็น 1 ใน 2 แดนอันตรายที่สุดสำหรับนักข่าวด้านสิ่งแวดล้อม หลังจากนักข่าวชาวกัมพูชาอย่างน้อย 4 คน ถูกมาตกรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาระหว่างขุดคุ้ยข่าวการกระทำผิดกฏหมายสิ่งเเวดล้อม อาทิ ขบวนการลักบอบตัดไม้ทำลายป่า โดยตำรวจไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้แม้แต่คนเดียว  อีกประเทศหนึ่งก็คือแดนภารตอินเดีย รายงานชิ้นนี้ยังเตือนนักข่าวสิ่งแวดล้อมถึงอันตรายขณะขุดคุ้ยข่าวสิ่งแวดล้อมในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและรัสเซียด้วย


*****ต้องขอปรบมือให้กับสื่อสังคมชั้นนำอย่าง เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์และกูเกิล ที่ทำตัวเป็นสื่อทางเลือกน้ำดี มีสำนึกในหน้าที่สำคัญว่าจะต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อลดความรุนแรงอันเนื่องจากความเกลียดชังในเชื้อชาติและศาสนา สื่อโซเชียลมีเดียชั้นนำจึงยินยอมทำตามคำขอร้องของรัฐบาลเยอรมนีด้วยการลบเฮทสปีชหรือถ้อยคำที่กระตุ้นยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังออกไปภายใน 24 ชั่วโมงหลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้สกัดกระแสความเกลียดชังทางเชื้อชาติบนโลกออนไลน์ ที่ปะทุขึ้นจากกระแสการอพยพของผู้อพยพจากตะวันออกกลางโดยเฉพาะซีเรียถึงล้านคนภายในชั่วไม่กี่เดือนเท่านั้น


*****ความร่วมมือด้วยดีดังกล่าวคงจะช่วยลดโศกนาฎกรรมอันเนื่องจากความไม่รอบคอบและไม่รับผิดชอบของสื่อขณะนำเสนอประเด็นอ่อนไหวเรื่องการเหยียดผิวดังที่เกิดขึ้นที่สหรัฐ จนอาจเป็นเหตุให้เอลิสัน พาร์คเกอร์ นักข่าววัย 24 ปี และอดัม วอร์ด ช่างภาพวัย 27 ปี ของสถานีโทรทัศน์ WDBJ ในรัฐเวอร์จิเนียถูกมือปืนยิงตายขณะกำลังออกอากาศสัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่ง โดยคนร้ายทิ้งข้อความที่ทวีตถึงเหยื่อทั้ง 2 รายว่าได้แสดงความเห็นในเชิงเหยียดผิวกรณีชายผิวขาคนหนึ่งวก่อเหตุกราดยิงคนผิวดำที่โบสถ์ชาร์ลส์ตัน รัฐเซาท์ แคโรไลนา ในช่วงกลางปี


*****เป็นสื่อสิ่งพิมพ์อีกฉบับหนึ่งที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับกระแสออนไลน์ เมื่อ"จาการ์ตาโกล้บ" สื่อภาษาอังกฤษของอินโดนีเซียต้องจำใจแถลงเมื่อกลางเดือนธ.ค.ว่าได้ยกเลิกการรายงานข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์หลังให้บริการมานานกว่า 7 ปี โดยจะหันไปให้บริการบนหน้าเว็บไซต์มากขึ้นนับตั้งแต่เริ่มให้บริการมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ปรากฎว่าผู้บริโภคหันมาติดตามข่าวออนไลน์อย่างล้นหลามและยังได้รับการตอบรับจากโฆษณาอย่างดี


*****ถึงจะไม่คุ้มค่ากับการเสี่ยงชีวิต แต่ก็ปลื้มใจผลการตัดสินรางวัลเหยี่ยวข่าวสงครามยอดเยี่ยม "บาโย-กัลวาโด" อันทรงเกียรติ ประจำปี 2558 ของฝรั่งเศส ปรากฎว่ารายงานข่าวเกี่ยวกับแผนการสู้รบ และความโหดเหี้ยมของกลุ่มไอเอส และความขัดแย้งทางภาคตะวันออกของยูเครน คว้า 2 รางวัลข่าวยอดเยี่ยม โดยข่าวหนังสือพิมพ์ยอดเยี่ยมได้แก่คริสตอฟ รอยเตอร์ นักข่าวของหนังสือพิมพ์แดร์ สปีเกล แห่งเยอรมนี ซึ่งเขียนวิเคราะห์เจาะลึกเกี่ยวกับบุรุษลึกลับ ผู้วางแผนยุทธศาสตร์ให้กลุ่มไอเอสในซีเรียและอิรัก   ส่วนรางวัลบทความสารคดีโทรทัศน์ยอดเยี่ยมตกเป็นของซาเวียร์ มุนท์ นักข่าวชาวฝรั่งเศส สังกัดสถานีโทรทัศน์ Arte ของฝรั่งเศส-เยอรมนี จากการรายงานข่าวเกี่ยวกับกลุ่มไอเอส ในเขตเทือกเขาซินจาร์ในอิรัก ซึ่งปีที่แล้วกลายเป็นสัญลักษณ์ความโหดเหี้ยม เมื่อนักรบกลุ่มไอเอสสังหารหมู่ชนกลุ่มน้อยชนเผ่ายาซิดี


*****บานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อรัฐบาลตุรกีได้จับกุมแคน ดันดาร์ บรรณาธิการใหญ่ของหนังสือพิมพ์ “คุมเฮอริเอ็ต” และเออร์เด็ม กุล นักข่าวประจำสำนักงานในกรุงอังการาในข้อหาจารกรรมข้อมูลลับของรัฐบาล กรณรายงานข่าวว่ารัฐบาลได้แอบส่งอาวุธช่วยกลุ่มกบฏซีเรีย และอาจรวมถึงกลุ่มไอเอสด้วย ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนไปชุมนุมกันที่หน้สำนักงานของหนังสือพิมพ์แห่งนี้จนเกิดปะทะกับตำรวจปราบจลาจล


**** "เพลย์บอย" นิตยสารผู้ใหญ่ที่เริ่มวางแผงตั้งแต่ปี 2596 หรือกว่า 60 ปีมาแล้ว ด้วยหน้าปกที่เป็นรูปหวือหวาของ "มาริรีน มอนโร" เตรียมจะหยุดตีพิมพ์ภาพโป๊เปลือยของผู้หญิง รวมถึงเนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้องกันตั้งแต่ฉบับเดือนมีนาคมเป็นต้นไป แต่จะยังคงมีรูปภาพของสาวสวยที่โพสท่ายั่วยวนเช่นเคยเพียงแต่ไม่ใช่ภาพโป๊เปลือยเหมือนก่อน ในถ้อยแถลงของเพลย์บอยระบุว่ารูปโป๊เปลือยเหล่านั้นร่วงโรยแล้วในยุคอินเตอร์เน็ต เนื่องจากสามารถเข้าถึงผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อหลากหลายชนิด ทำให้ยอดขายของนิตยสารเพลย์บอยมีแต่ลดลงตาลำดับ ด้านนิวยอร์กไทม์ได้ทีอ้างข้อมูลจาก "อลิอันซ์ ฟอร์ ออดิต มีเดีย" ที่ระบุว่า ยอดจำหน่ายของนิตยสารปลุกใจเสือป่าฉบับนี้ลดลงเหลือแค่ 8 แสนเล่มขากเดิมที่มียอดขายสูงสุดถึง 5.6 ล้านเล่มในปี 2528


*****เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองไม่ใช่น้อยว่านับวันจรรยาบรรณาสื่อเริ่มเสื่อมถอย เมื่อมีเรื่องของทุนและผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง จนทำให้สื่อบางกลุ่มพร้อมจะบิดเบือนข่าวหรือนำเสนอข่าวอย่างมีอคติ ไม่เป็นกลางและปราศจากความรับผิดชอบเพียงมุ่งหังจะสร้างความสับสนหรืกระพือความขัดแย้งให้บานปลายออกไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส ซึ่งประกาศยุติการตีพิมพ์และวางจำหน่ายในไทยตั้งแต่ปลายปี 2558  เป็นต้นไปเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีแต่สูงขึ้น แต่ก่อนจะยุติการพิมพ์ นิวยอร์กไทม์สก็อาละวาดฟาดหางยกใหญ่ นำเสนอแต่ข่าวหมิ่นเบื้องสูงด้วยถ้อยคำที่เกินเลยความจริงหรือบิดเบือนข่าวโดยเจตนาถึง 3 ครั้งภายในช่วงหนึ่งเดือน กระทั่งโรงพิมพ์ในกรุงเทพฯต้องยกข่าวนั้นทิ้งปล่อยให้พื้นที่ข่าวว่างไว้ ซึ่งเข้าทางนิวยอร์กไทม์สที่โวยวายว่าถูกจำกัดเสรีภาพสื่อ


*****การกระทำของนิวยอร์กไทส์ดังกล่าวช่างแตกต่างไปจากการกระทำที่กล้าหาญและยึดมั่นในอุมการณ์ของสื่อของนิวยอร์กไทมส์ยามเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันตอบโต้กระทรวงกลาโหมสหรัฐว่าพยายามจำกัดเสรีภาพสื่อจนทำให้นักข่าวอาจตกอยู่ในอันตราย กรณีเพนตากอนได้ออกกฎระเบียบว่าด้วยการทำข่าวสงครามของนักข่าว โดยระบุว่านักข่าวมีสถานภาพเดียวกับจารชน ทั้งยังเขียนไว้ชัดว่าในบางกรณี นักข่าวก็สมควรได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นปรปักษ์ที่ไม่ได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ แล้วนิวยอร์กไทมส์โต้ว่ากฎระบียบนี้ทำให้นักข่าตกอยู่ในอันตรายและเสียงต่อการถูกเซนเซอร์

 

ภูมิทัศน์สื่อ ภาพฝันหนึ่งภูมิภาคอาเซียน

AddThis Social Bookmark Button

ภูมิทัศน์สื่อ ภาพฝันหนึ่งภูมิภาคอาเซียน

ปิยะภรณ์ วงศ์เรือง

บรรณาธิการข่าวการเมือง

The Nation

 

การรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวของประชาคมอาเซียนได้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมาภายใต้คำขวัญที่ว่า หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งอัตตลักษณ์ หนึ่งประชาคม

อย่างไรก็ตาม ภายใต้คำขวัญที่สวยหรู ผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนได้จับตามมองการรวมตัวดังกล่าวของประเทศสมาชิก ว่าจะสามารถเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหนเพราะเป็นที่รับรู่กันในวงกว้างว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความแตกต่างหลากหลายและมีพลวัตรสูง

การผลักดันให้อาเซียนเกิดการรวมตัวกันอย่างแท้จริงได้ นอกจากการขับเคลื่อนเชิงนโยบายแล้ว สื่อมวลชน นับเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่มีบทบาทสูงและเป็นที่จับตามองในขณะนี้ว่าจะสามารถช่วยให้สมาชิกอาเซียนรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้คำขวัญดังกล่าวได้มากน้อยอย่างไร

แม้จะยังไม่มีการศึกษาวิจัยบทบาทของสื่อในภูมิภาคนี้อย่างจริงจังหลังการรวมตัวของประชาคม แต่งานศึกษาในอดีตที่ผ่านมาๆ รวมทั้งงานศึกษาโดย รศ. ดร. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและการทำงานของสื่อในภูมิภาคย่างมีนัยสำคัญ

งานวิจัยที่ชื่อว่า REPORTING DEVELOPMENT IN ASEAN ซึ่งได้ทำการสำรวจการทำงานของหนังสือพิมพ์ชั้นนำในภูมิภาคเกือบ 20ฉบับทั้งภาคภาษท้องถิ่นและภาษาอังกฤษ อาทิ The Jakarta Post, The Bangkok Post, Vietnam News, New Light of Myanmar, Thairath ได้ทำการวิเคราะห์ประเด็นเนื้อหาหลักที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอาเซียนที่ปรากฏในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ รวมทั้งยังแยกแยะแนวคิดและการให้ความสำคัญกับประเด็นด้านการพัฒนาในรายงาน ในช่วงหลังการประกาศการเชื่อมโยงอาเซียนในช่วงปี 2552 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ปูทางให้กับการรวมตัวของอาเซียนในปัจจุบัน

จากการศึกษาของ รศ. ดร. อุบลรัตน์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย IPS Asia-Pacific และ IDRC พบว่าประเด็นข่าวอาเซียนที่ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว มากถึง 73 % เป็นการรายงานข่าวกระแสรายวัน มีเพียง 10.6% ที่เป็นบทวิเคราะห์ และเพียง 9.3% เป็นบทความหรือคอลัมน์แสดงความคิดเห็น

ในหนังสือพิมพ์เหล่านั้น รศ. ดร. อุบลรัตน์ พบว่ารายงานข่าวเชิงสารคดีมีน้อยมาก โดยพบเพียงราว 4% ของเนื้อหาที่ปรากฏ และเพียง0.3% ที่เป็นรายงานข่าวเชิงลึกสืบสวนสอบสวน โดยอีกประมาณ 3% เป็นบทสัมภาษณ์หรือการ์ตูน

รายงานศึกษาชิ้นดังกล่าว ยังพบว่าบรรดาหนังสือพิมพ์รายงานประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศหรือการทูตและความขัดแย้งของพรมแดนมากที่สุด โดยมีสัดส่วนของเนื้อหาข่าวอยู่ที่ประมาณ 21.8% โดยน้ำหนักจะอยู่ที่การต่างประเทศมากที่สุดที่ 15.8%  ประเด็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ต่างๆคือประเด็นด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน การเชื่อมพรมแดน การขนส่ง และการโทรคมนาคม โดบพบว่ามีสัดส่วนในการรายงานข่าวราว 21.2% ถัดจากเรื่องเศรษฐกิจการค้าคือเรื่องการรวมตัวของประชาคมอาเซียนการค้าเสรี และประชาคมต่างๆ ซึ่งพบว่ามีสัดส่วนราว 18.6%

นอกเหนือจากนั้น จะเป็นประเด็นเกี่ยวกับการก่อการร้าย พลังงาน สิ่งแวดล้อม คิดเป็น 10.2%, ประเด็นสิทธิมนุษยชน คิดเป็น 0.8% โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าประเด็นที่ได้รับความสนใจน้อยกว่ายังเป็นประเด็นด้านสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัฒนธรรม บันเทิง กีฬา สุขภาพ ภัยพิบัติและอื่นๆ

รายงานการศึกษายังพบว่าประเด็นที่ยังมีการรายงานน้อยมากจะเกี่ยวข้องกับสังคมภาพกว้างเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ความยากจนหรือชนกลุ่มน้อย ที่พบการรายงานข่าวเพียง 1.6%, การศึกษา 1%, ความเท่าเทียม 0.7% , เพศสภาพ สิทธิสตรี 0.54% และเรื่องราวเกี่ยวกับภูมิภาคแม่โขงราว 0.29%

รายงานการศึกษายังได้ลงลึกถึงแหล่งข่าวที่หนังสือพิมพ์ใช้ในการรายงบานข่าว และพบข้อมูลที่น่าสนใจว่าหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ยังเป็นเจ้าหน้าที่ภาครัฐ นักการทูต หรือนักการเมือง ซึ่งมีสัดส่วนในเนื้อหาข่าวถึง 54.7% นอกเหนือจากนั้น จะเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ของ ASEANหรือมูลนิธิที่เกี่ยวข้องซึ่งมีสัดส่วนเป็น 12.8% โดยข่าวแจกและรายงานมีสัดส่วนประมาณ 0.9%

จากข้อมูลดังกล่าว รศ. ดร. อุบลรัตน์ ได้ทำการวิเคราะห์ไว้ว่า เนื้อหาข่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรวมตัวของ ASEAN อยู่พอสมควร ผ่านประเด็นเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม มันยังเป็นเรื่องของแนวคิดและความพยายามที่จะผลักดันซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในแผนหรือเอกสารของเจ้าหน้าที่เป็นส่วนใหญ่นอกจากนั้นแล้ว เนื้อหาข่าวยังเน้นกระบวนการรัฐ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการประชุมของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทอดทิ้งประเด็นที่เป็นปัญหาในพื้นที่ไว้เบื้องหลังไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาวะของประชากร ภัยพิบัติ และอื่นๆ ทำให้ประเด็นที่เป็นนัยสำคัญจริงๆของการรวมตัวของประชาคมอาเซียนได้รับการรายงานในหน้าหนังสือพิมพ์น้อย

แม้ว่าหนังสือพิมพ์จะมีการรายงานข่าวการต่างประเทศ หรือแม้กระมั่งความขัดแย้งด้านพรมแดนเป็นจำนวนมาก แต่นั่นสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของภูมิภาคและความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเอง

ด้วยการให้น้ำหนักข่าวดังกล่าว ประเด็นสังคมภาพกว้างที่เป็นฐานของการพัฒนาประชาคมจึงถูกละเลยเป็นอันมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยากจน ความเท่าเทียม ไปจนกระทั่งเรื่องเยาวชนที่เป็นความหวังของประชาคม

รศ. ดร. อุบลรัตน์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ที่ปรากฏ ทำให้เห็นว่า ผู้สื่อข่าวยังตามประเด็นจากรัฐเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ความพยายามที่จะหาประเด็นข่าวที่มีนัยสำคัญต่อภูมิภาคเองหรือข่าวเชิงลึกน้อยกว่าข่าวที่มาจากรัฐอยู่มาก

รศ ดร. อุบลรัตน์ ได้เสนอข้อเสนอต่อการทำงานของสื่อในภูมิภาคในรายงานการศึกษาว่า สื่อในภูมิภาคควรให้พื้นที่ข่าวสำหรับประเด็นเชิงลึก บทความหรือบทวิเคราะห์ข่าวให้มากขึ้น โดยสื่อควรมีการใช้ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่หลากหลายกว่านี้เพื่อความสมบูรณ์ครบถ้วนของข่าวโดยเฉพาะจากภาคประชาสังคมหรือคนธรรมดาสามัญ

การสร้างความสมดุลของเนื้อหาในรายงานข่าวเป็นความท้าทายของสื่อในภูมิภาค และการทำงานร่วมกันของสื่อข้ามพรมแดน อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการเอาชนะความท้าทายดังกล่าว เธอได้เสนอ

และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือการให้มุมมองเชิงลึกกับการรายงานข่าว เพิ่มเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน รวมทั้งเสียงของคนชายขอบ

แม้ภาพฝันของประชาคมอาเซียนยังดูลงเลือนในเวลานี้ แต่ภาพสะท้อนที่ปรากฏในเนื้อหาสื่อในภูมิภาคกำลังบอกผู้คนในภูมิภาคว่ายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก หากจะทำให้ภาพฝันนั้นกลายเป็นความจริง ดังคำขวัญที่ว่า “หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งอัตตลักษณ์ หนึ่งประชาคม”

 

นินทาสื่อโลก ประจำเดิอน มิย. 2559

AddThis Social Bookmark Button

นินทาสื่อโลก ประจำเดิอน มิย. 2559

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

*****”ลุงตู่” แห่งไทยแลนด์แดนแค่นยิ้มคงชิดซ้ายไปเลยถ้านำความกร้าวมาเทียบกับปู่โรดริโก ดูเตร์เต ประธานาธิบดีคนใหม่แห่งฟิลิปปินส์ เพราะอย่างมากลุงตู่ก็ทำหน้าดุ-เสียงกร้าวใส่นักข่าว แต่ปู่ดูเตร์เตกลับประกาศสนับสนุนให้ลอบฆ่านักข่าวที่ทุจริตรับสินบน “เพียงเพราะคุณเป็นนักข่าว ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับยกเว้นจากการลอบสังหารหรอกหากคุณเป็นลูกอี-อก” พร้อมกับสำทับซ้ำว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ระบุในรัฐธรรมนูญนั้น ไม่จำเป็นต้องปกป้องคนที่โหมกระพือความวุ่นวายด้วยการใส่ร้ายป้ายสี  เล่นเอานักข่าสวหนาวๆร้อนๆเพราะปัจจุบันฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่อันตรายที่สุดสำหรับนักข่าวอยู่แล้ว ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา มีกระจิบกระจอกข่าวถูกลอบสังหารแล้ว 174 ราย

***** “ปานามา เปเปอร์ส”หรือเอกสารลับปานามาคงจะไม่ดังเปรี้ยงปร้างสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกจากการเผยโฉมเครือข่ายซับซ้อนซ่อนเงื่อนธุรกรรมการเงินนอกอาณาเขตผ่านบริษัทมอสแซ็ก ฟอนเซกา บริษัทให้คำปรึกษาด้านกฎหมายในปานามา หากไม่มีเครือข่ายผู้สื่อข่าวสอบสวนระหว่างประเทศ (ไอซีไอเจ) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร คล้ายกับ วิกิลีกส์ เวบไซต์ฉาวที่มุ่งเปิดโปงเคเบิลลับทางการทูตของสหรัฐ  โดยไอซีไอเจได้ระดมอาสาสมัครมืออาชีพจากองค์กรสื่อและนักข่าวราว 190 ชีวิตในกว่า 65 ประเทศ ทุ่มเวลากว่า 1 ปี สำรวจข้อมูลกว่า 11.5 ล้านชิ้่น ครอบคลุมเวลาราว 40 ปี ( 2520-2559 ) เชื่อมโยงบริษัทนอกอาณาเขตกว่า 2  แสนแห่งกับผู้คนในประเทศต่างๆ รวมถึงผู้นำและอดีตผู้นำประเทศ 12 คน นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ 128 คน จากนั้นก็เป่านกหวีดจนทำให้เกิดคลื่นยักษ์ถาโถมใส่นักการเมืองจนหลุดจากตำแหน่งหลายคน

 

*****ถึงคิวเชือดบีบีซีอย่างนิ่มๆแล้ว เมื่อรัฐบาลแดนผู้ดีอังกฤษไฟเขียวให้คณะทำงานจากภายนอกเข้าไปตรวจสอบองค์กรสื่อขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดเป็นครั้งแรกในรอบ 94 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งสถานี ควบคู่กับ"ออฟคอม" องค์กรอิสระสังเกตการณ์การทำงานของสื่อมวลชนในประเทศ ใน"สมุดปกขาว" ว่าด้วยแผนปฏิรูปโครงสร้างการทำงานของบรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษ ( บีบีซี ) ที่เสนอโดยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ยังได้ย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลและจุดยืนในการทำงานใหม่ให้แก่บีบีซี ว่าต้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสื่อ "เพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ มีจรรยาบรรณต่อผู้ชมทุกระดับบนพื้นฐานของความยุติธรรมและมีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการนำเสนอทั้งสาระและความบันเทิงที่สร้างสรรค์"

 

*****ได้รับสมญาว่า“รูเพิร์ต เมอร์ด็อก”แห่งแดนมังกรเรียบโรงเรียนจีน สำหรับแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซชื่อดัง “อาลีบาบา” จากการสยายอาณาจักรสู่กลุ่มสื่อแขนงต่างๆ ทั้งธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์  สื่อออนไลน์ และภาพยนตร์ อาทิ ซื้อ “เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์” หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่เก่าแก่ที่สุดของฮ่องกงเมื่อปลายปีที่แล้ว ตามด้วยการซื้อหุ้นของ “ไฉซิน” นิตยสารธุรกิจที่ทรงอิทธิพลของจีน ซื้อหุ้นของ นิตยสารบิสสิเนสรีวิว, เว็บไซต์วิดีโอ “โหย่วคู่ถู่โต้ว” รวมทั้งไมโครบล็อกเว่ยปั๋ว ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียรายใหญ่ที่สุดในแดนมังกร ตลอดจนเข้าไปลงทุนในบริษัทผู้ผลิตแอปพลิเคชั่น “สแนปแชท” และ “แทงโก้” ด้วย และเมื่อ 2 ปีก่อนหน้าแจ็ค หม่าได้ซื้อบริษัทภาพยนตร์ไชน่าวิชั่นมีเดียแล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น อาลีบาบาพิคเจอร์ส  อีกทั้งยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ของบริษัทปักกิ่งเอ็นไลต์มีเดีย ผู้ผลิตภาพยนตร์ตลกยอดฮิตเรื่องลอสต์ อิน ไทยแลนด์

 

*****อนิจจง อนิจจาไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา หนังสือพิมพ์ “ดิ อินดิเพนเดนต์” ก็ถึงคราต้องปิดตำนานสื่อสิ่งพิมพ์ที่อยู่คู่สังคมเมืองผู้ดีมานานถึง 30 ปี มุ่งสู่การทำข่าวเสนอผู้อ่านในโลกดิจิตอลอย่างเต็มตัว หลังจากยอดขายที่เคยพุ่งสูงถึงวันละ 420,000 ฉบับในยุคที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่ขณะนี้ เหลือยอดจำหน่ายเพียงราวๆ40,000 ฉบับต่อวันเท่านั้น

 

นินทาสื่อโลก

AddThis Social Bookmark Button

นินทาสื่อโลก

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

***** “ศึกสื่อเทพและสื่อมารสะท้านภพ” น่าจะชื่อที่เหมาะสมที่สุดกับบทบาทของสื่อเทศในสถานการณ์วิกฤติในไทยแลนด์แดนแค่นยิ้ม เพราะแทบไม่มีครั้งใดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ ที่สื่อต่างชาติโดยเฉพาะสื่อตะวันตกจะเปิดเผยตัวตนชัดเจนเหมือนเช่นครั้งนี้ว่าแท้ที่จริงเป็นเพียงแค่ “สื่อมาร” สื่อขายตัวที่กระหายหิวแต่เงินก้อนโต จนกล้าโยนตำราว่าด้วย “จรรยาบรรณ “ทิ้ง ปล่อยให้สื่อโง่ๆในประเทศกำลังพัฒนากอดตำราแน่นแต่เพียงฝ่ายเดียวไปเถอะ

 

*****ไม่เพียงแต่โยนตำรา “จรรยาบรรณสื่อ”ทิ้งอย่างไม่ใยดีแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังพิสูจน์ให้เห็นถึง “ทฤษฎีสมคบคิด”ของสื่อตะวันตกไม่ว่าจะเป็นเอพี,เอเอฟพี,รอยเตอร์,บีบีซีและซีเอ็นเอ็น ซึ่งตอนหลังมีสำนักข่าวซินหัวของจีนและอัล จาซีราของอาหรับมาร่วมวงด้วย ช่วยกันนั่งเทียนเทียนข่าวบิดเบือนสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะบิดเบือนการต่อสู้ตามกรอบกฎหมายว่าเป็นการทำลายประชาธิปไตยโดยพวก“นิยมเจ้า” หรือเป็นการปะทะกันระหว่างคนไทยชนบทผู้ยากไร้ กับชนชั้นกลางในเมือง

 

*****ตัวอย่างการบิดเบือนที่เห็นได้ชัดก็คือการบอกตัวเลขของคนที่เข้าร่วมการเดินขบวนครั้งใหญ่หลายครั้งว่ามีแค่ไม่กี่พันคนหรือแค่หลักหมื่นต้นๆโดยอ้างถ้อยแถลงของรัฐบาล ทั้งๆที่หน้าที่ของนักข่าวก็คือต้องออกไปดูด้วยตาตัวเองแล้วรายงานตามสถานการณ์ที่เป็นจริงให้สมกับเป็นสื่อมืออาชีพ จะได้ไม่หน้าแตกครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อภาพถ่ายดาวเทียมชี้ชัดว่าจำนวนผู้ประท้วงมีมากกว่าหนึ่งล้านคน

 

*****ไม่ต้องพูดไกลไปถึงการจงใจนำเสนอแต่ข่าวด้านเดียวคือข่าวของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บางสื่อยังป้อยอถึงขั้นยกย่องว่าเป็นผู้ “ปกป้องประชาธิปไตย”รวมทั้งยังจงใจแทรกแซงกิจการภายในของไทยด้วยการมุ่งนำเสนอแต่ประเด็นที่ว่าคนไทยควรจะไปเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. โดยไม่สนใจเหตุผลที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องการ “การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” หรือไม่เอะใจจนน่าจะนำไปวิเคราะห์ว่าเหตุใดการชุมนุมยืดเยื้อนานหลายเดือนจึงเป็นไปด้วยความสงบและอหิงสา ผิดกับที่เกิดขึ้นทั่วโลกซึ่งมักจะมีความรุนแรงแทรกซ้อนอยู่เสมอ

 

*****ภาพของ “สื่อมารนอกรีต” คงจะไม่ชัดเจนหากไม่นำไปเปรียบเทียบกับการนำเสนอข่าวการประท้วงขับไล่รัฐบาลที่ยูเครน ซึ่งเกิดขึ้นไล่เลี่ยกันแต่กลับเต็มไปด้วยความรุนแงและการนองเลือด จนมีคนตาย-เจ็บนับร้อยคน แต่สื่อตะวันตกกลับเรียกร้องให้ชาวยูเครนรวมพลังกันล้มรัฐบาลให้ได้เพียงเพราะรัฐบาลนี้เตรียมจะหันไปซบออกรัสเซียแทนอียูเท่านั้นเอง


*****ว่ากันว่าหนึ่งใน “จอมมารสะท้านภพ”ที่เป็นคนป้อนข่าวเท็จและข่าวลวงโลกให้กับสื่อตะวันตกโดยเฉพาะซีเอ็นเอ็น,บีบีซีและนิตยสารฟอรีน โพลิซี รวมทั้งสำนักข่าวอื่นๆที่ยินดีลอกข่าวโดยไม่ตั้งคำถามใดๆ แถมยังยกย่องว่านักข่าวอิสระและนักเขียนที่รู้เรื่องเมืองไทยดีก็คือ แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์ อดีตบรรณาธิการอาวุโสของรอยเตอรส์ ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่เป็นมือปืนรับจ้างให้กับบริษัทอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พาร์ทเนอรส์ ของโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ล็อบบี้ยิสต์ผู้มีลูกค้ารายใหญ่ชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคุกผู้ชักใยเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นภายใต้แผนใช้สื่อตะวันตกช่วยกันล้อมประเทศไทย

 

*****นอกเหนือจากใช้บริการของอัมสเตอร์ดัมแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ยังใช้บริการของบริษัท เบลล์ พ็อตทิงเจอร์ บริษัทพีอาร์ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอังกฤษให้ช่วยทำหน้าที่ปั้นภาพลักษณ์ของตัวเองและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ดูดีในสายตาของชาวโลก


*****เมื่อมีสื่อมารก็ย่อมมีสื่อเทพ โดยผู้ที่ได้รับยกย่องว่าหัวหน้าสื่อเทพก็คือ“ไมเคิล ยอน”  นักข่าว ช่างภาพและนักเขียนชาวอเมริกันผู้เคยผ่านสมรภูมินรกมาแล้วหลายสมรภูมิรวมไปถึงที่อิรักและอัฟกานิสถาน คราวนี้ได้ลุยเดี่ยวออกมาตอบโต้สื่อมารรวมทั้งวิพากษ์การเมืองไทยได้อย่างลุ่มลึก ไมเคิล ยอน ยังได้ฟันธงฉับว่าต้นตอของปัญหาทั้งมวลมาจากคนๆเดียวคือพ.ต.ท.ทักษิณซึ่งไม่เคยห่วงใย หรือทำเพื่อประชาชนเลย นโยบายประชานิยมทุกอย่างท้ายสุดก็ย้อนกลับมาที่เงินหรืออำนาจของทักษิณอย่างเดียวเท่านั้น หัวหน้าสื่อเทพเคยเผยว่า ถ้ามีโอกาสสัมภาษณ์พ.ต.ท.ทักษิณก็จะถามแค่ข้อเดียวว่า “ ทำร้ายประเทศไทยทำไม!”


*****ส่วนสื่อเทพอื่นๆที่ช่วยกันแฉความชั่วช้าของกลุ่มทุนสามานย์ในอเมริกาที่ประสานประโยชน์กับระบอบทักษิณ อาทิ รัสเซียน ทูเดย์ ซึ่งเปิดโปง “บริษัทเผด็จการทรราชทักษิณ” จนหมดเปลือกโดยเฉพาะการขายทรัพย์สินของไทยให้กับนายทุนสามานย์ชาวอเมริกัน

 

***** ขณะที่โกลบอล รีเสิร์ช ของแคนาดา และ เพรส ทีวี  ของอิหร่านได้ร่วมกันเปิดโปงกองกำลังเถื่อนติดอาวุธจากกัมพูชาและชายชุดดำที่ทักษิณเคยใช้ก่อการร้ายในปี 2553  ที่เตรียมพร้อมจะสร้างสถานการณ์เลวร้ายขึ้นในที่ชุมนุม นำไปสู่สงครามกลางเมือง”

 

เลาะรั้วต่างแดน-Free Lebanon

AddThis Social Bookmark Button

เลาะรั้วต่างแดน-Free Lebanon

โดย อนุชา เจริญโพธิ์

ทันทีที่ทราบข่าวจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยว่าได้มอบหมายให้ผมในฐานะอุปนายกฝ่ายกิจการต่างประเทศเป็นตัวแทนไปเข้าร่วมประชุมใหญ่ครั้งที่ 16 ของ The International Freedom of Expression eXchange( IFEX) ที่เบรุต ประเทศเลบานอนระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม-3 มิถุนายน 2011 ความคิดแรกที่เข้ามาในสมองคือประเทศนี้ตั้งอยู่ตรงจุดไหนบนแผนที่โลก จากนั้นก็เปิดอินเตอร์เน็ตหาข้อมูลก็รู้ว่าประเทศนี้ตั้งในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ อยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีพรมแดนติดกับประเทศอิสราเอลและ ประเทศซีเรีย เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศส

ความคิดที่สองที่ตามมาคือถ้าไปแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะว่าเคยรู้มาว่าประเทศนี้เคยเผชิญกับภาวะสงครามกลาง กับประเทศอิสราเอลเมื่อครั้งในอดีตประกอบกับสถานการณ์ของประเทศรอบข้างอย่างเช่นลิเบีย ซีเรีย ตูนิเซีย หรือแม้กระทั่งอียิปต์ที่กำลังเกิดการจลาจลขึ้นในขณะนั้นอันเนื่องมาจากการขับไล่ผู้นำ จากนั้นก็เริ่มหาข้อมูลจึงพบว่าในปัจจุบัน เลบานอนได้พัฒนาประเทศจนเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การเงินศิลปะและวัฒนธรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้นับตั้งแต่อดีตไว้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี ค.ศ. 1975 – 1991 เลบานอนเคยตกอยู่ภายใต้ภาวะสงครามกลางเมือง มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอาหรับและกลุ่มคริสเตียนในเลบานอน ในที่สุด ทุกฝ่ายสามารถหาข้อยุติและร่วมกันพัฒนาฟื้นฟูประเทศหลังจากภาวะสงครามกลางเมืองอีกครั้งแต่กระนั้นก็ดีสถานการณ์ในประเทศก็ยังไม่สู้ดีนักโดยเฉพาะตามบริเวณแนวชายแดนเลบานอน และอิสราเอลที่อยู่ทางตอนใต้ยังคงมีเหตุการณ์ระเบิด และปะทะกันประปราย ระหว่างอิสราเอลและฮิซบุลลอหฺ ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่เชื่อว่ามีสมาชิกอยู่ในประเทศเลบานอน ยังผลให้กองกำลังสันติภาพของสหประชาชาติยังคงมีกำลังอยู่ในประเทศเลบานอน

ความคิดสุดท้ายแล้วทำไม IFEX ถึงเลือกมาจัดประชุมใหญ่ที่นี่ในปีนี้ประเทศที่คนค่อนโลกยังคิดว่าประเทศนี้ยังคงมีสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยอยู่ ประเทศที่ยังคงมีการใช้ความรุนแรงเหมือนกับประเทศต่างๆในภูมิภาคเดียวกัน ประเทศที่ยังคงความสุดโต่งเรื่องการนับถือศาสนาอิสลาม และประเทศที่ยังคงมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น จากนั้นผมก็เริ่มหาข้อมูลจึงพบว่าประเทศเลบานอนประกอบด้วยประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม และคริสต์ ตามสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน สถานการณ์ความรุนแรงในอดีตที่เคยเกิดขึ้น ในปัจจุบันแทบไม่เกิดขึ้นแล้วโดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างเบรุต การจำกัดสอทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนถือได้ว่าไม่ได้เป็นปัญหามากเพราะประเทศนี้มีรูปแบบการปกครองเป็นประชาธิปไตย และที่สงสัยว่าทำไมผู้จัดการประชุมถึงเลือกมาจัดที่นี่ก็เพราะต้องการให้สื่อมวลชนที่มาร่วมประชุมใหญ่ในครั้งนี้รู้จักเบรุต ประเทศเลบานอนในอีกมุมหนึ่งที่แทบไม่ค่อยได้มีใครมารู้จักและสัมผัส และให้ลบภาพเก่าๆในอดีต

IFEX ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติที่ดูแลในเรื่องของการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของกลุ่ม องค์กร ผู้ที่ทำงานทางด้านสื่อสารมวลชนมีสำหนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศแคนาดา ก่อตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ. 1992 ในปัจจุบัน IFEX มีสมาชิกที่เป็นองค์กรที่ทำงานทางด้านส่งเสริมสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนกว่า 80 องค์กรอยู่ทั่วโลก และ Thai Journalists Association (TJA) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของ IFEX ด้วย ที่ผ่านมาIFEX ได้ทำกิจกรรมมากมายร่วมกับสมาชิกองค์กรสื่อต่างๆทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมการให้ข้อมูลในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และการป้องกันไม่ให้สื่อมวลชนถูกละเมิด การสร้างเครือข่ายสื่อมวลชนในภูมิภาคเดียวกัน หรือระหว่างภูมิภาค การส่งเสริมการอบรม การทำการรณรงค์เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน รวมถึงการส่งเสริมและเป็นตัวกลางในการดำเนินการขอทุนจากประเทศต่างๆให้กับองค์กรสมาชิกมาดเนินการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องภายใต้การสนับสนุนของ IFEX นอกจากนั้นแล้ว IFEXยังเป็นองค์กรสื่อสากลที่ยังช่วยเป็นสื่อกลาง เป็นตัวประสานงานให้องค์กร แต่ละองค์กรที่อยู่ในแต่ละประเทศและแต่ละทวีปกระจายข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับเครือข่ายได้รับทราบบนพื้นฐานของการดูแลเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน

การประชุมใหญ่ IFEX ครั้งที่ 16ที่เบรุต ประเทศเลบานอนในครั้งนี้ผมได้เข้าร่วมฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่างๆในประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศไทย และกิจกรรมที่ทางสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ได้ทำไปในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในประเทศไทย ในแต่ละเวทีที่ผมสนใจและได้เข้าร่วม อย่างเช่นเวทีที่เกี่ยวกับสื่อออนไลน์ที่พูดถึงแนวโน้มของสื่อออนไลน์ที่เข้ามาช่วยในการรายงานข่าวสาร รวมถึงปัญหาที่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์พบโดยทั่วไปจากการใช้สื่อออนไลน์ ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเวทีที่เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากมีการใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมาควบคุมสิทธิเสรีภาพของการใช้สื่อออนไลน์อินเตอร์เน็ตของทั่วโลก ซึ่ง ประเทศไทยในปัจจุบันกำลังประสบปัญหาดังกล่าวอยู่ โดยส่วนใหญ่แล้วในที่ประชุมเห็นว่ารัฐบาลออกกฎหมายประเภทดังกล่าวก็เพื่อต้องการควบคุมและริดลอนสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชนและประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น และเวทีที่สนุกและน่าสนใจอีกเวทีหนึ่งก็คือผมได้เข้าร่วมฟังและทำเวิร์คชอปเกี่ยวกับ Universal Periodic Review (UPR) อันเป็นกลไกหนึ่งของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Right Council: UNHRC) เพื่อการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ และประเทศไทยจะถูกตรวจสอบจากกลไกดังกล่าวในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

เกี่ยวเนื่องกันเป็นเวทีที่เกี่ยวกับการส่งเสริมให้มีการรณรงค์ให้เอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Campaign Against Impunity เพราะพบว่าในปัจจุบันสื่อมวลชนในประเทศต่างๆมากมาย ถูกสังหาร ถูกขู่ฆ่าจากผู้มีอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลประเทศนั้นๆก็ยังไม่สามารถที่จะเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ ไม่ไกลจากประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ คดี Ampatuan เป็นคดีสังหารหมู่นักข่าวและนักการเมืองท้องถิ่น 58 ศพเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2009 จนถึงปัจจุบันแม้จะรู้ตัวผู้กระทำผิดและกำลังมีการพิจารณาคดีอยู่ในชั้นศาลแต่ทางผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยังมีความรู้สึกว่าผู้ต้องหาในคดีนี้จะหลุดจากคดีก็เป็นไปได้เพราะเป็นผู้มีอำนาจ อันเนื่องมาจากคดี Ampatuan ที่คนทั่วโลกรู้จักในที่ประชุมจึงมีมติกำหนดให้วันที่ 23 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวัน Against Impunity Day โดยให้ทางสมาชิกองค์กรของ IFEX ที่มีอยู่ทั่วโลกไปดำเนินกิจกรรมรณรงค์ตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะองค์กรสื่อและตัวแทนสื่อที่เข้าร่วมที่มาจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้พูดคุยถึงมติดังกล่าวและพร้อมที่จะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป

 
หน้า 1 จาก 4
วีทีอาร์-สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พศ. 2559

ดูวีทีอาร์ทางyoutube

Login Form



หนังสือน่าอ่าน

 



จำนวนผู้ออนไลน์

เรามี 1183 บุคคลทั่วไป และ 1 สมาชิก ออนไลน์
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ :: The National Press Council of Thailand สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย :: Thai Broadcast Journalists Association สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย :: ISRA Institute Thai Press Development Foundation ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ :: Information Technology Press Club The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) thai society of environmental jounalists