ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย ,TJA : Thai Journalist Association,สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats Mon, 18 Jan 2021 19:51:19 +0000 Joomla! 1.5 - Open Source Content Management th-th สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-31 ต.ค.2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5497--1-31-2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5497--1-31-2563

สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-31 ต.ค.2563


1.เว็ปไซต์ "
วอชิงตันโพสต์
" รายงาน นักข่าวทำเนียบขาวมีผลรวจผลบวกกับไวรัสโคโรนา โดยนักข่าวสามคนรวมถึง Michael D. Shear ผู้สื่อข่าวของ New York Times
ได้ทดสอบเป็นบวกในการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวที่ทำงานร่วมกับสื่อมวลชน การติดเชื้อรายใหม่ครั้งนี้ทำให้เกิดความวิตกกังวลอีกรอบ ซึ่งสมาคมผู้สื่อข่าวของทำเนียบขาว เรียกร้องให้สมาชิกหลีกเลี่ยงห้องแถลงข่าว และพื้นที่ทำงานขนาดเล็กที่อยู่ด้านหลังภายในปีกตะวันออกของทำเนียบขาว

2.เว็ปไซต์ "ไทยโพสต์" รายงานคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ ซึ่งมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มอบหมายให้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อนำมาปรับรูปแบบและกระบวนการให้ทุน พร้อมกับการสร้างความเข้าใจกับผู้ที่จะเสนอขอให้รับการพิจารณาแบบทั่วถึงได้โครงการที่มีคุณภาพและเกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง โดยจากการที่ได้เปิดให้ทุนปี 2563 ได้รับความสนใจอย่างมากมีผู้เสนอโครงการมากว่า 1,460 โครงการ แต่จัดสรรได้เพียง 95 โครงการ ด้วยงบประมาณจำกัดเพียง 300 ล้านบาท ดังนั้น ในปี 2564 ได้ทำแผนเสนอของบประมาณเพิ่มเติม ไปยังสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยนำประสิทธิภาพและผลสำเร็จ และสรุปผลโครงการที่เสนอขอในปีที่ผ่านมาไปประกอบการพิจารณา และจะเปิดเวทีทั้ง 4 ภาค เน้นการให้ความรู้เสนอแนะวิธีการเขียนขอทุน การกำหนดประเด็นปัญหาและผลิตชิ้นงาน และชี้แจงข้อจำกัดและกระบวนการการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อตัดปัญหาการทิ้งงานในอนาคต วางแผนจะประกาศเปิดรับโครงการตั้งแต่เดือน ม.ค.2564 และปลายเดือน ก.พ.2564 จะได้โครงการของผู้รับทุนเพื่อให้เวลาทำงานทันกำหนดเวลา

3.วันที่ 15 ต.ค.2563 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ แถลงการณ์ 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ เรื่อง หยุด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลิดรอนเสรีภาพสื่อ การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 4 องค์กร มีความเห็นร่วมกันว่า การใช้อำนาจเช่นนี้ ยิ่งจะสร้างความขัดแย้งให้สังคมมากขึ้น และอาจนำไปสู่การลิดรอนสิทธิ เสรีภาพของสื่อมวลชนซึ่งขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง เมื่อเหตุที่รัฐบาลอ้างในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังมีข้อโต้แย้ง ยังมีข้อสงสัยว่า เป็น “สถานการณ์ที่มีความร้ายแรงอย่างยิ่ง” หรือไม่ ข้ออ้างดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอที่รัฐบาลจะอาศัยเป็นข้อยกเว้น ในการจำกัดเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ที่ให้การรับรองว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจ ก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้” ดังนั้น การดำเนินการใดๆ ของรัฐบาล ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พึงต้องระมัดระวังมิให้ละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน แต่ในขณะเดียวกันสื่อมวลชนก็ต้องระมัดระวังในการใช้เสรีภาพภายในขอบเขตความรับผิดชอบด้วย

4.วันที่ 15 ต.ค.2563 นักวิชาการด้านสื่อ 62 รายชื่อ 24 สถาบันออกแถลงการณ์ เรื่อง "การสื่อสารเพื่อคลี่คลายวิกฤติความขัดแย้งในสังคมไทย" โดยแถลงการณ์ มีเนื้อหาระบุถึง สังคมไทยต้องเผชิญกับวิกฤติความขัดแย้งของคนในสังคมอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน และไม่มีทีท่าว่าวิกฤติจะคลี่คลายลง ทุกวันนี้ จํานวนการสื่อสารที่กระตุ้นความเกลียดชัง บิดเบือนความจริง และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เห็นต่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจากสื่อมวลชนกระแสหลักหรือสื่อภาค ประชาชนฝ่ายใดก็ตาม ซึ่งหากสถานการณ์ดังกล่าวยังคงดําเนินต่อไปและไม่เร่งหาทางแก้ไข อาจนําไปสู่วิกฤติ ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงยิ่งในสังคม ในฐานะนักวิชาการที่สอนด้านสื่อและการสื่อสารทั้งหมด 62 คน (ตามรายนามแนบท้าย) รู้สึกห่วงใย ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และมองว่าการสื่อสารเป็นกลไกสําคัญที่จะนําไปสู่การหาทางออกที่แท้จริงของ วิกฤตการณ์ได้ จึงขอเสนอทางออกดังต่อไปนี้1. ขอให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงและการสื่อสารเพื่อสร้างความเกลียดชังต่อกันทั้งในการเผชิญหน้าและการสื่อสารผ่านสื่อทุกประเภท2. ขอให้ภาครัฐจัดพื้นที่การสื่อสาร เปิดโอกาสให้ตัวแทนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติดังกล่าวได้สื่อสารกัน รับฟังกัน และพูดคุยหาทางออกร่วมกันอย่างมีสติ3. ขอให้ผู้บริหารองค์กรสื่อมวลชนและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับในองค์กรสื่อมวลชนยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อและความรับผิดชอบต่อสังคม นําเสนอข้อมูลข่าวสารของเหตุการณ์อย่างถูกต้อง รอบด้าน ไม่กระตุ้นความเกลียดชัง มุ่งสร้างสติและสันติให้คนในสังคม4. ขอให้องค์กรที่ทําหน้าที่กํากับดูแลสื่อและการสื่อสาร ทั้งของภาครัฐและภาควิชาชีพปฏิบัติงานกํากับดูแลสื่อในเชิงรุกบนพื้นฐานของจรรยาบรรณสื่อ ความรับผิดชอบต่อสังคมและคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รอบด้านของคนในสังคม5. ขอให้สถาบันการศึกษาและนักวิชาการด้านสื่อและการสื่อสารตระหนักถึงพันธกิจสําคัญของตนในการร่วมแก้ปัญหาสังคมด้วยการสื่อสาร โดยช่วยกันสื่อสารเพื่อสร้างสติและสันติใน สังคม รวมถึงเปิดพื้นที่ทางการสื่อสารให้แก่นิสิตนักศึกษา และคนในสังคม เพื่อร่วมกันหาทางออกของวิกฤตการณ์ครั้งนี้6. ขอให้คนในสังคมร่วมกันตรวจสอบการทํางานของสื่อที่มุ่งสร้างความเกลียดชัง บิดเบือนความจริง และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งอาจนําไปสู่ความรุนแรงทางกายภาพได้7. ขอให้ผู้ใช้สื่อมีสติในการส่งสารและรับสาร เคารพในความเป็นมนุษย์ ไม่สื่อสารสร้างความเกลียดชัง เปิดรับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เพื่อไม่ ตกเป็นเครื่องมือในการสร้างความเกลียดชังของฝ่ายใด

5. 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ได้แก่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในสถานการณ์ความขัดแย้ง มีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ได้มีการจัดชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จนนำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กรุงเทพฯ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ และขอเรียกร้องต่อทุกฝ่าย ดังนี้1. ขอให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ที่จะเป็นการลิดรอนเสรีภาพสื่อ โดยให้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และต้องไม่ใช้สื่อของรัฐปลุกระดมให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง2. ขอให้ฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุม เข้าใจและเคารพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ให้สามารถนำเสนอข่าวได้อย่างอิสระ เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน รอบด้านและเป็นไปตามหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งนี้ สื่อมวลชนมีหน้าที่รายงานข่าวและข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร จึงไม่ควรตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่ คุกคามและแทรกแซงไม่ว่าจากฝ่ายใด ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ จะส่งผลกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ของประชาชน3. ขอให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่การรายงานข่าวสารข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง  ไม่ส่งผ่านถ้อยคำความรุนแรงที่อาจจะสร้างความเกลียดชังระหว่างคนในสังคมและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านมากที่สุด

6.เว็ปไซต์ "ข่าวสด" รายงานจากกรณี นายกิติ อายุ 24 ปี ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวประชาไทถูกจับกุม ยึดกล้อง และโทรศัพท์ ขณะรายงานสด บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ โดยนักข่าวประชาไทได้พูดในไลฟ์ว่า "ผมถูกควบคุมตัวเรียบร้อยแล้วครับ" โดยถูกควบคุมตัวมัดมือไพล่หลังในรถผู้ต้องขัง เมื่อช่วงค่ำ วันที่ 16 ต.ค.2563 ได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 17 ต.ค.2563 โดยประชาไทเปิดเผยว่า นายกิติ นักข่าวประชาไท ที่ถูกจับกุมขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจ สลายชุมนุมแยกปทุมวัน ฯ ได้รับการปล่อยตัว จาก ตชด.ภาค1 แล้ว โดยถูกปรับ 300 บาท ข้อหาฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ม.368
7.วันที่ 19 ต.ค.2563 กอร.ฉ สั่ง กสทช. – ดีอีเอส ระงับ/เผยแพร่การนำเสนอข่าว ของ Voice TV ประชาไท The reporter THE STANDARD โดยพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ได้ออกคำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ที่ 4/2563 เรื่อง ให้ตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามข้อ 2 ของข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา

11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยระบุตอนหนึ่งว่า เนื่องจากปรากฏว่าได้มีการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนทางโทรทัศน์ด้วยการนำเสนอเนื้อหารายการบางส่วนของ วอยซ์ทีวี และ / หรือสื่อสังคมออนไลน์ อันได้แก่ Voice TV ประชาไท Prachatai.com The reporter THE STANDARD และ เยาวชนปลดแอก Free YOUTHจึงให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอีเอส) ดำเนินการเพื่อตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศหรือระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์แล้วแต่กรณีตามหน้าที่และอำนาจ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2563


8.จากกรณีคำสั่งของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) ได้ออกคำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ที่ 4/2563 เรื่อง ให้ตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศรายการบางส่วนของ วอยซ์ทีวี และ/หรือสื่อสังคมออนไลน์ อันได้แก่ Voice TV, ประชาไท Prachatai.com, The reporter, THE STANDARD และ เยาวชนปลดแอก Free YOUTHทั้งนี้ นายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร THE STANDARD โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nakarin Wanakijpaibul ระบุว่า หลายคนคงได้เห็นเอกสารนี้ ผมและทีมงานตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่าจริงครับ ทางเจ้าหน้าที่ กอร.ฉ. จะแถลง 10 โมงเช้า ขอบคุณทุกท่านที่ส่งความห่วงใยมาครับ THE STANDARD ขอยืนยันในฐานะสื่อมวลชนว่าจะทำหน้าที่ยึดตามหลักวิชาชีพ จรรยาบรรณ สิทธิเสรีภาพสื่อตามกฎหมายครับ


9.เว็ปไซต์ "ThaiPBS" รายงาน สื่อมวลชนไทย-ต่างประเทศ เรียกร้องรัฐเคารพสิทธิเสรีภาพ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย หรือ FCCT ออกแถลงการณ์ ระบุ กังวลต่อความปลอดภัยของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสื่อมวลชนทั้งไทยและสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติของพระราชกำหนดฉุกเฉินฉบับใหม่ กับข้อห้ามในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงที่คลุมเครือ และไม่ชัดเจน ซึ่งอาจจะทำให้มีผู้สื่อข่าวถูกจับกุมระหว่างการรายงานข่าวได้ ดังที่เกิดขึ้น เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ต.ค.2573 แม้จะเป็นการจับกุมเพียงชั่วคราว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้แสดงถึงความเสี่ยงที่สื่อต้องแบกรับในการรายงานข่าวทั้งนี้ FCCT ขอเรียกร้องให้ทางการไทยเคารพบทบาทและหน้าที่ของสื่อทุกแขนงในประเทศไทย เช่นเดียวกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หรือ TJA ออกแถลงการณ์เช่นกัน ความตอนหนึ่ง ระบุว่า ขอให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่จะเป็นการลิดรอนเสรีภาพสื่อ โดยให้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และต้องไม่ใช้สื่อของรัฐปลุกระดมให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

10.เว็ปไซต์ "กรุงเทพธุรกิจ" รายงานประชาชน ร้องเรียนตรวจสอบ "ทวิตเตอร์-เฟซบุ๊ค-เว็บบอร์ด" อื้อ จนท.ชี้ 324,990 เรื่อง เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพ์และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การชุมนุม กระทรวงดีอีเอส สรุปตัวเลขช่วงการชุมนุม รอบสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 13 - 18 ต.ค.2563 พบมีแกนนำ นักการเมือง ผู้ใช้โซเชียล โพสต์ผิดกฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เตรียมทยอยส่งดำเนินคดี พร้อมเตือนประชาชนใช้สื่อออนไลน์อย่างระมัดระวัง ตามที่นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้นโยบายในการตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การชุมนุม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ เฝ้าติดตามมอนิเตอร์การกระทำความผิดในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และแก้ไขเพิ่มเติม และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ระหว่างวันที่ 13-18 ต.ค.2563 โดยที่มีทั้งประชาชนแจ้งเข้ามา และทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบ ว่าเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงกระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งหมด 324,990 เรื่อง แบ่งเป็น Twitter 75,076 เรื่อง Facebook 245,678 เรื่อง และ Web board 4,236 เรื่อง ซึ่งรวมทั้งผู้โพสต์คนแรก และแชร์ รีทวิตข้อความที่ผิดกฎหมาย


11.วันที่ 19 ต.ค.2563 ทาง 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนประกอบด้วย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยิสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ออกแถลงการณ์ร่วม เรื่อง การตรวจสอบ-ระงับสื่อมวลชนในการสถานการณ์การชุมนุมที่มีความละเอียดอ่อน ภายหลังมีคำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ที่ 4/2563 เรื่อง ให้ตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศหรือระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์แล้วแต่กรณีตามหน้าที่และอำนาจ  ของสื่อมวลชน อันประกอบด้วย วอยซ์ทีวี และหรือสื่อสังคมออนไลน์ อันได้แก่ Voice TV  ประชาไทดอทคอม The Reporters และ The Standard ตามความทราบแล้วนั้น6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าการที่อ้างอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในการตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศหรือระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของสื่อมวลชน ในสถานการณ์ความขัดแย้งเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน จึงขอยืนยันจุดยืนดังต่อไปนี้1. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันจุดยืนคัดค้านการปิดกั้นหรือคุกคามสื่อมวลชนในทุกรูปแบบไม่ว่าจากฝ่ายใด2. การตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศหรือระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ อาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 35 ระบุว่า “... การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพจะกระทำมิได้...”ทั้งนี้ รัฐบาลจะสามารถใช้กฎหมายพิเศษเพื่อจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนได้ก็เพียงการห้ามเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน เฉพาะในประเด็นที่ละเมิดกฎหมายโดยชัดแจ้งเท่านั้น แต่ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่เกินกว่าเหตุ3. การปิดกั้นสื่อในลักษณะนี้ ย่อมเป็นความพยายามในการปิดกั้นสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน จึงอาจทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นสื่อดังกล่าว ออกมาเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อนและอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้4. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่เห็นด้วยกับการอาศัยความเป็นสื่อมวลชนบิดเบือนข้อเท็จจริงและยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง ยุยงให้มีการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมทั้งกระทำการใดๆ ที่ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง และขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่รายงานข่าวสารที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วยความครบถ้วนรอบด้าน โดยนำเสนอความจริงและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วยการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งระมัดระวังการนำเสนอข่าวที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในการยุติปัญหาสุดท้ายนี้ การแสดงจุดยืนของทั้ง 6 องค์กรสื่อ เป็นไปตามหลักการของผู้ประกอบวิชาชีพ โดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก  ไม่ประสงค์จะให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำแถลงการณ์ฉบับนี้ไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง


12.เว็ปไซต์ "คมชัดลึก" รายงานแถลงการณ์ คณาจารย์ วารสารฯ"ธรรมศาสตร์" ขอให้หยุดแทรกแซงสื่อ ยุติปิดกั้นเสรีภาพสื่อมวลชน โดยเฟซบุ๊กเพจ“JCTeam@yrservice”ของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของ คณาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง“ขอให้ยุติการแทรกแซงและปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชน” โดยระบุว่า ตามที่มีเหตุการณ์การชุมนุมของประชาชน เยาวชน นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ซึ่งโดยภาพรวมเป็นการใช้สิทธิการชุมนุมอย่างสันติ ปราศจากอาวุธ ภายใต้ความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ได้มีการใช้กำลังของรัฐต่อผู้ชุมนุมในการกระชับพื้นที่ ซึ่งก่อให้เกิดการบาดเจ็บทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่และฝ่ายผู้ชุมนุม อีกทั้งมีการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 และข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563 ข้อ 2 (ห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือ ทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด รวมตลอดทั้งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์บรรดาที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในทั่วราชอาณาจักร)โดยมีคำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ที่ 4/2563 ให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ของสื่อ 4 แห่ง ได้แก่ Voice TV ประชาไท The reporters และThe STANDARD รวมถึงเพจของนักกิจกรรมคือ เยาวชนปลดแอก Free YOUTH นั้นคณาจารย์ของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ขอแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับการกระชับพื้นที่ของรัฐ และต่อประกาศและคำสั่ง ดังกล่าว จึงขอเรียกร้องดังนี้
1. ขอให้ยกเลิกประกาศหรือคำสั่งใดที่เป็นการปิดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อทุกประเภท เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลและข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่มีความหลากหลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย พลเมืองมีสิทธิอันชอบธรรมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริงในเชิงเปรียบเทียบด้วยตนเอง ดังนั้นการออกกฎระเบียบใดๆ เพื่อระงับหรือจำกัดสิทธิในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนจึงเป็นสิ่งไม่สมควรในการกำกับดูแลสื่อในระบอบประชาธิปไตย2. ขอให้รัฐบาลให้เสรีภาพสื่อได้ทำหน้าที่อย่างอิสระ การเลือกปฏิบัติในการสั่งระงับหรือจำกัดการทำหน้าที่ของสื่อบางราย ไม่อาจเป็นแนวทางในการสร้างความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยแก่รัฐ แต่ยิ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อข้อมูลข่าวสารที่ผ่านการคัดกรองช่องทางการนำเสนอจากรัฐมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในทางปฏิบัติหากรัฐพบว่าสื่อใดนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง รัฐควรชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบผ่านช่องทางต่างๆ ส่วนสื่อที่ละเมิดกฎหมาย รัฐสามารถใช้กฎหมายพื้นฐานที่มีอยู่ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ในการดำเนินคดี3. ขอให้สื่อนำเสนอเนื้อหาข่าวการชุมนุมอย่างรอบด้าน ขอให้สื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อสถาบัน นำเสนอเนื้อหาข่าวการชุมนุมและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ปราศจากการชี้นำต่อประชาชน เพื่อลดโอกาสที่จะนำไปสู่การเพิ่มความขัดแย้งและใช้ความรุนแรง4. ขอให้รัฐยุติการใช้ความรุนแรงและอำนวยการจัดพื้นที่การเจรจาที่ปลอดภัยกับผู้ชุมนุม จากการที่รัฐใช้กำลังเข้ากระชับพื้นที่กับผู้ชุมนุม จนเกิดการบาดเจ็บทั้งกับเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ขอให้รัฐยุติการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมในทุกกรณี รวมทั้งแสดงการรับทราบข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และอำนวยการจัดพื้นที่การเจรจาที่ปลอดภัยกับผู้ชุมนุมโดยด่วน ในส่วนของผู้ชุมนุม เมื่อรัฐรับทราบข้อเสนอของผู้ชุมนุมแล้ว ขอให้ผู้ชุมนุมพิจารณาชะลอการชุมนุมไว้ชั่วคราว และเข้าร่วมเวทีการเจรจากับฝ่ายรัฐ เพื่อหาทางออกอย่างสันติวิธีร่วมกัน


13.แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขอเชิญสื่อมวลชนส่งผลงานเข้าประกวด "รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน" ประจำปี 2563 (Media Awards 2020) การประกวด “รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน” ประจำปี 2563 ( Media Awards 2020) มีทั้งหมด 6 รางวัล โดยแบ่งประเภทการประกวดดังต่อไปนี้1. ข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อสิ่งพิมพ์2. ข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อออนไลน์3. ข่าวหรือสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อโทรทัศน์ (ความยาวรวมไม่เกิน 20 นาที)4. สารคดีหรือสารคดีเชิงข่าวประเภทรายการโทรทัศน์ (ความยาวรวมไม่เกิน 60 นาที)ประเภทใหม่5. ข่าวหรือสารคดีเชิงข่าวที่นำเสนอในรูปแบบคลิปวิดีโอออนไลน์ (ความยาวรวมไม่เกิน 10นาที)6. ภาพถ่ายในหัวข้อ “สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ...ความงดงามในเสรีภาพการแสดงออก”โดยการประกวดในประเภทที่ 1-4 รับเฉพาะผลงานจากสื่อมวลชนเท่านั้น ส่วนในประเภทที่ 5-6 เปิดรับผลงานทั้งจากสื่อมวลชนและบุคคลทั่วไปสำหรับผลงานที่ส่งเข้าประกวดในประเภทที่ 1-5 ต้องเผยแพร่หรือตีพิมพ์ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562- 31 ตุลาคม 2563 ส่วนประเภทที่ 6 ต้องเป็นภาพถ่ายตั้งแต่ 1 มกราคม 2563-31 ตุลาคม 2563 เท่านั้น โดยจะมีการเปิดรับผลงานในทุกประเภทระหว่างวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2563


14.เว็ปไซต์ "คมชัดลึก" รายงาน อสมท.เตรียมลดพนักงานจากหลักพันให้เหลือแค่ 700 คน โดยนายสิโรตม์ รัตนามหัทธนะ กรรมการและรักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท. จำกัด มหาชน เปิดเผยว่า บริษัทกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติด้านการเงินอย่างหนัก และมีความจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลง ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน อสมท. มีรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกิจการของ อสมท. ดำรงอยู่ได้ด้วยเงินจากการโฆษณา ซึ่งการเกิดขึ้นของทีวีดิจิตอลทำให้เม็ดเงินดังกล่าวถูกตัดแบ่งออกไปสู่ช่องทีวีรายใหม่จำนวนมากอย่างต่อเนื่องประกอบกับจำนวนผู้ชมโทรทัศน์และผู้ฟังวิทยุลดลงอย่างมากและต่อเนื่อง ทำให้เม็ดเงินโฆษณาในสื่อวิทยุ และโทรทัศน์ถูกโยกไปสู่สื่อดิจิทัลอื่นๆ เป็นเหตุให้เกิดผลกระทบแก่อุตสาหกรรมโทรทัศน์อย่างควบคุมไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อทุกอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นภาวะที่ควบคุมไม่ได้และยังไม่มีจุดสิ้นสุด ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้น ได้ประมินธุรกิจลักษณะดียวกับ อสมท. ว่าจำนวนพนักงานที่เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจในอนาคตคือ 700 คน ในขณะที่ปัจจุบัน อสมท. มีพนักงานมากถึง 1,300 กว่าคน ไม่รวมถึงลูกจ้างโดยมีการแนะนำให้ อสมท. พิจารณาจัดโครงการร่วมใจจากองค์กร (MSP) เพื่อปรับลดพนักงานให้เหมาะสม โดยฝ่ายบริหารแนะนำให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ควรมีเป้าหมายในการบริหารจัดการเงินที่ได้รับจากโครงการฯ อย่างมีประสิทธิภาพ


15.เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" รายงาน อสมท เปิดโครงการ"ร่วมใจจาก" จ่ายสูงสุด 35.33 เท่า โดยนายสิโรตม์ รัตนามหัทธนะ กรรมการ และ รักษาการในตำแหน่ง กก.ผอ.ใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานของ อสมท ในปี 2564 จะมุ่งปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเดิม เพื่อรักษารายได้และเรตติ้ง และสร้างแหล่งรายได้ใหม่เพื่อการเติบโต เช่น การบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  เช่น ที่ดินย่านรัชดา-พระราม 9  รวมทั้งเดินหน้าพัฒนาโครงการธุรกิจดิจิทัลให้มีผลกำไร ขณะที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมสื่อในปัจจุบัน โดยเฉพาะสื่อดั้งเดิมมีอัตราการเติบโตของรายได้ที่ลดน้อยลง ซึ่งเป็นผลมาจาก Disruptive technology และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น  ทำให้รายได้จากธุรกิจโทรทัศน์และวิทยุของ  อสมท ลดลง  ซึ่งส่งผลให้ อสมท เริ่มมีผลการดำเนินงานขาดทุนตั้งแต่ปี 2559  เป็นต้นมา ในปีนี้ อสมท จึงได้เริ่มดำเนินโครงการร่วมใจจากองค์กร (Mutual Separation Plan :MSP) ประจำปี 2563 โดยที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ.อสมท ครั้งที่ 13/2562 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563  ได้มีมติเห็นชอบให้ อสมท ดำเนินโครงการดังกล่าวตามความสมัครใจและความประสงค์ร่วมกันของพนักงาน และ บมจ.อสมท เพื่อปรับลดจำนวนบุคลากรให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจในอนาคตและสถานะทางการเงินขององค์กร  โดยพนักงานที่มีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมโครงการร่วมใจจากองค์กร ต้องเป็นพนักงานที่มีอายุระหว่าง 45 ปีบริบูรณ์ ถึง 59 ปีบริบูรณ์  มีอายุงานตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป และไม่อยู่ระหว่างถูกสอบสวนทางวินัยโดยจะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2564สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับ คือ 1. ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษได้รับตามจำนวนปีที่ปฏิบัติงาน แต่สูงสุดไม่เกิน 22 เท่าของเงินเดือนสุดท้าย 2.เงินชดเชยในการทำงานตามตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ตามระยะเวลาการปฏิบัติงาน (ประมาณ 10-13.33 เท่าของเงินเดือน เดือนสุดท้าย) 3.เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  ตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น"ขณะนี้มีพนักงานยื่นความประสงค์เข้าร่วมโครงการกว่า 300 คน โดยหลังจากนี้ อสมท จะคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป และขอยืนยันว่าโครงการดังกล่าว ไม่ใช่การปลดพนักงาน แต่เป็นความสมัครใจของพนักงานที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปตามมติของคณะกรรมการ บมจ.อสมท ไม่ใช่มติของกระทรวงการคลังตามที่ปรากฎในข่าวแต่อย่างใด"นายสิโรตม์ ระบุ


16.เว็ปไซต์ "กรุงเทพธุรกิจ" รายงาน 'ฉัตรชัย' ลาออกจากกรรมการผู้จัดการ-กรรมการบริหาร 'NBC' มีผล 26 ต.ค. โดยบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด) ครั้งที่ 10/2563เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2563 โดยมีมติที่สำคัญสรุปได้ดังนี้ คือ รับทราบการลาออกของนายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย จากตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหารของบริษัทฯ ตามหนังสือลาออก ฉบับลงวันที่ 26 ต.ค.2563 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค..2563 เป็นต้นไป และ ลาออกจากตำแหน่งกรรมการของบริษัทฯ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่30 ต.ค. 2563 เป็นต้นไป
พร้อมอนุมัติการแต่งตั้ง นายสุภวัฒน์ สงวนงาม ดำรงตำแหน่ง รักษาการกรรมการผู้จัดการ แทนนายฉัตรชัยภู่โคกหวาย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. 2563 ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ พร้อมอนุมัติการเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.2563 เป็นต้นไป และมีรายละเอียด ดังนี้ เดิม  นายฉาย บุนนาค, นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย , นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล นางวรางคณา กัลยาณประดิษฐ กรรมการสองในสี่คนลงลายมือชื่อร่วมกัน พร้อมประทับตราสำคัญของบริษัท  ใหม่ : นายฉาย บุนนาค นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล นางวรางคณา กัลยาณประดิษฐ กรรมการสองในสามคนลงลายมือชื่อร่วมกัน พร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทนอกจากนี้อนุมัติการเปลี่ยนแปลงรายนามกรรมการผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงินจากบัญชีธนาคารของบริษัทฯ หรือลงนามในเช็คที่ออกในนามบริษัทฯ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. 2563 เป็นต้นไป และมีรายละเอียด ดังนี้ เดิมคือ นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล นางวรางคณา กัลยาณประดิษฐ สองในสามท่าน ลงลายมือชื่อร่วมกัน ไม่จำกัดวงเงิน ใหม่ คือ นายฉาย บุนนาค นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล นางวรางคณา กัลยาณประดิษฐ กรรมการสองในสามท่าน ลงลายมือชื่อร่วมกัน ไม่จำกัดวงเงิน ทั้งนี้ไม่มีผลบังคับย้อนหลังต่อลายมือชื่อที่เคยลงนามในเอกสารต่างๆของธนาคาร


17.เว็ปไซต "สำนักข่าวอิศรา" รายงานรมว.ดิจิทัลฯโต้ข้อกล่าวปิดกั้นการแสดงออกของประชาชน-ปิดสื่อ ยันจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายจริงจัง โดยนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวชี้แจงต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา สมัยวิสามัญ 2563 กรณีถูกอภิปรายว่ารัฐบาลใช้กฎหมายปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนว่า ข้อกล่าวหาถึงการใช้กฎหมายปิดกั้นการแสดงออกของประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์นั้น ในฐานะที่เป็นภาครัฐ มีความจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง คนที่ท่องโลกออนไลน์ทุกวันนี้มีความหลากหลาย แต่เนื้อหากับสิ่งที่ออกมานั้นรุนแรงมาก หากไม่ใช้กฎหมายบ้างจะเกิดการยุยงปลุกปั่นทำลายสถาบันฯด้วยความหยาบคาย เราดำเนินการกับคนที่มีความผิดเท่านั้น ทั้ง 300,000 กว่า URL เป็นตัวเลขที่เราติดตามได้จริง แต่เราดำเนินคดีประมาณ 2,000 ราย เป็นบุคคลที่กระทำความผิดจริงนายพุทธิพงษ์ ระบุถึงกรณีมีการกล่าวหาว่าปิดกั้นสื่อมวลชนนั้น ยืนยันว่าหลายสื่อมีเจตนาเผยแพร่ข่าวทำร้ายจิตใจ จาบจ้วง และไม่ได้เปิดพื้นที่ให้กับใครเลย แบบนี้จะยอมให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ ใครทำผิดต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ได้ใช้ความรู้สึกดำเนินการ แต่ใช้อำนาจผ่านกระบวนการทางศาล และนำคำสั่งของศาลมาปฏิบัติ วันนี้สื่อทุกแขนงยังนำเสนอได้อย่างเต็มที่ เพียงแต่มีการเตือนให้อยู่ในกรอบของกฎหมายเท่านั้น ต้องการทำให้สังคมการสื่อสารออนไลน์เป็นพื้นที่ปลอดภัยและสะอาด เพื่อให้เกิดประโยชน์โดยรวม


18.เว็ปไซต์ "กรุงเทพธุรกิจ" รายงาน 'ฉาย บุนนาค' ขอบคุณ ม็อบชุมนุมฝั่งตรงข้ามตึกอินเตอร์ลิ้ง อย่างสงบ พร้อมรับฟังความเห็นต่าง ยอมรับ ได้ยินข้อกล่าวหาเนชั่นบิดเบือน โดยนายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แถลงขอบคุณม็อบชุมนุมฝั่งตรงข้ามตึกอินเตอร์ลิ้งที่ชุนุมอย่างสงบ พร้อมรับฟังความเห็นต่าง ยอมรับว่าได้ยินข้อกล่าวหาเนชั่นบิดเบือน แต่ยังไม่เห็นหลักฐาน ถ้ามีอะไรผิดกฎหมายให้ใช้ช่องทางกฎหมายได้เลย หรือส่งหลักฐานมา ก็จะรับไปตรวจสอบ แต่ที่ผ่านมาไม่มี และจะไม่เติมไฟความขัดแย้ง พร้อมย้ำอุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เคารพความเห็นต่าง และได้ตรวจสอบทุจริตทุกรัฐบาล การทำหน้าที่นำเสนอความจริงอีกด้านอาจทำให้บางคนไม่พอใจ แต่ก็สามารถฟ้องร้องได้ถ้าคิดว่าไม่จริง ยืนยันว่าเนชั่นไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง


19.เว็ปไซต์ "คมชัดลึก" รายงานช่อง 3 ลดพนักงาน อีกรอบ เป้า 30% โดยทีวีดิจิตอล วอชท์ เผยแพร่ข่าวว่า กลุ่มช่อง 3 ได้ประกาศลดพนักงานระลอกใหม่ ตั้งเป้า 30% จากจำนวนพนักงานที่มีอยู่ 1200 คน มีผลสิ้นเดือนตุลาคม โดยมีรายชื่อของ นางสาวพัชรศรี เบญจมาศ หรือ “กาละแมร์” และ นางสาวกุลนัดดา ปัจฉิมสวัสดิ์ หรือ “นีน่า” 2 อดีตพิธีกรข่าว ที่อยู่ในกลุ่มรายชื่อพนักงานฝ่ายข่าว และเป็นพนักงานประจำข่าวดังกล่าว สร้างความแปลกใจให้กับบรรดาพนักงาน ที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ทั้งสองคนมีรายชื่อเป็นพนักงานประจำด้วยสำหรับ พนักงานที่ต้องออกในชุดนี้ มีผลเดือนตุลาคม ชดเชยตามกฎหมายแรงงาน บวกเพิ่มพิเศษ 2 เดือน หรือ ได้รับชดเชยสูงสุด 400 วัน หรือประมาณ 13.3 เดือน หากมีอายุงาน 20 ปีขึ้นไป และต่ำสุด 30 วัน หากมีอายุงาน 120 วัน – 1 ปี

20.เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" รายงานช่อง 3 แจงปมเลิกจ้างพนักงาน ลดต้นทุน-ค่าใช้จ่ายเพื่อรันธุรกิจให้ไปต่อ โดยฝ่ายสื่อสารองค์กร บมจ. บีอีซี เวิลด์ ได้ออกหนังสือคำชี้แจงกรณีเลิกจ้างพนักงาน ระบุว่า บมจ. บีอีชี เวิลด์ ผู้ประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้มีการประกาศเลิกจ้างพนักงานครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งเนื่องจากความจำเป็นที่บริษัทจะต้องปรับลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายของบริษัทที่มีจำนวนมากลง โดยหนึ่งในการดาเนินงานที่สาคัญที่จะสามารถทำให้ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายต่างๆ สามารถลดลงได้


บริษัทเล็งเห็นแล้วว่าการปรับขนาดองค์กรให้มีความเหมาะสม สำหรับการประกอบธุรกิจของบริษัทที่ขณะนี้เหลือเพียงช่อง 33 ดิจิทัลเพียงช่องเดียวเท่านั้น เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องดำเนินการในเวลานี้ เพื่อให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ถดถอยและปัจจัยแวดล้อมรวมถึงปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ในขณะนี้ ซึ่งการปรับตัวครั้งนี้จะทำให้บริษัทสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงต่อไป



]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ Wed, 04 Nov 2020 05:26:11 +0000
สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-30 ก.ย.2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5473---1-30-2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5473---1-30-2563

สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-30 ก.ย.2563

1.เว็ปไซต์ "มติชน" รายงานเฟซบุ๊ก เตรียมหยุดบริการข่าวในออสเตรเลีย หากกฎหมายใหม่บังคับให้จ่ายเงินค่าข่าว โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน เฟซบุ๊ก ประกาศจะหยุดการให้บริการแบ่งปันเนื้อหาข่าวในออสเตรเลียบนแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊ก หากข้อเสนอที่ให้เฟซบุ๊กต้องจ่ายเงินให้กับสื่อในออสเตรเลีย เป็นค่าตอบแทนที่ใช้เนื้อหาข่าวของสื่อเหล่านั้น ถูกบังคับใช้เป็นกฎหมายขึ้นมา และจะทำให้ออสเตรเลียกลายเป็นประเทศแรกที่ให้ยักษ์ใหญ่ด้านสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก และกูเกิล ต้องจ่ายเงินค่าข่าวให้แก่สื่อท้องถิ่นที่ถูกนำข่าวไปเสนอบนแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊กและกูเกิล

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กมีแผนที่จะปิดกั้นการแบ่งปันข่าวสำหรับผู้ใช้บัญชีชาวออสเตรเลีย มากกว่าที่จะจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ของข่าว

โดยวิล อีสตัน ผู้อำนวยการบริหารของเฟซบุ๊ก ออสเตรเลีย เขียนบนบล็อกว่า หากข้อเสนอดังกล่าวกลายเป็นกฎหมาย เฟซบุ๊กก็ต้องหยุดการให้สื่อและผู้คนในออสเตรเลีย แบ่งปันข่าวทั้งข่าวท้องถิ่นและข่าวระหว่างประเทศบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม พร้อมระบุว่า นี่ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของเฟซบุ๊ก แต่เป็นตัวเลือกสุดท้าย ที่จะเป็นหนทางเดียวในการปกป้องผลลัพธืที่จะตามมาหากไม่ทำตามระบบ และจะต้องเจ็บปวด

2.เว็ปไซต์ "คมชัดลึก" รายงาน "เนชั่นทีวี ส่งมอบ ธารน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย 10 ตำบล ใน อำเภอสวรรคโลก จ.สุโขทัย โดยนายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร เป็นผู้แทนผู้บริหารเนชั่นทีวี ได้ส่งมอบสิ่งของบริจาคในโครงการ เนชั่นทีวี รวมน้ำใจ สู้ภัยน้ำท่วม จากเหล่าพันธมิตร กลุ่มผู้สนับสนุน คุณผู้ชม ที่ได้ร่วมกันบริจาคสิ่งของมา 102 รายการ  เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอสวรรคโลก จ.สุโขทัย ทั้ง10ตำบล เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด  ฃโดยมีนายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นตัวแทนมารับมอบของบริจาค ถุงยังชีพ เครื่องอุปโภค บริโภค ในธารน้ำใจนี้ให้กับชาวสรรคโลก จากนั้นได้ปล่อยขบวนนำสิ่งของเข้าพื้นที่ทั้ง 10 ตำบล

3.เว็ปไซต์ "thumbsup" รายงานสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT ร่วมกับคันทาร์ (ประเทศไทย) สำรวจเม็ดเงินลงทุนผ่านสื่อดิจิทัลครั้งที่ 2 โดยเป็นการเก็บข้อมูลเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลของครึ่งปีแรกของปี 2563 พบว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อเม็ดเงินการลงทุนในสื่อดิจิทัล จากที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตเป็นเลขสองหลักกลับเหลือเพียง 0.3% โดยนายศิวัตร เชาวรียวงษ์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างมากทั้งในแง่บวกและแง่ลบต่อการใช้จ่ายเม็ดเงินโฆษณาในปีนี้ เมื่อดูจากภาพรวมอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมยานยนต์ มีมูลค่าเงินสะพัด2,577 ล้านบาท กลุ่มเครื่องประทินผิว มีมูลค่าเงินสะพัด 1,880 ล้านบาท กลุ่มเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ มีมูลค่าเงินสะพัด 1,643 ล้านบาท และกลุ่มการสื่อสาร มีมูลค่าเงินสะพัด 1,642 ล้านบาท เป็นธุรกิจที่มีการใช้จ่ายในช่องทางดิจิทัลมากที่สุดในปี 2563

ด้านของแพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ Youtube ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักที่แบรนด์ให้ความสนใจเช่นเดิม เพราะแบรนด์เชื่อว่ายังคงเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคนิยมใช้งาน ซึ่งทางสมาคมฯ เองก็คาดการณ์ว่า โซเชียลมีเดียจะเติบโต +32% ส่วนช่องทางเสิร์ช(Search) จะเติบโต +26% ส่วนการลงทุนใน Facebook Youtube และ Creative จะมีอัตราการเติบโตร่วมกันถึง 60% ของอัตรกาส่วนการลงทุนของทั้ง 14 ประเภทสื่อดิจิทัล

4.เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" รายงาน "เติมศักดิ์ จารุปราณ" ผู้ประกาศข่าวช่อง NEWS1 ผู้ดำเนินรายการ NEWS HOUR ทางช่องNEWS1 ในเครือ ผู้จัดการ เสียชีวิตแล้ว หลังเข้ารับรักษาอาการที่โรงพยาบาลศิริราช โดยเฟซบุค Termsak Jarupran เผยว่า เติมศักดิ์จารุปราณ เข้ารับรักษาอาการ เส้นเลือดสมองแตก 2 จุด มีน้ำในสมอง ที่โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 และเสียชีวิตในวันที่ 5 กันยายน 2563

5. เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" รายงานศาลฎีกาพิพากษา ลงโทษจำคุก "หมอเปรม" 2 เดือน ใส่กำไลอีเอ็ม คดีแก้ผ้านักข่าว กรณีน.พ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น พร้อมพวก ตกเป็นจำเลยในข้อหาข่มขืนใจ บังคับขู่เข็ญทำให้ตกใจกลัว และกระทำการอนาจารต่อหน้าธารกำนัล โดยมีผู้สื่อข่าวภูมิภาคในจังหวัดขอนแก่น เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง เหตุเกิดตั้งแต่วันที่27 กรกฎาคม 2559 และศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาจำคุก 2 เดือนโดยไม่รอลงอาญาแต่ นพ.เปรมศักดิ์ได้ยื่นต่อสู้ในชั้นศาลฎีกานั้น เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2563 ศาลฎีกาได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โดยตัดสินกักขังหมอเปรม 2 เดือน ใส่กำไลอีเอ็ม

6.เว็ปไซต์ "เนชั่นสุดสัปดาห์" รายงานแถลงการณ์ร่วม 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ต่อสถานการณ์ชุมนุม โดยมีเนื้อหาระบุว่าตามที่มีสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มประชาชน นิสิต นักศึกษา และนักเรียน ในช่วงที่ผ่านมาและกำลังจะมีการชุมนุมใหญ่วันที่ 19 กันยายน 2563 นั้น 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนประกอบด้วยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดและมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ โดยได้รับการสะท้อนปัญหาจากสื่อมวลชนผู้ปฏิบัติหน้าที่ภาคสนามในการเข้าพื้นที่การชุมนุมเพื่อรายงานข่าว จึงมีข้อเรียกร้องต่อทุกฝ่ายดังนี้

1.องค์กรวิชาชีพ ขอยืนยันหลักการเสรีภาพของสื่อมวลชนตามหลักสากล ที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จึงไม่ควรตกเป็นเป้าและเงื่อนไข ต้องได้รับอิสระในการรายงานข่าวเพื่อความครบถ้วนรอบด้านตามหลักจริยธรรมวิชาชีพ ปราศจากการกดดัน คุกคาม ในทุกรูปแบบ จึงเรียกร้องให้ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่สื่อมวลชนที่จะเข้าไปรายงานข่าวในพื้นที่

2.ขอให้กำลังใจกับสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้อง และขอให้ยึดมั่นในหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพในการรายงานข่าว ที่ครบถ้วน รอบด้าน พร้อมกับเปิดพื้นที่ให้การรายงานข่าวทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม เพื่อหาร่วมกันทางออกให้กับสังคมอย่างสันติ ปราศจากความรุนแรง

3.ขอให้กองบรรณาธิการของสำนักข่าวทุกแขนง ดูแลสวัสดิภาพและสวัสดิการที่เหมาะสม โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของสื่อมวลชนที่ปฏิบัติในพื้นที่เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ เพื่อให้การประสานงานระหว่างสื่อมวลชนกับฝ่ายผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจึงได้จัดตั้ง "ศูนย์ประสานงานสื่อมวลชนในสถานการณ์การชุมนุม (ศปสช.)" ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ประสานงาน ด้านการรักษาความปลอดภัยและด้านอื่นๆที่จำเป็น โดยมีทั้งอยู่ที่อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ถนนสามเสน ตรงข้าม ร.พ.วชิระ) พร้อมกับจัดทำ"ปลอกแขนสัญลักษณ์" ในการปฏิบัติหน้าที่ในการรายงานข่าวการชุมนุม

7.เว็ปไซต์ "มติชนออนไลน์" รายงานมะเร็งคร่า ‘โอเปิ้ล ประภาพร’ ผู้ประกาศข่าวกีฬาช่องดัง ด้วยวัย 41 ปี โดย“โอเปิ้ล” ประภาพรเชาวนาศิริ ผู้ประกาศข่าวกีฬาช่อง PPTV HD 36 ด้วยวัยเพียง 41 ปี เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อค่ำวันที่ 20 กันยายน ภายหลังมีรายงานว่าประภาพรต่อสู้กับโรคมะเร็งมาอย่างยาวนาน สำหรับประภาพร เชาวนาศิริ เป็นนักข่าวที่มีความรู้เกี่ยวกับฟุตบอลไทยหลากหลายแง่มุม เคยสังกัดช่องไทยพีบีเอส ก่อนจะย้ายมาสู่ช่อง PPTV HD 36 และยังคงทำข่าว จัดรายการวิเคราะห์เจาะลึก

หลังการจากไปของประภาพรได้มีเพื่อนร่วมวงการร่วมแสดงความเสียใจมากมาย อาทิ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักเตะและกุนซือทีมชาติไทย, “มาดามแป้ง” นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสรการท่าเรือ เอฟซี, “บับเบิ้ล” ยิ่งรัก รักษ์สุวรรณ นักข่าวสายฟุตบอลไทยชื่อดัง


8.เว็ปไซต์ "สำนักข่าวอิศรา" รายงาน บอร์ด อสมท มีมติเปิดโครงการ ‘เต็มใจจาก’ ตั้งเป้าลดพนักงาน 700 คน จากพนักงานที่มีทั้งหมด 1,600 คน โดยพล.ต.อ.ทวิชชาติ พละศักดิ์ ประธานกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับสำนักข่าวอิศรา ว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) อสมท. เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้เปิดโครงการ ‘เต็มใจจาก’ และโครงการสมัครเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออร์รี่รีไทร์) โดยตั้งเป้าจะลดจำนวนพนักงานลง 700 คน จากพนักงานทั้งหมดที่มี 1,600 คน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามคำแนะนำของกระทรวงการคลัง

“การลดพนักงานดังกล่าวเป็นไปตามคำแนะนำของกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ อสมท เพราะหากไม่ลดพนักงาน จะทำให้บริษัทฯไปไม่ไหว และหากพนักงานสมัครเข้าร่วมโครงการ ‘เต็มใจจาก’ ครบตามเป้าหมาย 700 คน ก็ไม่จำเป็นต้องมีโครงการเออร์รี่รีไทร์แล้ว อสมท จำเป็นต้องทำตามคำแนะนำของกระทรวงการคลัง เพราะไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาได้ ในขณะที่ อสมท เองมีความจำเป็นต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการฯ” พล.ต.อ.ทวิชชาติ ระบุ

สำหรับโครงการ ‘เต็มใจจาก’ นั้น เบื้องต้นที่ประชุมบอร์ด อสมท ให้นโยบายว่า พนักงานที่สมัครเข้าร่วมโครงการจะต้องได้รับเงินชดเชยตามระยะเวลาที่ทำงาน ซึ่งมากกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนด และยังจะได้รับเงินพิเศษเพิ่มอีก โดยขณะนี้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลอยู่ระหว่างพิจารณาหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และการชดเชยของโครงการฯ ทั้งนี้ บอร์ด อสมท ได้อนุมัติวงเงินค่าใช้จ่ายสำหรับใช้ดำเนินโครงการฯดังกล่าวเป็นเงินกว่า 1,000 ล้านบาท

9.เว็ปไซต์ "สำนักข่าวอิศรา" รายงาน ภาคปชช.ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯสตง.ตรวจสอบกองทุนพัฒนาสื่อฯ เบรกอนุมัติงบ 300 ล.เอื้อทุนใหญ่ โดยเมื่อวันที่ 23 กันยายน 256 นายณัฐพงศ์ เปาเล้ง ผู้แทนกลุ่มประชาชนเพื่อการปฏิรูปกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าฯสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้เร่งรัดดำเนินการตรวจสอบและยับยั้งการอนุมัติการให้ทุนสนับสนุน ของผู้ขอรับทุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 300 ล้านบาท ที่อาจผิดวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ในการก่อตั้งกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

นายณัฐพงศ์ ระบุว่า พันธกิจและเจตนารมณ์ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์สาธารณะและเป็นกองทุนเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการผลิตสื่อให้แก่ภาคประชาชน ชุมชน และองค์กรธุรกิจขนาดเล็ก แต่ผลการอนุมัติทุนของคณะกรรมการตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา กลับมุ่งเน้นที่เอกชนรายใหญ่ และหน่วยงานรัฐต่างๆ ที่มีงบประมาณในการดำเนินการเป็นของตนเองอยู่แล้ว ขัดแย้งกับพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ.2558  หมวด 1 มาตรา 5 (4) ที่กำหนดว่า ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง เพื่อให้เกิดการพัฒนา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์และ (6) ส่งเสริมบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรสาธารณประโยชน์ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่ดําเนินกิจกรรมเกี่ยวกับสื่อให้มีการผลิตและพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ เนื่องจาก“องค์กรเอกชน” ตามนิยามในประกาศคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เรื่อง การเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ประจำปี 2563 ข้อ 3.1.4 หมายความถึง สมาคม มูลนิธิ หรือองค์กรที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่จดทะเบียน เป็นนิติบุคคล หรือเป็นส่วนงานหรือโครงการในองค์กรนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อดําเนินกิจกรรม ที่เป็นสาธารณประโยชน์และไม่แสวงหากําไร

"เพราะฉะนั้น แม้ว่าทางกองทุนจะกล่าวอ้างว่าคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับการสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมที่เป็นบริษัทเอกชนจะเข้าองค์ประกอบตามประกาศ ข้อ 3.1.2(1) มูลนิธิ สมาคม หรือนิติบุคคลอื่น ๆ ที่จดทะเบียนในประเทศไทยแต่ในขณะที่ประกาศตาม ข้อ 3.1.4  ระบุไว้ชัดเจนว่าจะต้องเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร จึงจะมีสิทธิยื่นขอรับทุนได้ และที่สำคัญหากกองทุนตีความ ในข้อ 3.1.2(1)มูลนิธิ สมาคม หรือนิติบุคคลอื่น ๆ ที่จดทะเบียนในประเทศไทย ให้หมายความถึงบริษัทเอกชนที่แสวงกำไรด้วยนั้น นิยามในประกาศข้อนี้จึงขัดแย้งกับเจตนารมณ์ตาม พรบ. หลักของกองทุน"

นายณัฐพงศ์ ระบุว่ามีความประสงค์ขอยื่นข้อมูลดังกล่าวเพื่อให้หน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการพิจารณาอนุมัติทุนของคณะกรรมการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 300 ล้านบาท เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2563 และขอให้ระงับการเซ็นสัญญาอนุมัติทุน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 24 กันยายน 2563 จนกว่าจะมีการตรวจสอบกระบวนการพิจารณาอนุมัติทุนของคณะกรรมการ จากหน่วยงานที่มีอำนาจ

ทั้งนี้ เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของงบประมาณแผ่นดิน จำนวน 300 ล้านบาท และขอให้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ทบทวนการพิจารณาอนุมัติทุนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ใหม่โดยละเอียด รอบคอบ เป็นธรรม โปร่งใส และทั่วถึงทุกภาคส่วนตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งกองทุน และตาม พรบ. กองทุนฯ และหากมีการตรวจสอบจากหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้วพบว่ามีการทุจริตในการดำเนินการใด ๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาทุน ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายโดยถึงที่สุด

10.เว็ปไซค์ "The Standard" รายงาน พุทธิพงษ์เอาจริง เดินหน้าฟ้องแพลตฟอร์ม Facebook YouTube Twitter โดยนายพุทธิพงษ์ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้มอบหมายให้ ภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเจ้าหน้าที่ทนาย ไปแจ้งความต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เมื่อวันที่ 24 ก.ย. เพื่อดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่ดำเนินการปิดภายใน 15 วัน

สำหรับดำเนินการ มีหนังสือแจ้งเตือนการติดตามการปิดกั้นตามคำสั่งศาลจำนวน 1,024 รายการ (ชุดที่ 2 วันที่ 27 สิงหาคม 2563) ดังรายการต่อไปนี้

  • Facebook จำนวน 661 รายการ ปิดแล้ว 215 รายการ คงเหลือ 446 รายการ
  • YouTube จำนวน 289 รายการ ปิดแล้ว 285 รายการ คงเหลือ 4 รายการ
  • Twitter จำนวน 69 รายการ ปิดแล้ว 4 รายการ คงเหลือ 65 รายการ
  • เว็บไซต์อื่นๆ จำนวน 5 รายการ ปิดแล้ว 4 รายการ คงเหลือ 1 รายการ (ครบ 15 วันในวันที่ 12 กันยายน 2563)

ส่วนชุดที่ 3 กำลังเตรียมดำเนินการ โดยมีหนังสือแจ้งเตือนรวม 3,097 รายการ แยกเป็น Facebook จำนวน 1,748 รายการ YouTube จำนวน 607 รายการ Twitter จำนวน 261 รายการ และเว็บไซต์อื่นๆ จำนวน 481 รายการ ประกอบด้วยกรณีหมิ่นสถาบันฯ, ลามก, การพนัน, ยาเสพติด และลิขสิทธิ์

11.เว็ปไซต์ "ไทยโพสต์" รายงานภาคประชาชนยื่น'จิรายุ'ยับยั้งกองทุนสื่อฯอนุมัติงบให้เอกชนรายใหญ่ผิดวัตถุประสงค์ โดยเมื่อวันที่ 24 ก.ย.2563 ที่รัฐสภา นายจารุวงศ์ ณ ระนอง ผู้แทนกลุ่มประชาชนเพื่อการปฏิรูปกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  ยื่นหนังสือต่อนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการรัฐวิสาหกิจองค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เร่งรัดดำเนินการตรวจสอบและยับยั้งการอนุมัติการให้ทุนสนับสนุนของกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 300 ล้านบาท ที่อาจผิดวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ในการก่อตั้งกองทุนพัฒนาสื่อฯ

นายจารุวงศ์ ระบุว่า พันธกิจและเจตนารมณ์ของกองทุนนี้ พัฒนาสื่อเพื่อประโยชน์สาธารณะและเป็นกองทุนเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการผลิตสื่อให้แก่ภาคประชาชน ชุมชน และองค์กรธุรกิจขนาดเล็ก แต่ผลการอนุมัติทุนของคณะกรรมการตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา กลับมุ่งเน้นที่เอกชนรายใหญ่ และหน่วยงานรัฐต่างๆที่มีงบประมาณในการดำเนินการเป็นของตนเองอยู่แล้ว จึงขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการพิจารณาอนุมัติทุนของคณะกรรมการ จำนวน 300 ล้านบาท เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2563 และตรวจสอบการอนุมัติงบย้อนหลังไปอีกอย่างน้อย 2 ปี และขอให้ระงับการเซ็นสัญญาอนุมัติทุน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ตลอดจนขอให้กองทุนทบทวนการพิจารณาอนุมัติทุนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ใหม่โดยละเอียด รอบคอบ เป็นธรรม โปร่งใสและทั่วถึงทุกภาคส่วน ทั้งนี้ หากมีการตรวจสอบจากหน่วยงาน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว พบว่ามีการทุจริตในการดำเนินการใด ๆของผู้ที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาทุน ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายโดยถึงที่สุด

12.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ออกคำสั่งคำสั่งสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่ 173/2563 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง กรณีเกิดความผิดพลาดของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการโครงการผู้ขอรับทุน โดยนายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  ลงนามในคำสั่งสํานักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่ ๑๗๓/๒๕๖๓ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง ระบุว่า ตามที่คณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้ออกประกาศ เรื่อง การเปิดรับ ข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประจําปี 2563 โดยเปิดให้ผู้ขอรับการสนับสนุนยื่นคําขอรับการสนับสนุนพร้อมทั้งรายละเอียดโครงการหรือกิจกรรมและ งบประมาณที่ขอรับการสนับสนุนในระบบ Online โดยบันทึกข้อมูลผ่านทาง www.thaimediafund.or.th ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2563 ถึงวันที่ 3 กันยายน 2563 ภายในเวลา 16.30 น.

แต่ด้วยกรณีเกิดความผิดพลาดของระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการโครงการผู้ขอรับทุน ทั้งจากกรณีระบบติดขัดในคืนวันที่ 2 กันยายน 2563 และระบบการแจ้งเตือนอัตโนมัติเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณา ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากที่กระบวนการ พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว

ทั้งสองกรณีสะท้อนถึงมาตรฐานระบบงานของกองทุนและกระทบต่อความน่าเชื่อถือ เชื่อมั่นของ กองทุนฯ ในการนี้เพื่อให้ได้ทราบปัญหาที่แท้จริง และเพื่อเป็นการวางระบบป้องกันปัญหาในระยะยาวจึงให้แต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

อาศัยอํานาจตามความในข้อ 29 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. 2558 ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่อง ดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้

ที่ปรึกษา

- นายอํานวย โชติสกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมการ

องค์ประกอบ

- นางสาวมนทิรา จูฑะพุทธิ ประธานกรรมการ

- นางสาวสุธิตา หมายเจริญ กรรมการ

- นายนรชัย ด่านไทยวัฒนา เลขานุการและกรรมการ

- นายฤทธิเลิศ เวศย์วรุตย์ ผู้ช่วยเลขานุการ

อํานาจหน้าที่

1. ดําเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในเบื้องต้น พร้อมทั้งศึกษาผลดี และผลกระทบจากปัญหา การลงทะเบียน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการโครงการผู้ขอรับทุน แล้วสรุปผลการ สอบสวนหาข้อเท็จจริงพร้อมรายงานต่อผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้น

2. นําข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนพัฒนาการลงทะเบียน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ เกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการโครงการผู้ขอรับทุน ในรอบถัดไป

3. เชิญเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง หรือบุคลากรภายในสํานักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์ มาให้ถ้อยคํา รวมตลอดถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไอที่ภายนอกมาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อเป็นแนว ทางแก้ไขและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการโครงการผู้ขอรับทุน ให้ดียิ่งขึ้น

4.เรียกเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจากฝ่ายงานภายในสํานักงาน บุคคล อื่นที่เกี่ยวข้อง

5.ดําเนินการอื่นใดตามที่ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์มอบหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ Fri, 02 Oct 2020 08:52:57 +0000
สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-31 ส.ค.2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5461--1-31-2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5461--1-31-2563

สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-31 ส.ค.2563

1.เว็ปไซต์ "ผู้จัดการออนไลน์" รายงาน “ประยุทธ์” เตรียมลุยเดินสายพบสื่อออนไลน์ครั้งแรก โดยเมื่อวันที่ 3 ส.ค.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เดินสายพบสื่อสายออนไลน์เป็น เริ่มที่

ผู้บริหารสำนักข่าว the standard และ THE MATTER ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรี เดินสายพบสื่อออนไลน์ ภายหลังจากก่อนหน้านี้ เคยหารือกับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ 10 ฉบับ เพื่อรับฟังมุมมองและข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนประเทศไทย ตามที่นายกฯ ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้

2.เว็ปไซต์ "The Standard" รายงานทรัมป์เซ็นคำสั่งแบน TikTok, WeChat มีผล 20 ก.ย. โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งประธานาธิบดีเมื่อวานนี้ (6 สิงหาคม) โดยห้ามชาวอเมริกันทำธุรกิจกับ ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันวิดีโอตอนสั้นยอดนิยมของจีน รวมถึงห้ามทำธุรกรรมกับ WeChat แอปพลิเคชันรับส่งข้อความชื่อดังของ TenCent ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

Forbes รายงานว่า คำสั่งดังกล่าวจะมีผลใน 45 วันข้างหน้าแต่ระหว่างนี้คาดว่าจะมีการต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงคำสั่ง โดยกำหนดการดังกล่าวเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่ทรัมป์ขีดเส้นตายให้ Microsoft และ ByteDance เร่งเจรจากัน เพื่อขาย TikTok ให้กับบริษัทเทคโนโลยีอเมริกันภายในวันที่ 15 กันยายน เพื่อแลกกับโอกาสที่แอปฯ ดังกล่าวจะไม่ถูกแบนในสหรัฐฯ ขณะที่วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้โหวตอนุมัติกฎหมายห้ามเจ้าหน้าที่โหลดแอปฯ TikTok ในอุปกรณ์ของรัฐบาล

นอกจาก TikTok แล้ว ทรัมป์ยังสั่งแบนแอปฯ WeChat รวมถึงบริษัทแม่อย่าง TenCent ด้วย อย่างไรก็ตามเวลานี้ยังไม่ชัดเจนว่าการแบนดังกล่าวมีผลกับผู้ใช้ WeChat ในสหรัฐฯ ด้วยหรือไม่ ในขณะที่ TenCent มีการลงทุนในบริษัทของสหรัฐฯ หลายแห่ง โดยนอกเหนือจากแอปฯ รับส่งข้อความแล้ว TenCent ยังมีธุรกิจเกมมือถือ เช่น PUBG Mobile และ League of Legends

ทั้งนี้ ในคำสั่งประธานาธิบดีระบุว่า เหตุผลที่แบนแอปฯ จากจีนเป็นเพราะเกิดเหตุฉุกเฉินแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชนบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยทรัมป์กล่าวว่า แอปฯ เหล่านี้อาจถูกใช้ในการส่งต่อข้อมูลผิดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในขณะที่รัฐบาลกังวลว่า TikTok สามารถเก็บข้อมูลจากผู้ใช้ได้อัตโนมัติ ทั้งข้อมูลอินเทอร์เน็ต รวมถึงข้อมูลโลเคชันและประวัติการค้นหา

3.เว็ปไซต์ "กรุงเทพธุรกิจ" รายงาน TikTok เล็งฟ้องรบ.สหรัฐ เคือง ‘ทรัมป์’ สั่งแบน โดยเนชั่นแนล พับลิค เรดิโอ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ติ๊กต็อกเตรียมที่จะยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐอย่างเร็วที่สุดในวันอังคารที่ 11 ส.ค.เนื่องจากทรัมป์ไม่ได้เปิดโอกาสให้บริษัทได้ชี้แจง และการดำเนินการโดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของสหรัฐถือเป็นเรื่องที่ไร้ซึ่งข้อมูลสนับสนุน ภายหลังติ๊กต็อกได้โพสต์ลงบล็อกภายหลังจากที่ผู้นำสหรัฐออกคำสั่งแบนว่า การดำเนินการดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกและบริษัทจะดำเนินการทุกช่องทางเพื่อให้ได้มาซึ่งการเยียวยา ทั้งนี้ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีห้ามไม่ให้บุคคลหรือบริษัทอเมริกันทำธุรกรรมใดๆ กับบริษัทไบต์แดนซ์ (ByteDance) ซึ่งเป็นบริษัทแม่และเจ้าของ ติ๊กต็อก แอพพลิเคชั่นแชร์คลิปวิดีโอ โดยให้มีผลบังคับใช้ในอีก 45 วัน

การลงนามคำสั่งดังกล่าวมีขึ้นในวันที่ 6 ส.ค.หลังจากที่นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เรียกร้องให้ทำการแบนแอพพลิเคชั่นต่างๆ ของจีนจากแพลตฟอร์มแอปสโตร์ของบริษัทสหรัฐ โดยระบุว่าแอพของจีนไม่น่าไว้ใจ และเป็นภัยคุกคามข้อมูลส่วนบุคคลชาวอเมริกัน อีกทั้งยังได้เรียกร้องให้ทำการแบนบริษัทจีนบางรายด้วยเหตุผลด้านสิทธิมนุษยชนด้วย

4.เว็ปไซต์ "มติชนออนไลน์" รายงานฮ่องกงใช้กฎหมายมั่นคงใหม่ รวบตัวเจ้าพ่อสื่อ ‘จิมมี ไหล’ โดยนายจิมมี ไหล นักธุรกิจด้านสื่อสารมวลชนผู้ร่ำรวย และทรงอิทธิพลของฮ่องกง ถูกจับกุมตัวภายใต้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ของฮ่องกง ในข้อหาต้องสงสัยว่าได้กระทำการอันเป็นการสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ ทั้งนี้ ผู้ช่วยของนายไหลได้ทวีตข้อความดังกล่าว เพื่อให้สาธารณะรับทราบ โดยนายไหลนับเป็นหนึ่งในผู้ที่เคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงคนสำคัญ และยังเป็นผู้ที่มักจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่อยู่เสมอ สำหรับนายไหล เป็นเจ้าของบริษัทสื่อ เน็กซ์ ดิจิทัล ซึ่งเป็นผู้พิมพ์หนังสือพิมพ์รายวันแอปเปิล เดลี นับเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ถูกควบคุมตัวภายใต้กฎหมายความมั่นคงใหม่ของฮ่องกง ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2562 ซึ่งทำให้ชาติตะวันตกออกมาวิพากษ์วิจารณ์และดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว ที่จีนยืนยันว่าเป็นกิจการภายในของจีน

5.เว็ปไซต์ "เนชั่นสุดสัปดาห์" รายงาน "รมว.ดีอี" ขีดเส้น 15 วันเฟซบุ๊ก-ยูทูป-ทวิตเตอร์ ลบเนื้อหาไม่เหมาะสม โดยนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) ออกมาเปิดเผยว่า การดำเนินคดีกับแอคเคาท์ที่กระทำความผิด และไม่เหมาะสมในออนไลน์นั้น ได้ส่งศาลไปแล้วประมาณ 700 เรื่อง รวมถึงแอคเคาท์ก่อนหน้านี้อีก 3,100 เรื่อง โดยศาลมีคำสั่งออกมา จึงดำเนินการส่งต่อให้แพลตฟอร์มต่างประเทศได้ทราบคำสั่งศาลไทยให้ปิดหรือลบตามคำสั่ง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 27 หากภายใน 15 วัน ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูป ทวิตเตอร์ ไม่ดำเนินการ จะเริ่มดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มต่างประเทศ หากไม่ดำเนินการมีโทษทางอาญาและโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท และปรับรายวันอีกไม่เกิน 5,000 โดยจะดำเนินการทั้ง ไอพีที่อยู่ในไทยและต่างประเทศ

6.เว็ปไซต์ "ไทยโพสต์" รายงานกองทุนพัฒนาสื่อฯ จัดสรรเงิน 300 ล้าน ผลิตสื่อน้ำดี ปีแรกเพิ่มประเภทความร่วมมือ โดยอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ครั้งที่ 4/2563 ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เป็นประธานเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้ง นายธนกร ศรีสุขใส เป็นผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่ พร้อมรายงานวิสัยทัศน์และนโยบายการพัฒนาองค์กร และได้อนุมัติการจัดสรรเงินทุนเพื่อผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แก่โครงการประจำปี 2563 จำนวน 3 ประเภท จำนวน 300 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.โครงการประเภทเปิดรับทั่วไป (Open Grant) จำนวน  90 ล้านบาท 2.โครงการประเภทเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Grant) จำนวน 180 ล้านบาท และ 3.โครงการประเภทความร่วมมือ (Collaborative Grant) จำนวน 30 ล้านบาท ซึ่งโครงการประเภทนี้ถือว่าเป็นการเปิดให้ทุนสนับสนุนเป็นปีแรก เนื่องจากที่ประชุมต้องการให้การสนับสนุนทุนมีความหลากหลายมีเครือข่ายมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้เครือข่ายเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มีเวทีผลิตสื่ออย่างสร้างสรรค์ตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ในที่ประชุมได้มอบหมายให้ผู้จัดการกองทุนฯ ได้จัดตั้งคณะวิทยากรเพื่อให้ความรู้กับผู้สนใจที่จะยื่นโครงการขอรับการสนับสนุนเงินทุน ให้รับทราบถึงการเปิดให้ทุนยังสถาบันการศึกษาต่างๆ ปีนี้จะให้ความสำคัญกับกลุ่มเยาวชนเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและเป็นกลุ่มที่ใช้สื่อที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ดังนั้น จึงให้จัดเตรียมทีมงานสำหรับการลงพื้นที่เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการขั้นตอนการเสนอขอรับทุน การเขียนแผนงานโครงการ กระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จะประกาศเปิดรับข้อเสนอโครงการทั้ง 3 ประเภทกลางเดือน ส.ค.นี้ ขณะเดียวกันยังได้จัดสรรงบประมาณที่เป็นงบเหลือจ่ายของปี 2563 กว่า 8 ล้านบาทสำหรับการเปิดเวทีให้ข้อมูลการเสนอขอรับทุนแก่ผู้สนใจอย่างทั่วถึง

"ธนกร ศรีสุขใส" ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ระบุว่า คณะกรรมการกองทุนคาดหวังการให้ทุนในปีนี้จะมีผลงานที่เป็นประโยชน์กับประชาชนในวงกว้าง โดยการสนับสนุนเนื้อหาขยายผลงานผู้รับทุนให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่กองทุนเตรียมความพร้อมและผนึกกำลังสร้างทีมเวิร์ค พร้อมให้บริการดูแลผู้รับทุนทุกภาคส่วน ทั้งกลุ่มเป้าหมายเด็ก เยาวชน และครอบครัว  การมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังสื่อ อีกทั้งใช้สื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งด้านท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน รวมถึงวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จะประกาศเปิดรับข้อเสนอโครงการ ประจำปี 2563 โดยผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.thaimediafund.or.th และเพจเฟซบุ๊กกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

7.เว็ปไซต์ "TNN24" รายงานสหรัฐฯ เผยมีคนเชื่อข่าวปลอมโควิด-19 จนเสียชีวิตถึง 800 ราย โดยวารสาร American Journal of Tropical Medicine and Hygiene ตีพิมพ์ข้อมูลในสารสารทางการแพทย์ เรื่องผลการศึกษาใหม่ล่าสุดที่พบว่า ข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จเกี่ยวกับโควิด19 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 800 รายทั่วโลก ในช่วงเวลาเพียง 3 เดือนแรกของปีนี้ และยังทำให้คนอีก 5,800 ราย ต้องบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตจำนวนมาก มีสาเหตุมากจากการดื่มแอลกอฮอล์ชนิดเมธานอล ซึ่งเป็นชนิดที่รับประทานไม่ได้ หรือผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อที่มีแอลกอฮอล์ เป็นส่วนผสม โดยข่าวปลอมทำให้พวกเขาเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ สามารถรักษาโควิด19 ได้

นอกจากนี้ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ คือผู้ที่ทำตามคำแนะนำทางการแพทย์ ที่ดูเหมือนเชื่อถือได้ เช่น ให้รับประทานวิตามิน หรืออาหารที่เป็นสมุนไพร เช่น กระเทียม ในปริมาณมากๆ จะป้องกันโควิด19 ได้ มีการแนะนำกระทั่งว่า ให้ดื่มน้ำปัสสาวะของวัว โดยข้อมูลที่ผิดๆ เหล่านี้ ล้วนผลร้ายต่อสุขภาพของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลก หรือดับเบิลยูเอชโอ เคยเตือนว่า ข้อมูลข่าวสารแบบผิดๆ เกี่ยวกับโควิด19 ซึ่งดับเบิลยูเอชโอเรียกว่าเป็น “การระบาดของข่าวปลอม” เกี่ยวกับโควิด19 นั้น แพร่ระบาดไปรวดเร็วเสียยิ่งกว่าการระบาดของโควิด19 เอง ข่าวปลอมเหล่านี้ได้แก่ ทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ เกี่ยวกับต้นตอการระบาดของโควิด19 ข่าวลือต่างๆ รวมไปถึงวัฒนธรรมการตีตราทางสังคม ได้ทำให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บ ไม่ต่างจากตัวเชื้อโควิด19 เองด้วย

8.เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" รายงานเปิดจุดยืน 4 ข้อกลุ่มทีวีดิจิทัล ภายหลังจากที่สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล(ประเทศไทย) ได้มีการประชุมกลุ่มย่อย ร่วมกับโครงข่ายทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี ซึ่ง กสทช.จัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และ กสทช.เสนอยกช่อง 1-10 ให้ทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีจัดเรียงช่องเองอิสระ ส่วนทีวีดิจิตอล อยู่หมายเลข 11-36 ตามเดิม อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อยุติเนื่องจากต่างฝ่ายต่างอ้างความเสียหายของตน  นอกจากนั้นแล้วเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯกสทช.ก็ยังไม่มีข้อสรุปในแนวทางแก้ไขปัญหา เพราะองค์ประชุมไม่ครบ โดยสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล(ประเทศไทย) ได้เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าวทำให้สมาคมฯต้องประกาศจุดยืนและแนวทางการต่อสู้ในฐานะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ จากปัญหานี้ ทั้งหมด 4 ข้อ

-จุดยืนข้อแรก คือการ เป็นสื่อหลักเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการปฏิรูปสื่อตามนโยบายของรัฐ เมื่อการเปลี่ยนผ่านของทีวีภาคพื้นดินไม่เป็นไปตามแผนงาน การคงไว้ซึ่ง ประกาศ “must carry” ปี 2555 และ ประกาศ ”เรียงช่อง” ปี 2558 ให้โครงข่ายการรับชมอื่นๆทั้งทีวีดาวเทียม และ เคเบิลทีวี นำช่องรายการของทีวีดิจิตอล ไปออกอากาศตรงตามหมายเลขการประมูล ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการ “ชดเชย” และ “ทดเแทน” โครงข่ายภาคพื้นดิน เพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหล ที่คนดูหาช่องไม่เจอซ้ำรอยในอดีตที่นับเป็นความเสียหายต่ออุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก

-จุดยืนข้อที่สอง ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีระบบดิจิตอล ทำให้ไม่มีผู้เสียหายจากการเรียงช่อง มีแต่ผู้แสวงประโยชน์ จากการยกเลิก “ประกาศเรียงช่อง” เนื่องจากปัจจุบันการใช้คลื่นความถี่ในโครงข่าย ของ ”ทีวีดาวเทียม” และ “เคเบิลทีวี” เป็นไปอย่างไม่จำกัด สามารถจัดรูปแบบการเรียงช่องเป็นหมวดหมู่เพื่อบริการผู้ชมที่เป็นสมาชิกตามความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละราย ซึ่งผู้ประกอบการโครงข่ายก็ยืนยันเองว่า ปัจจุบันไม่มีปัญหาเรื่องการจัดลำดับและหมวดหมู่หมายเลขช่องกับสมาชิกตามความต้องการแต่ละพื้นที่แล้ว แต่สำหรับ ทีวีดิจิตอล “การเรียงช่อง” ตามลำดับหมายเลขการประมูลให้ตรงกันทั้งประเทศ ในทุกโครงข่ายทุกช่องทางการรับชม เป็นความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรม เพราะเป็นเงื่อนไขหลักที่ผู้ประกอบการทุ่มเงินประมูลเพื่อสิทธิ์ในการเลือกหมายเลขช่องเพื่อง่ายต่อการเข้าถึงของผู้ชม และต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลในการทำการตลาดเพื่อสื่อสารกับผู้ชมจนเกิดการจดจำ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลง ย่อมเกิดความสับสนต่อผู้ชมจนหาช่องไม่เจอ เกิดความเสียหายต่อการอุตสาหกรรมทั้งระบบอย่างประเมินค่าไม่ได้

-จุดยืนข้อที่สาม หากมีการเปลี่ยนแปลงประกาศ “เรียงช่อง” ปี 2558 ไม่ว่ารูปแบบใดๆ ย่อมเกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมทีวีดิจิตอลอย่างมากมายมหาศาล เพราะช่องที่ออกอากาศในหมายเลข 1-10 ในโครงข่ายทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีตามข้อเสนอของ กสทช. ย่อมเป็นคู่แข่งขันทางธุรกิจต่อทีวีดิจิตอล แต่มีต้นทุนต่ำกว่ามาก ไม่ต้องแบกภาระต้นทุนค่าใบอนุญาต ส่งผลถึงคุณภาพการผลิตของทีวีดิจิตอลในอนาคต กระทบต่อความนิยมและเกิดการตัดราคาค่าโฆษณา หรือหากศาลยืนคำพิพากษาตามศาลชั้นต้น จะก่อให้เกิดสุญญากาศสำหรับผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลทันที เพราะลำดับช่องรายการไม่เป็นไปตามเดิม ผู้ชมสับสน หาช่องเดิมไม่เจอ เป็นโอกาสของเทคโนโลยีการรับชมใหม่ทางออนไลน์อย่าง OTT ที่เติบโตมาพร้อมเทคโนโลยี 5G จะเกิดความเสียหายมหาศาลเกินกว่าจะเยียวยาได้ และอาจถึงจุดล่มสลายของทีวีดิจิตอล สื่อหลักของชาติในที่สุด

-จุดยืนข้อที่สี่ “ประกาศเรียงช่อง ปี 2558” คือหัวใจสำคัญในการประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอล และเป็นหัวใจในการเข้าถึงสื่อสาธารณะของผู้ชมทีวี หากต้องเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดความเสียหาย และจะเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลยื่นฟ้อง กสทช.ต่อศาลปกครองอีกครั้งอย่างแน่นอน

9.เว็ปไซต์ "ไทยรัฐออนไลน์" รายงานชาวฮ่องกงท้าทาย แห่ซื้อหุ้นและนสพ. Apple Daily หลัง 'จิมมี่ ไหล' ถูกจับ โดยประชาชนชาวฮ่องกงไม่นิ่งเฉย แห่ซื้อหนังสือพิมพ์ ซื้อหุ้นพุ่ง 1,000% อุดหนุนร้านอาหารของ จิมมี่ ไหล หลังเจ้าพ่อวงการสื่อถูกจับเซ่นกฎหมาย หลังจากที่ Jimmy Lai (จิมมี่ ไหล) เจ้าพ่อสื่อฮ่องกงที่ต่อต้านการยึดครองของจีนถูกจับ เหตุการณ์ดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวฮ่องกงจำนวนไม่น้อยเลย ความเคลื่อนไหวเรื่องร้องสิทธิต่างๆ ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ต้องหยุดชะงักลง แต่ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้นิ่งเฉยเสียทั้งหมด หลังล่าสุด เมื่อวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า ชาวฮ่องกงจำนวนมากแห่กันออกไปซื้อหนังสือพิมพ์ Apple Daily จนเกลี้ยงแผงที่วางขายทั่วฮ่องกง ซึ่งเป็นของนายจิมมี่ ไหล เจ้าพ่อแห่งวงการสื่อของฮ่องกงที่โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ฐานต้องสงสัยสมคบคิดกับต่างชาติ ซึ่งผิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่

เหตุนี้ทำให้แอปเปิล เดลี ต้องตีพิมพ์เพิ่มมาอยู่ที่ 550,000 ฉบับ จากเดิมที่มียอดขายปกติราวๆ เพียง 70,000 ในแต่ละวัน โดยผู้ซื้อบางรายถึงขั้นทุ่มทุนซื้อหนังสือพิมพ์ของ Apple Daily ไปทีละหลายสิบฉบับ เพื่อนำไปแจกต่อให้กับประชาชนคนอื่นๆ ไม่เพียงเท่านั้น นักลงทุนจำนวนไม่น้อยก็มีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ พากันแห่ซื้อหุ้นของ เน็กซ์ ดิจิทัล บริษัทสื่อมวลชนของนายไหล ที่เปิดซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย ทำเอามูลค่าหุ้นทะยานขึ้นไปเกือบ 1,000% ความท้าทายยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ชาวฮ่องกงจำนวนมากต่างพร้อมใจกันออกไปเข้าแถวอย่างยาวเหยียด เพื่ออุดหนุนร้านอาหารของ นายจิมมี่ ความเคลื่อนไหวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงพลังของประชาชนชาวฮ่องกงต่อการสนับสนุนนายจิมมี่ และยังแสดงถึงการต่อต้านรัฐบาลจีนในอีกรูปแบบหนึ่ง

10.เว็ปไซต์ "เนชั่นทีวี" รายงานแจงปมผู้สื่อข่าวหญิงปกปิดต้นสังกัดรายงานข่าวม็อบ โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่มีคอมเมนท์ในโซเชียลมีเดียและเพจดังที่ติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการรายงานข่าวการชุมนุมของ "กลุ่มประชาชนปลดแอก" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2563 โดยผู้สื่อข่าวหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานของเนชั่นทีวี กรณีที่ผู้สื่อข่าวขอสัมภาษณ์ผู้ชุมนุมโดยไม่ยอมได้แจ้งสังกัดที่แท้จริง แต่กลับแจ้งว่าเป็นผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์อีกช่องหนึ่งนั้น

กองบรรณาธิการเนชั่นทีวี ได้ตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น และได้สอบถามผู้สื่อข่าวหญิงรายดังกล่าวแล้ว พบว่าข้อมูลที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันนั้นเป็นความจริง ทางเนชั่นทีวีจึงต้องขออภัยมายังบุคคลที่ถูกสัมภาษณ์, ผู้ชมทุกท่าน ตลอดจนประชาชนทั่วไปมา ณ ที่นี้

จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า สาเหตุที่ผู้สื่อข่าวหญิงรายนี้ต้องปกปิดสังกัดตัวเอง เป็นเพราะผู้สื่อข่าวมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย เกรงว่าหากบอกสังกัดที่แท้จริงไป อาจจะถูกกดดันการทำหน้าที่ เนื่องจากที่ผ่านมาผู้สื่อข่าวของเนชั่นทีวีที่ลงพื้นที่ติดตามข่าวการชุมนุมในหลายๆ สถานที่ ได้ถูกคุกคาม กดดัน ตะโกนต่อว่า รวมไปถึงด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายมาแล้วหลายครั้ง ทั้งยังมีสร้างแคมเปญรณรงค์ให้เลิกดูเนชั่นด้วย

ประกอบกับผู้สื่อข่าวหญิงรายนี้เป็นนักข่าวที่ประจำอยู่สายงานอื่น ไม่ใช่สายงานการเมือง แต่ต้องไปช่วยปฏิบัติหน้าที่กับผู้สื่อข่าวสายการเมืองในวันหยุด ทำให้ไม่มีประสบการณ์มากนักในการรายงานข่าวกลางกลุ่มผู้ชุมนุม จึงรู้สึกกดดันตัวเอง ทำให้ตัดสินใจผิดพลาด

สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ทางกองบรรณาธิการไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เรียกผู้สื่อข่าวหญิงรายนี้มาทำความเข้าใจ และได้กำชับไม่ให้กระทำพฤติกรรมเช่นนี้อีก โดยการไปรายงานข่าวภาคสนามทุกครั้ง จะต้องแจ้งชื่อและสังกัดอย่างตรงไปตรงมา และพร้อมรับผลกระทบที่เกิดขึ้น โอกาสนี้ทางกองบรรณาธิการขอแสดงความเสียใจและขอโทษไปยังสถานีโทรทัศน์ที่ถูกอ้างถึงด้วย

11.เว็ปไซต์ "blognone.com" รายงานพนักงาน TikTok เตรียมฟ้องศาลสหรัฐ ให้ทรัมป์แก้ไขคำสั่ง เพื่อให้พนักงานยังรับเงินเดือนได้หลังแอปโดนแบน โดย Patrick Ryan หนึ่งในพนักงานแอป TikTok ในแคลิฟอร์เนีย ได้เริ่มแคมเปญระดมเงินทุน เพื่อฟ้องทรัมป์ให้แก้ไขคำสั่งประธานาธิบดี ที่ส่วนหนึ่งระบุว่า ห้ามไม่ให้ใช้ทรัพย์สินไม่ว่าอยู่ที่ใด สนับสนุนการดำเนินการของ TikTok ของบริษัท ByteDance หลังเส้นตายในคำสั่ง ซึ่งแปลว่าพนักงานกว่า 1,500 คน อาจไม่สามารถรับเงินเดือนหรือเงินชดเชยจากบริษัทได้ หาก Microsoft ไม่สามารถปิดดีลซื้อ TikTok ได้ทันเวลา

ปัจจุบันแคมเปญนี้ระดมเงินทุนได้เกือบ 12,000 เหรียญสหรัฐ จากการบริจาคกว่า 40 ครั้ง และมีเป้าหมายเงินทุนเพื่อใช้ในกระบวนการศาลอยู่ที่ 30,000 เหรียญ โดย Mike Godwin นักกฎหมายสายนโยบายเทคโนโลยี กล่าวว่าคำสั่งแบน TikTok นี้ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการปกป้องทรัพย์สินของประชาชนสหรัฐ และเป็นคำสั่งที่ไร้ซึ่งเหตุผล

ส่วนทำเนียบขาวยังไม่อธิบายถึงเนื้อหาในคำสั่ง ว่าการห้ามทำธุรกรรมนี้ หมายรวมถึงการจ่ายเงินเดือนหรือเงินชดเชยให้กับพนักงานหรือไม่ ส่วน Reuters รายงานว่าอาจมีการสั่งห้ามซื้อโฆษณาบนแอป และห้ามไม่ให้มีแอปบน App Store ต่างๆ แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินเดือน ส่วน TikTok ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกทาง เพื่อให้พนักงานและผู้ใช้ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม และคาดว่าจะยื่นฟ้องศาลเพื่อขอความเป็นธรรมต่อไป

12.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรม ประจำปี 2563 วงเงินงบประมาณไม่เกิน 300 ล้านบาท จำนวน 3 ประเภท ประกอบด้วย 1.โครงการประเภทเปิดรับทั่วไป (Open Grant) กรอบวงเงินไม่เกิน 90 ล้านบาท 2.โครงการประเภทเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Grant) กรอบงบวงเงินไม่เกิน 180 ล้านบาท 3.โครงการประเภทความร่วมมือ (Collaborative Grant) กรอบงบวงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาท ผู้สนใจสามารถยื่นข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมได้ที่ เว็บไซต์ www.thaimediafund.or.th ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. – 3 ก.ย. 2563

13.เว็ปไซต์ "มติชนออนไลน์" รายงานพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายกฯจะเริ่มแถลงและตอบคำถาม นายกฯได้ถอดหน้ากากอนามัยพร้อมยิ้มให้กับบรรดาช่างภาพรัวชัตเตอร์ พร้อมกล่าวว่า “ยิ้มด้วยความจริงใจ และยินดีได้พบกับสื่ออีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราพบกันวันละหลายครั้งเหมือนกัน และหลายวันนี้ก็พบกันบ่อย” โดยการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ของพล.อ.ประยุทธ์ ทั้งผลการประชุม ครม.และการตอบคำถามของสื่อมวลชนที่ส่งมาล่วงหน้า ได้ใช้เวลาสั้นๆเพียง 10 นาที ขณะที่การตอบคำถามผู้สื่อข่าวในช่วงท้ายแตกต่างจากทุกครั้ง โดยนายกฯได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่า วันนี้มีเวลาให้ 3 คำถามเท่านั้น ก่อนจะชี้ไปผู้สื่อข่าวแต่ละคนให้ถาม พร้อมกล่าวว่า ส่วนคนใดที่ไม่ได้ชี้ก็จะยังไม่อนุญาตให้ถาม โดยแต่ละคำถามพล.อ.ประยุทธ์ ได้ตอบทุกประเด็น

14.เว็ปไซต์ "NewTV" รายงานรักษาการ บก.บห.NEW 18 เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับ ปอท. ปมถูกแอบอ้างชื่อเพื่อขอสัมภาษณ์ผู้ร่วมชุมนุมทางการเมือง โดยนายพงษ์พิพัฒน์ จินดาศรี รักษาการบรรณาธิการบริหารนิว 18 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทดีเอ็นบรอดคาสท์ จำกัด หรือสถานีโทรทัศน์ช่อง NEW 18 เดินทางเข้าแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ที่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. สืบเนื่องจากมีบุคคลแอบอ้างเป็นผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง NEW 18 ก่อนไปสอบถามผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยนายพงษ์พิพัฒน์ กล่าวว่า ได้นำหลักฐานเป็นเอกสารการแชร์ภาพของผู้ถูกให้สัมภาษณ์ ซึ่งกล่าวตำหนิบุคคลผู้แอบอ้างชื่อสถานีโทรทัศน์ NEW 18 แต่กลับนำเทปสัมภาษณ์ไปออกในช่วงข่าวของสถานีโทรทัศน์อีกช่องหนึ่ง รวมทั้งหลักฐานการโพสต์เฟซบุ๊กของผู้แอบอ้างที่ยอมรับว่าก่อนสัมภาษณ์ผู้ชุมนุมระบุว่าเป็นสื่อมวลชนของช่องอื่น เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการลงบันทึกประจำวัน

15.เว็ปไซต์ "คมชัดลึก" รายงานจากใจเนชั่นหลังเจอทัวร์ลงหนักถึงขั้นติด #แบนสปอนเซอร์เนชั่น โดยเนชั่น22 ออกแถลงชี้แจงกระแสข่าวโจมตีในหลายเรื่องราว จากประเด็นร้อนในสังคมออนไลน์ ที่มีการติดแฮชแท็ก #แบนสปอนเซอร์เนชั่น ในโลกทวิตเตอร์ ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าได้รับความเสียหาย ทั้งๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรายงานข่าวของสื่อ

นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย กรรมการผู้จัดการเนชั่นทีวีได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เรียน สปอนเซอร์ผู้สนับสนุนและผู้ชมเนชั่นทีวีทุกท่าน

ตามที่มีกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะทวิตเตอร์ที่มีการติดแฮชแท็ก #แบนสปอนเซอร์เนชั่น จากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในการนำเสนอข่าวการเมืองเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอกนั้น ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวีไม่ได้นิ่งนอนใจ และขอแถลงทำความเข้าใจตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.เนื่องจากสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวีมีสถานะเป็น "สถานีข่าว" จึงมีหน้าที่รายงานเหตุการณ์ต่างๆ และความเป็นในบ้านเมืองทุกด้าน ซึ่งเนชั่นทีวีก็ถือเป็นหลักปฏิบัติตลอดมาบนพื้นฐานของจริยธรรมและกรอบจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยนำเสนอข่าวทุกมิติทุกด้าน โดยไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งข่าวการเมือง สังคม อาชญากรรม เศรษฐกิจ และต่างประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้แก่ผู้ชมด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง เท่าทันสถานการณ์

2.กรณีที่มีการสร้างกระแสว่าผู้สื่อข่าวภาคสนามของเนชั่นทีวีไม่ได้แจ้งสังกัดที่แท้จริง ระหว่างการลงพื้นที่รายงานข่าวการชุมนุมและขอสัมภาษณ์ผู้ชุมนุมนั้น ทางกองบรรณาธิการได้ตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว พบว่าเป็นความจริง โดยผู้สื่อข่าวชี้แจงว่าสาเหตุที่ต้องปกปิดต้นสังกัด เนื่องจากในการรายงานข่าวการชุมนุมหลายๆ พื้นที่ที่ผ่านมา ทีมข่าวเนชั่นถูกคุกคาม ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย และกดดันการปฏิบัติหน้าที่มาตลอด ทำให้ผู้สื่อข่าวภาคสนามรายนี้ รู้สึกวิตกกังวล จึงตัดสินใจผิดพลาด โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งทางกองบรรณาธิการ ก็ได้เรียกมาตักเตือนและลงโทษตามระเบียบบริษัทไปเรียบร้อยแล้ว โดยได้จัดทำข่าวและแถลงการณ์ชี้แจงเผยแพร่ในทุกช่องทาง

ส่วนเนื้อหาของข่าวที่ผู้สื่อข่าวหญิงรายนี้นำเสนอผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ไม่มีข้อความใดที่บิดเบือนข้อเท็จจริง แต่เป็นการสร้างกระแสจากฝ่ายที่เห็นต่างทางการเมือง จนเกิดความเข้าใจผิด และมีการแชร์ข้อความรวมทั้งแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา

"เนชั่นทีวี" ขอยืนยันว่า ได้ทำหน้าที่รายงานข่าวทุกข่าวตามข้อเท็จจริงทุกด้าน และเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่ถูกพาดพิงได้ชี้แจงทุกครั้ง เรื่องนี้สามารถตรวจสอบได้จากหน้าจอเนชั่นทีวีทุกช่วง ทุกรายการ และทางสถานีแทบไม่เคยมีประเด็นถูกฟ้องร้องจากฝ่ายการเมืองทุกกลุ่มทุกฝ่าย

3.การสร้างกระแสในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะทวิตเตอร์ ให้แบนสินค้าที่เป็นสปอนเซอร์ของเนชั่นทีวีนั้น ทางสถานีขอชี้แจงว่า สปอนเซอร์ที่เป็นผู้สนับสนุนทั้งหมด ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าวของสถานีไม่ว่าในทางใดๆ ก็ตาม จึงใคร่ขอความกรุณาทุกฝ่าย หยุดนำแบรนด์สินค้าหรือตราสัญลักษณ์ของบริษัทเอกชน ที่เป็นสปอนเซอร์มาเกี่ยวข้องกับเรื่องการรายงานข่าว หรือเป็นเครื่องมือในการแสดงความเห็นทางใดทางหนึ่งต่อเนชั่นทีวี เพราะถือเป็นการกระทำที่สร้างความเสียหายต่อแบรนด์สินค้าอย่างไม่เป็นธรรม

4.ข้อมูลหลายอย่างที่เกี่ยวกับเนชั่นทีวี และปรากฏอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ขณะนี้ เกือบทั้งหมดเป็นข้อมูลที่ถูกบิดเบือน บางเรื่องก็เป็นภาพข่าวเก่าที่นำมาตัดต่อใหม่เพื่อกล่าวหา โจมตี โดยใช้ Hate Speech เพื่อสร้างความเกลียดชัง และสร้างความแตกแยกแบ่งฝ่ายในบ้านเมือง ซึ่งทางเนชั่นทีวีได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายโดยไม่ละเว้น และจะเอาผิดจนถึงที่สุด

จึงเรียนมาเพื่อความเข้าใจ และขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวีด้วยดีเสมอมา เรายืนยันว่าจะยืนหยัดการรายงานข่าวที่ถูกต้องบนพื้นฐานของจริยธรรมและกรอบจรรยาบรรณ ตลอดจนพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพื่อให้เนชั่นทีวีเป็นหลักในการนำเสนอข่าวสารเพื่อบ้านเมืองต่อไป


16.เว็ปไซต์ "nationtv" รายงาน "ฉาย บุนนาค" ประธานเครือเนชั่นกรุ๊ป ส่งสารถึงพี่น้องประชาชน ลูกค้า และพนักงาน โดยมีเนื้อหาระบุว่า กราบเรียนพี่น้องประชาชน ลูกค้าผู้มีอุปการคุณ และพนักงานกลุ่มบริษัทในเครือเนชั่นทั้งหลาย เป็นที่แน่ชัดว่าวันนี้ องค์กรสื่อที่มีอายุยาวกว่า 49 ปีอย่าง "เครือเนชั่นกรุ๊ป" กำลังถูกคุกคามอีกครั้ง จากกลุ่มคนที่เห็นต่างและไม่หวังดี การคุกคาม กลั่นแกล้ง และให้ร้ายนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Bully) รวมถึงผ่านการโทรศัพท์ข่มขู่ และเป็นที่น่าสลดใจยิ่ง ที่การคุกคามครั้งนี้ ได้ลามไปถึงการระรานลูกค้าและพนักงานในเครือของเรา จนส่งผลต่อธุรกิจและขวัญกำลังใจของพนักงานใน "เครือเนชั่นกรุ๊ป" อย่างปฏิเสธไม่ได้

ในฐานะของประธาน "บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)" หรือ "เนชั่นทีวี ช่อง 22" ผมขอขอบคุณทุกกำลังใจ จากผู้ชม ผู้ติดตาม ลูกค้า และพนักงาน ที่ส่งมาถึงองค์กรอย่างล้นหลาม ปรากฏการณ์คุกคามองค์กรสื่อสารมวลชนและ "สถาบันสื่อเครือเนชั่นกรุ๊ป" ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดหากท่านยังจำได้ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2549 "สื่อเครือเนชั่น" เคยถูกคุกคามจากการใช้ม็อบคาราวานคนจนปิดล้อมตึก รวมถึงการใช้พฤติกรรมกักขังหน่วงเหนี่ยวกลุ่มผู้สื่อข่าวมาแล้ว โดยต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2552 ศาลอาญากรุงเทพได้มีคำพิพากษาจำคุก 6 แนวร่วม นปช. เป็นที่เรียบร้อย

แน่นอนว่าทุกครั้งที่พายุฝนโหมกระหน่ำประดังเข้าใส่... เมื่อฟ้าร้องฟ้าผ่าดังอื้ออึง... คงมีหลายต่อหลายคนที่อาจมีความไหวหวั่นบ้าง อย่างไรก็ตามในฐานะผู้นำองค์กร ผมยืนยันต่อพี่น้องประชาชนอีกครั้ง ว่าเรา... พนักงานเครือเนชั่นกรุ๊ปจะยืนหยัดยึดมั่นในอุดมการณ์เพื่อดูแลปกป้อง ประเทศชาติ ศาสนา รวมถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่ง จนชีวิตจะหาไม่ และนี่คือปณิธานอันแน่วแน่ของเรา...

เราจะฟันฝ่าพายุลูกนี้ด้วย "ขันติธรรม"... เรายอม "อด" ในสิ่งที่อยากได้ และเราพร้อม "ทน" ในสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา เราจะไม่กลัวที่จะก้าวผ่านทุกอุปสรรคปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่ แต่เราจะไม่ยอมละทิ้งซึ่งอุดมการณ์เพื่อชาติบ้านเมือง

คุณค่าของ "สื่อเครือเนชั่น" นี้ ไม่ได้อยู่ที่ โต๊ะเก้าอี้... เงินทอง... ผู้บริหาร... ผู้ถือหุ้น... หรือพนักงานคนใดคนหนึ่ง... แต่คือคุณค่าของเนื้อหาข่าวสาร จุดยืนและอุดมการณ์ในการทำหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในด้านธุรกิจ ขอพนักงานทุกท่านอย่าได้กังวล แม้เราอาจถูกกระทบไปบ้างจากภัยคุกคามครั้งนี้ แต่ผมในฐานะผู้นำองค์กร และฝ่ายบริหารก็ยังคมมั่นใจที่จะนำพาทุกท่านให้อยู่ได้อย่างมั่นคง มีเกียรติและศักดิ์ศรี ในการทำหน้าที่สื่อที่ดีสืบต่อไป สุดท้ายนี้ ผมขอฝากบทเพลงพระราชนิพนธ์ "ความฝันอันสูงสุด" ไว้เป็นกำลังใจกับพี่น้องประชาชนและพนักงานในเครือเนชั่นกรุ๊ปทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้

17.เว็ปไซต์ "isranews" รายงานเช็คธุรกิจสื่อใหม่ ‘กาแฟดำ’ ของ ‘สุทธิชัย หยุ่น’ แจ้งงบการเงินปี 62 รายได้รวม 60.8 ล้าน กำไรสุทธิ 31 ล้าน มากกว่าปี 61 เกือบเท่าตัว หลังลาออกสื่อใหญ่ 'ค่ายบางนา' ครบปี? โดยมีรายได้รวม 36,915,808 บาท รายจ่ายรวม 17,735,451 บาท กำไรสุทธิ 15,323,028 บาทคืองบการเงินที่บริษัท กาแฟดำ จำกัด ของนายสุทธิชัย แซ่หยุ่น หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘สิทธิชัย หยุ่น’ นักข่าวอาวุโสชื่อดัง แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในช่วงปีแรกที่จัดตั้ง (รอบปี 2561) ภายหลังออกจากอาณาจักรสื่อ ‘เครือเนชั่น’ มาตั้งบริษัทใหม่รับจ้างทำรายการผลิตสื่อ

สำนักข่าวอิศรา เคยรายงานว่า บริษัท กาแฟดำ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2561 ทุนปัจจุบัน 1 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 35 ซอย 37 (เพิ่มเติม) ถ.สุขุมวิท ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ แจ้งประกอบธุรกิจรับโฆษณาทางสื่อออนไลน์ ข้อมูล ณ วันที่ 24 ส.ค. 2563 ปรากฏชื่อ นายสุทธิชัย หยุ่น นายปราบดา แซ่หยุ่น นางนันทวัน แซ่หยุ่น และนายธวัช ยวงตระกูล เป็นกรรมการ ล่าสุด บริษัทแห่งนี้แจ้งงบการเงินรอบปี 2562 แล้ว ระบุว่า มีรายได้รวม 60,815,894 บาท ต้นทุนการขาย 11,021,905 บาท ค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ 10,818,910 บาท รายจ่ายรวม 21,840,816 บาท เสียภาษีเงินได้ 7,819,945 บาท กำไรสุทธิ 31,155,133 บาท มีสินทรัพย์รวม 29,770,333 บาท เป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 28,314,178 บาท สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 1,456,155 บาท ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ 907,359 บาท มีหนี้สินรวม 7,292,172 บาท

ขณะที่ปี 2561 ระบุว่า มีรายได้รวม 36,915,808 บาท มีต้นทุนการขาย 10,459,233 บาท ค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ 7,276,217 บาท รายจ่ายรวม 17,735,451 บาท เสียภาษีเงินได้ 3,857,329 บาท กำไรสุทธิ 15,323,028 บาท

ในส่วนของสินทรัพย์ปี 2561 ระบุว่า มีสินทรัพย์รวม 26,169,557 บาท เป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 24,152,306 บาท สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 2,017,250 บาท ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ 900,615 บาท มีหนี้สินรวม 9,846,528 บาท

ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า บริษัทสื่อแห่งใหม่ของ ‘สุทธิชัย หยุ่น’ ในรอบปี 2562 ที่ผ่านมา ‘เติบโต’ อย่างมาก มีรายได้ และกำไรมากกว่าปี 2561 เกือบเท่าตัว?

18.เว็ปไซต์ "มติชนออนไลน์" รายงาน ประธานาธิบดีบราซิลขู่ต่อยปากนักข่าว โดยสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร ของบราซิล เกิดอารมณ์ขึ้น หลุดปากขู่อยากต่อยปากผู้สื่อข่าวรายหนึ่ง หลังจากถูกผู้สื่อข่าวจี้ถามถึงนางมิเชล โบลโซนาโร ภรรยาของผู้นำบราซิล ว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตในโครงการที่นายฟลาวิโอ ลูกชายของประธานาธิบดีโบลโซนาโรกำลังถูกสอบสวนอยู่ในขณะนี้ด้วยหรือไม่

โดยหลังจากที่ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ “โอ โกลโบ” ดักสัมภาษณ์ประธานาธิบดีบราซิลขณะที่เขาเดินทางมายังโบสถ์ Metropolitan Cathedral ในกรุงบราซีเลีย ในวันอาทิตย์ (23 ส.ค.) ที่ผ่านมา โดยถามถึงประเด็นที่นิตยสาร Crusoe รายงานอ้างถึงนางมิเชลเกี่ยวข้องกับนายฟาบริซิโอ เครอซ อดีตนายตำรวจซึ่งเป็นทั้งเพื่อนของนายโบลโซนาโร และยังเป็นอดีตที่ปรึกษาของนายฟลาวิโอ ลูกชายของนายโบลโซนาโรที่ปัจจุบันเป็นวุฒิสมาชิก โดยทั้งนายเครอซและนายฟลาวิโอกำลังถูกเจ้าหน้าที่ทางการบราซิลสอบสวนอยู่ในคดีทุจริตเรียกรับเงินในโครงการหนึ่งขณะที่นายฟลาวิโอยังเป็นเพียง ส.ส.ท้องถิ่นในนครริโอเดจาเนโร และมีขึ้นก่อนที่นายโบลโซนาโรจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีบราซิลในปี 2019

เมื่อได้ยินคำถามดังกล่าว ประธานาธิบดีโบลโซนาโรสวนกลับนักข่าวจากโอ โกลโบ ทันควันว่า “ผมอยากจะซัดปากคุณสักหลายหมัด” หลังจากนั้นผู้นำบราซิลได้เดินชิ่งไป โดยไม่สนเสียงทักท้วงจากนักข่าวคนอื่นๆ ต่อคำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของผู้นำบราซิล ต่อมาหนังสือพิมพ์โอ โกลโบ ออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับการกระทำอันก้าวร้าวของประธานาธิบดีโบลโซนาโรที่ปฏิบัติกับผู้สื่อข่าวของตน โดยยืนยันว่าผู้สื่อข่าวของโอ โกลโบ กำลังทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ และว่า การขู่คุกคามเช่นนั้นแสดงให้เห็นว่านายฌาอีร์ โบลโซนาโร ไม่ยอมรับหน้าที่ในการเป็นผู้รับใช้ประชาชน ที่จะต้องรับผิดชอบต่อสาธารณชน

19.เว็ปไซต์ "ไทยโพสต์" รายงาน “สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์” จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “ผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์” รุ่น 5 โดยสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) จัดอบรม โครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ รุ่นที่ 5” ฟรี สำหรับนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศระหว่างวันที่ 10-13 กันยายน 2563 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี สำหรับโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจาก บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)

โครงการเชิงปฏิบัติการผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ รุ่นที่ 5  หรือ “Young Digital News Providers” นั้นเป็นโครงการอบรมสำหรับนิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ สาขานิเทศศาสตร์ หรือวารสารศาสตร์ สาขาประชาสัมพันธ์หรือสื่อสารการตลาด, สาขาการออกแบบสื่อดิจิทัล, สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ สาขาที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 ขึ้นไป เพื่อเรียนรู้ทุกมิติของการผลิตข่าวบนโลกดิจิทัล

นอกจากนี้ยังให้มีการประกวด “เว็บไซต์ข่าวฝึกปฏิบัติยอดเยี่ยม” ระดับอุดมศึกษา โดยให้นิสิต นักศึกษาส่งผลงานจริงเข้าประกวดหลังจากได้ฝึกอบรมไปแล้ว ก่อนที่จะก้าวไปสู่การทำงานอย่างมืออาชีพ สำหรับนักศึกษาที่สนใจสมัครเข้าร่วมอบรมโครงการ สามารถส่งใบสมัคร หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณธัญฉัต วจีเกษม โทรศัพท์ 081 700 2601 อีเมล์ SonpAssociation@gmail.com เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2563 ประกาศผลผู้มีสิทธิเข้าร่วมอบรม ในวันที่ 31 สิงหาคม 2563 หน้าเว็บไซต์ www.sonp.or.th และ

20.เว็ปไซต์ "มติชนออนไลน์" รายงาน ‘ฉาย’ ส่งทีมกฎหมายแจ้งเอาผิด ‘นิธินันท์’ โพสต์หมิ่น จากกรณี น.ส.นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ อดีตบรรณาธิการอาวุโสเครือเนชั่น และอดีตคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์มติชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา กล่าวหา นายฉาย บุนนาค ประธานเครือเนชั่น ด้วยถ้อยคำรุนแรง หลังออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนขององค์กร กรณีถูกคุกคามด้วยรูปแบบต่างๆ จากกลุ่มเห็นต่างทางการเมืองที่ปลุกกระแสต้านเนชั่น ล่าสุดนายฉายได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีอาญาต่อผู้ที่โพสต์ข้อความทั้งหมดในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งคาดว่าทีมกฎหมายจะเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน

21.เว็ปไซต์ "isranews" รายงาน 3 บก.รายการเนชั่นสุดสัปดาห์ แถลงยุติออกอากาศ -เตรียมหาแพลตฟอร์มใหม่ โดยผู้ดำเนินรายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.คือนายวีระศักดิ์ พงษ์อักษร บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ นายสมชาย มีเสน ซีอีโอเครือเนชั่นและนายบากบั่น บุญเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนสพ.ฐานเศรษฐกิจ ได้แถลงผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก เนชั่นสุดสัปดาห์ NationWeekend กรณีรายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.ถูกสั่งให้ยุติออกอากาศทันที ตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป โดยผู้บริหารเนชั่นทีวีช่อง 22 มีหนังสืออย่างเป็นทางการให้ยกเลิกรายการ เนื่องจากไม่เป็นไปตามนโยบายช่อง

"วีระศักดิ์" กล่าวว่า วันนี้มีข่าวสารที่จะบอกผู้ชมว่าตั้งแต่วันเสาร์ ที่ 29 ส.ค.เป็นต้นไป รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.จะยุติการออกอากาศ รวมทั้งรายการเนชั่นสุดสัปดาห์ที่ออกอากาศวันอาทิตย์ ก็จะยุติการออกอากาศเช่นเดียวกัน เป็นคำสั่งของผู้บริหาร เนื่องจากเนื้อหาของรายการไม่ตรงกับจุดยืนของช่อง ขณะที่ "บากบั่น" กล่าวว่า ที่ผ่านมาทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้เห็นปรากฏการณ์อย่างชัดเจน โดยยังยืนยันจุดยืนเดิม คือเสนอข้อเท็จจริง อธิบายผลกระทบของสถานการณ์ รายการจึงอยู่มาอย่างยาวนานแต่จากนี้ต้องเปลี่ยนแปลง ด้านนายสมชาย กล่าวว่า 3 บก.ยังคงอยู่ แต่จะไปหาแพลตฟอร์มใหม่ รูปแบบใหม่มานำเสนอความจริง นายวีระศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า อดใจรอสักนิดว่าจะพบกับพวกเราอีกเมื่อไหร่ แล้วจะแจ้งให้ทราบ ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่าผู้บริหารที่สั่งให้ยุติการออกอากาศคือนายฉัตรชัย ผู้โคกหวาย กรรมการผู้จัดการบริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ Tue, 01 Sep 2020 08:24:49 +0000
สรุปสถานการณ์นายกฯ เดินสาย พบสื่อหนังสือพิมพ์ ฟังความเห็น ให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5454-2020-08-18-09-23-40 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5454-2020-08-18-09-23-40 หนังสือพิมพ์มีจิตวิญญาณ เปิดบทสนทนา นายกฯ เดินสายคุยสื่อ

]]>
nutcha.boon26@gmail.com (Nutcha Boonmuang) ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ Tue, 18 Aug 2020 09:12:54 +0000
สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-31 ก.ค.2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5443--1-31-2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5443--1-31-2563

 

สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-31 ก.ค.2563

1.เว็ปไซต์ "คมชัดลึก" รายงาน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 30 มิถุนายน 2563 ที่ประชุมครม. มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จำนวน 13 คณะ โดยหนึ่งในนั้นมีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ รวม 15 คน โดยมี นายเสรี วงษ์มณฑา เป็นประธานกรรมการ


2.เว็ปไซต์ "เนชั่นทีวี" รายงานว่านายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์คืนถิ่นนั่งตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ ธุรกิจทีวี ช่อง 3 เริ่มวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ โดยบริษัท บีอีซีเวิล์ด จำกัด(มหาชน)ประกาศผ่านช่องทางเฟสบุ๊ค และอินสตาแกรมch3thailand ระบุข้อความว่า บมจ.บีอีซีเวิลด์เปิดตัวผู้บริหารใหม่ผู้คร่ำหวอดในวงการทีวี นายสุรินทร์กฤตยาพงศ์พันธุ์ ในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจทีวี โดยเริ่มวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งที่ผ่านมานั้นนายสุรินทร์มีประสบการณ์การทำงานหลายด้าน ทั้ง Consumer Products และวงการทีวีโดยเฉพาะมีประสบการณ์ด้านทีวีกว่า 15 ปีและก่อนหน้านี้ก็เคยทำงานที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 มาถึง 12 ปี การกลับมาครั้งนี้เหมือนการกลับถิ่นเดิมหลังจากห่างหายไป 3 ปีบมจ.บีอีซีเวิลด์เชื่อมั่นว่าด้วยวิสัยทัศน์ และประสบการณ์ของนายสุรินทร์จะนำพาบีอีซีเวิลด์และช่อง 3 ให้ประสบความสำเร็จและมีความแข็งแกร่งยิ่งๆ ขึ้นไป


3.เว็ปไซต์ "มติชนออนไลน์" รายงานสื่อยักษ์อังกฤษเลิกจ้างพนง. 550 คน เซ่นพิษโควิดอีกเจ้า โดยสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า บริษัท รีช หนึ่งในผู้ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์รายใหญ่ในอังกฤษ ซึ่งมีหัวหนังสือพิมพ์ “เดลี มิร์เรอร์ และ “เดลีเอ็กซ์เพรส” รวมอยู่ด้วย ได้ประกาศแผนเลิกจ้างพนักงานราว550 คน คิดเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานในเครือทั้งหมดผลจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กระทบต่อจำนวนผู้อ่านหนังสือพิมพ์และยอดการลงโฆษณาสื่อสิ่งพิมพ์ที่ลดลง จนส่งผลกระทบหนักต่อรายได้ของทางบริษัท
"จิม มัลเลน" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของรีช ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างในอุตสาหกรรมสื่อเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระหว่างเกิดการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด ซึ่งบริษัทได้เห็นการใช้ผลิตภัณฑ์สื่อดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น แต่กลับมีความต้องการลงโฆษณาลดลง ซึ่งทางบริษัทไม่เห็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นสอดรับกันแต่อย่างใด ทั้งนี้ รีชระบุว่าแผนการปรับลดพนักงานลงราว 550 คนในครั้งนี้จะช่วยประหยัดต้นทุนรายจ่ายของทางบริษัทไปได้ปีละ 35 ล้านปอนด์ ขณะที่การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ของรีชนั้นจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 20 ล้านปอนด์


4.เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" รายงานสหรัฐ “กำลังพิจารณา” ห้ามการใช้งานแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ของจีน ซึ่งรวมถึง TikTok อ้างเนื่องจากแอปฯ เหล่านี้ สามารถล้วงข้อมูลส่งให้กับรัฐบาลจีน โดยนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐกำลังพิจารณา ห้ามการใช้งานแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ของจีน ซึ่งรวมถึง TikTok เนื่องจากแอปฯ เหล่านี้ สามารถล้วงข้อมูลส่งให้กับรัฐบาลจีน อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาลักษณะนี้ บริษัท ไบท์แดนซ์ (ByteDance) ผู้พัฒนาแอปฯ TikTok เคยออกมาปฏิเสธหลายครั้งแล้ว  
ด้านนายปอมเปโอ ให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ ฟ็อกซ์นิวส์ ของสหรัฐเมื่อวันจันทร์ (6 ก.ค.) ว่า ชาวอเมริกันควรระมัดระวังการใช้ TikTok ซึ่งเป็นแอปฯโซเชียลมีเดียที่เป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ และเมื่อพิธีกรถามว่าเขาจะแนะนำให้ชาวอเมริกันดาวน์โหลดแอปฯดังกล่าวมาใช้หรือไม่ นายปอมเปโอตอบว่า “ก็เมื่อคุณต้องการให้ข้อมูลส่วนตัวของคุณตกอยู่ในมือของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้น”   ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การแสดงความเห็นของนายปอมเปโอ ทำให้โฆษกของ TikTok ออกมาชี้แจงในทันทีว่า บริษัทไม่เคยส่งต่อข้อมูลผู้ใช้ให้กับรัฐบาลจีนแต่อย่างใด “ไม่มีสิ่งใดที่เราให้ความสำคัญมากกว่าไปกว่าการมอบประสบการณ์การใช้แอปพลิเคชันที่ปลอดภัย และมีความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้แอปฯของเรา เราไม่เคยป้อนข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้แอปฯให้รัฐบาลจีน และถึงแม้จะมีการขอมา เราก็จะไม่ให้เช่นกัน” โฆษก TikTok ยืนยันกับสำนักข่าวรอยเตอร์


5.เว็ปไซต์ "มติชนออนไลน์" รายงานหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในช่วงบ่ายวันที่ 8 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีกำหนดนัดพบบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ เพื่อรับฟังมุมมองในการขับเคลื่อนประเทศ 2 ประเด็น 1.ประเด็นที่คนไทยและประเทศไทยของเราควรให้ความสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน และ 2.ปัจจัยที่จะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ให้ทีมงานทำจดหมายประสานไปยังถึงกองบรรณาธิการสื่อสิ่งพิมพ์ 10 ฉบับ เพื่อประสานเข้าพบ โดยเริ่มต้นเดินสายพบกับบรรณาธิการสื่อในเครือโพสต์พับลิชชิ่งเป็นสื่อแรกในช่วงบ่ายวันที่ 8 ก.ค.ก่อนมีคิวพบกับ เดลินิวส์ ไทยรัฐ และเนชั่นในวันที่9 ก.ค.นี้ ส่วนในวันที่ 10 ก.ค.จะเป็นคิวของสื่อในเครือมติชนกรุ๊ปต่อเนื่องไปถึงสัปดาห์หน้า เปิดวันที่ 12 ก.ค.มีคิวพบกับสื่อในเครือผู้จัดการตามลำดับ


6.เว็ปไซต์ "คมชัดลึกออนไลน์" รายงานสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ขอแจ้งระงับการออกอากาศรายการ "ช่องส่องผี" ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 10 ก.ค.2563 เป็นต้นไป มีเนื้อหาระบุว่าเรียน ท่านสื่อมวลชนและผู้ชมทุกท่าน จากกรณีรายการ "ช่องส่องผี" ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 มีเนื้อหาบางส่วนที่สร้างความไม่สบายใจให้แก่ประชาชนทั่วไปและหน่วยงานต่างๆทั้งนี้ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 มิได้นิ่งเฉยกับประเด็นที่เกิดขึ้นได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบร่วมกับผู้ผลิตรายการ "ช่องส่องผี" โดยยึดหลักการตามแนวทางของ กสทช. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 จึงเห็นควรระงับการออกอากาศรายการดังกล่าวตั้งแต่วันศุกร์ที่ 10 ก.ค.2563 เป็นต้นไป


7.เว็ปไซต์ "มติชนออนไลน์" รายงานยูเอ็น จวก ทรัมป์ กรณีโจมตีสื่อ กระทบเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยระบุว่า เดวิด คาเย ผู้เสนอรายงานพิเศษว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แถลงเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา กล่าวหาทำเนียบขาว รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาว่ามักใช้วิธีการโจมตีสื่ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งนับเป็นการทำลายเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยเน้นว่าการคุกคามดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมาที่ประธานาธิบดีให้สัมภาษณ์หรือแถลงกับสื่อ และหวังว่าการคุกคามสื่อดังกล่าวจะหมดไปหากทรัมป์ออกจากตำแหน่งประะธานาธิบดีนอกจากนี้ คาเย ยังระบุถึงสิ่งที่เรียกว่า “ทรัมป์เอฟเฟกต์” ที่ส่งผลผลกระทบกับเสรีภาพสื่อทั่วโลกจากการโจมตีสื่อของทรัมป์ในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่มีแนวโน้มการจัดการกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่แย่ลง และยังวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนด้วยว่ามีการคุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในจีนอย่างรุนแรง


8.เว็ปไซต์ "คมชัดลึก" รายงาน กมธ.กฎหมายฯ เชิญ 2 สื่อทีวี "ไทยรัฐ-อมรินทร์" แจงดราม่าคดี "น้องชมพู่" เข้าข่ายละเมิดสิทธิหรือไม่ โดยนายสิระ เจนจาคะ ประธานกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า จากการเชิญรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและแพทย์ในคดีน้องชมพู่ เข้าชี้แจงต่อการทำคดีในที่ประชุมกรรมาธิการฯ โดยกรรมาธิการฯพบว่ามีประเด็นที่เป็นการละเมิดสิทธิที่ประชาชนร้องเรียนและขอให้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ทั้งการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและสื่อมวลชน ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติจะลงพื้นที่ไปตรวจสอบวันที่ 21 ก.ค.จากนั้นจะเชิญตัวแทนสถานีโทรทัศน์ 2 ช่อง ได้แก่ ไทยรัฐทีวี และ อมรินทร์ทีวี เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการฯ ในวันพุธที่ 22 ก.ค. ถึงการลงพื้นที่ทำข่าวที่อาจเป็นการละเมิดสิทธิประชาชนในพื้นที่หรือไม่ เพราะมีการสัมภาษณ์ประชาชนและเปิดภาพประชาชนที่ถูกตรวจสอบ รวมถึงมีการนำเสนอในประเด็นไสยศาสตร์ที่อาจเป็นการสร้างความเสียหาย และก่อให้เกิดความแตกแยก รวมถึงจะมีการเชิญตัวแทนจากสมาคมสื่อเพื่อมาให้ข้อมูลว่าสื่อจะรับผิดชอบต่อกรณีนี้อย่างไร


9.เว็ปไซต์ "มติชน" รายงาน ‘กสทช.’ แทงบอร์ดเคาะความผิด ‘ช่องส่องผี’ จอดำ 1 วัน โดยพล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ เปิดเผยภายหลังเรียกรายการช่องส่องผี เข้าชี้แจงและรับทราบข้อกล่าวหา หลังจากหลายฝ่ายระบุว่า รายการมีการนำเสนอเนื้อหาที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ นำมาซึ่งความเสียหายทั้งทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยมีตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมรับฟังด้วย ว่า คณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการได้มีการวินิจฉัยแล้วว่า รายการช่องส่องผีนั้นมีความผิดโดยการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนต่อความเป็นจริง จึงให้มีการงดการออกอากาศเป็นเวลา 1 วัน ซึ่งก่อนหน้านี้ทางรายการได้ยุติการออกอากาศไปแล้ว แต่ได้มีการนำรายการอื่นมาออกอากาศแทน แต่กรณีดังกล่าวถือว่ามีความผิด ทั้งนี้ จะนำผลการวินิจฉัยดังกล่าวเข้าที่ประชุม กสทช. ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 เพื่อขอการอนุมัติ โดยคาดว่าช่วงเวลาที่รายการช่องส่องผีจะงดออกอากาศจะเป็นวันที่ 31 กรกฎาคม 2563


10.เว็ปไซต์ "สยามรัฐ" รายงานราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้ง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ (ฉบับที่ 2) โดยในส่วนของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศมีนายเสรี วงษ์มณฑา เป็นประธานกรรมการ โดยมีคณะกรรมการ ประกอบด้วย นางกนกทิพย์ รชตะนันทน์ พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตรืนายธงชัย ณ นคร นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น นางสาวปาริชาต สถาปิตานนท์นายภัทระ คาพิทักษ์ นายวรัชญ์ ครุจิต นางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน นายไชยา ยิ้มวิไล นางสาวลัดดา ตั้งสุภาชัย นางธิดาพัทธธรรมทั้งนี้ คณะกรรมการฯ มีขอบเขตงานด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศทุกรูปแบบ การน าเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการพัฒนาประเทศ สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การประชาสัมพันธ์ เสรีภาพของสื่อสารมวลชน การรู้เท่าทันสื่อ ความผิดเกี่ยวกับสื่อ คุณธรรมและจริยธรรมของสื่อ


11.เว็ปไซต์ "brandinside.asia" รายงานว่า อวสานสิ่งพิมพ์ปิดตำนาน Q Magazine นิตยสารดนตรีชื่อดังจากเกาะอังกฤษ ประกาศยุติกิจการ โดย Q Magazine นิตยสารสายดนตรีชื่อดังจากสหราชอาณาจักร ประกาศยุติการพิมพ์นิตยสารหลังจากดำเนินธุรกิจมากกว่า 34 ปีTed Kessler บรรณาธิการของนิตยสารระบุว่า สาเหตุสำคัญของการยุติกิจการมาจากวิกฤตโควิดที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแม้ว่าองค์กรของเราจะทำตัวลีนเพื่อลดต้นทุนและต่อสู้ในตลาดสิ่งพิมพ์ที่ยากลำบากมาสักพักแล้ว แต่เมื่อเจอเข้ากับวิกฤตโควิด สุดท้ายก็ไปไม่รอดอยู่ดีQ Magazine ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1989 โดย Mark Ellen และ David Hepworth ชื่อแรกของนิตยสารก่อนจะมาเป็น Q ใช้คำว่า “Cue” ซึ่งหมายถึง “The cueing up of the next record” (หรือการเตรียมการสำหรับเพลงถัดไป) โดย Q Magazine ฉบับสุดท้ายที่จะตีพิมพ์คือฉบับวันที่ 28 กรกฎาคมนี้


12.เว็ปไซต์ "มติชน" รายงาน ‘มติชน’ เล็งฟ้องปกป้องชื่อเสียงปม ป.ป.ช.ชี้มูลร่วม ‘ปู’ จัดโรดโชว์ ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติและดำเนินการจัดนิทรรศการ การสัมมนา และการโฆษณาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ “โครงการ Roadshow สร้างอนาคตไทยThailand 2020” โดยมีการชี้มูลความผิดทางอาญากับบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) นายฐากูร บุนปาน บริษัทสยามสปอร์ตซินดิเคจ จำกัด(มหาชน) และนายระวิ โหลทอง
นายฐากูร บุนปาน รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ออกมายืนยันการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว เป็นไปโดยบริสุทธิ์ ถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบราชการ เช่นเดียวกับการดำนินการอื่นๆ ตามหลักการที่ยึดถือของบริษัทมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาของรัฐบาลใดนอกจากนั้นแล้ว โครงการดังกล่าว ยังได้รับการตรวจสอบจาก คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ซึ่งมีตัวแทนของ ป.ป.ช. และ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รวมอยู่ด้วย ตั้งแต่หลังมีการรัฐประหาร 2557 และใช้เวลาไต่สวนกว่า 18 เดือน และรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้อนุมัติให้จ่ายค่าเงินค่าจ้างที่ค้างอยู่ในปี 2559 โดยในชั้นไต่สวน บริษัทได้ขอชี้แจงในประเด็นดังกล่าวข้างต้น แต่ไม่ได้รับโอกาสจาก ป.ป.ช. แต่ บริษัทน้อมรับการตรวจสอบ และแก้ไขข้อกล่าวหาตามกระบวนการ รวมทั้งขอสงวนสิทธิ์ในทางกฎหมาย ที่จะปกป้องชื่อเสียงเกียรติภูมิของตนเอง


13.เว็ปไซต์ "ไทยพีบีเอส" รายงานภายหลังองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส เปิดรับสมัครกรรมการนโยบายเพื่อทดแทนผู้ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี จำนวน 5 ตำแหน่ง ไปเมื่อวันที่ 1-30 เมษายน 2563 ขณะนี้มีผู้ผ่านการคัดเลือกให้ดำรงกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะครบวาระ 4 ปี จำนวน 5 ตำแหน่ง ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการองค์กร 2 ตำแหน่ง ประกอบด้วย 1.นายอนุสรณ์ ธรรมใจ 2. นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 
ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่นการเรียนรู้และการศึกษา การคุ้มครองและพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม 3 ตำแหน่ง ประกอบด้วย 1. นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง 2.นายบุญเลิศ คชายุทธเดช 3. นางสาวอุษาสินี ริ้วทอง
จากนั้น ส.ส.ท.จะเชิญผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 5 ท่าน มาประชุมร่วมกับกรรมการนโยบายอีก 4 คนที่ยังไม่หมดวาระรวมเป็น 9 คน เพื่อเลือกประธานกรรมการนโยบาย จากนั้นจะส่งรายชื่อกรรมการนโยบายใหม่ทั้ง 5 คน ให้กับนายกรัฐมนตรี เพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ให้นายกรัฐมนตรีประกาศชื่อในราชกิจจานุเบกษาต่อไป


14.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้ออกคำชี้แจงกรณีปรากฏข้อความที่ไม่เหมาะสมบนเฟซบุ๊กเพจ Thai PBS ในช่วงเวลาของการถ่ายทอดสด พิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2563 ตามที่มีผู้นำภาพจากหน้าเพจของเฟซบุ๊กไทยพีบีเอส และมีการเผยแพร่ ส่งต่อในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นข้อความภาษาไทยที่ถูกแปลด้วยบริการแปลอัตโนมัติของเฟซบุ๊ก จากข้อความต้นฉบับภาษาอังกฤษว่า “[Live] Candle-lighting ceremony to celebrate the birthday of HM the King on July 28, 2020 at 6.45 PM” เนื่องจากเป็นการถ่ายทอดสดที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษ จึงต้องมีการสื่อสารด้วยข้อความภาษาอังกฤษในโพสต์ดังกล่าว


ต่อมามีผู้แชร์ภาพหน้าเฟซบุ๊กเพจไทยพีบีเอส ที่มีข้อความภาษาไทยที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นข้อความที่เกิดจากบริการแปลอัตโนมัติ (Auto Translation) ของเฟซบุ๊กที่แปลจากข้อความภาษาอังกฤษข้างต้น โดยผู้ใช้บริการที่มีการตั้งค่าเปิดการแปลอัตโนมัติเท่านั้น จึงจะเห็นข้อความการแปลดังกล่าว และบุคคลดังกล่าวได้มีการบันทึกภาพหน้าจอ (Capture) จากเฟซบุ๊กไทยพีบีเอส นำมาเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นข้อความที่ทีมงานไทยพีบีเอสเป็นผู้เขียน


เมื่อ ส.ส.ท.ได้รับทราบข้อมูลการแปลที่ไม่เหมาะสม ซึ่งถูกนำไปเผยแพร่ จนทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ทีมงานจึงได้ดำเนินการปรับข้อความภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาไทยที่ถูกต้องในทันที เพื่อป้องกันการแปลที่ผิดพลาดจากระบบการแปลอัตโนมัติของเฟซบุ๊ก เมื่อเวลา 18.55 น.

ขณะเดียวกัน ทีมงานได้แจ้งปัญหาและติดต่อขอคำชี้แจงถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับทางเฟซบุ๊กในทันที โดยนาย Alex Fenby, News Partnerships Lead, South East Asia สำนักงานเฟซบุ๊ก ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งได้ตอบกลับมาว่า “Sincere apologies for the mis-translation. It was caused by a technical error on auto-translation. We have filed an urgent task with your policy and IT teams to investigate and will keep you informed once we hear back.”


พร้อมกันนั้น ส.ส.ท. ได้เร่งรัดให้เฟซบุ๊กรายงานผลการตรวจสอบความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยเร็ว รวมทั้งควรแถลงขออภัยอย่างเป็นทางการ เนื่องจากทีมงานได้ตรวจสอบเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. พบว่า การแปลข้อความที่ผิดพลาดนี้ได้ปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊กเพจทางการของสื่ออื่น ๆ ไม่ใช่แต่เฉพาะเพจของไทยพีบีเอสเท่านั้นซึ่งตอกย้ำชัดเจนว่าบริการแปลอัตโนมัติของเฟซบุ๊กมีปัญหา

ส.ส.ท.ได้ออกคำชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อเวลาประมาณ 00.23 น. ตามลิงก์ www.facebook.com/ThaiPBSFan/photos/a.348532055084/10164385062660085 และได้ดำเนินการสอบหาข้อเท็จจริงทันที พร้อมแจ้งไปยังสำนักพระราชวัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว 

ส.ส.ท.ขออภัยที่มีผู้นำข้อความจากบริการแปลอัตโนมัติที่ผิดพลาดของเฟซบุ๊กไปเผยแพร่ โดย ส.ส.ท.ขอยืนยันว่าจะติดตามหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างถึงที่สุด และรายงานให้สาธารณะได้รับทราบ ทั้งนี้ ส.ส.ท. จะไม่ยอมให้มีการใช้ประโยชน์ในการสร้างสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและประเทศชาติ


15.เว็ปไซต์ "มติชนออนไลน์" รายงานเฟซบุ๊กแถลงขออภัยอย่างสูง กรณีเกิดความคลาดเคลื่อนในการแปลข้อความภาษาอังกฤษเป็นไทย โดยตัวแทนจาก Facebook เปิดเผยว่าFacebook ได้ออกแถลงการณ์ว่า ได้พบว่ามีข้อผิดพลาดเชิงเทคนิคของฟีเจอร์แปลภาษาอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการแปลข้อความจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ระหว่างนี้ Facebook ได้แนะนำให้พันธมิตรสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ปิดฟีเจอร์แปลภาษาอัตโนมัติ ขณะที่ทีมงานกำลังดำเนินการตรวจสอบ ทางFacebook ขออภัยเป็นอย่างสูงสำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้


16.เว็ปไซต์ "เนชั่นสุดสัปดาห์" รายงานดีอีเอสหมายหัว“เฟซบุ๊ก” ชี้รับไม่ได้เพิกเฉยคำหมิ่น โดยพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ออกมาระบุถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพจากหน้าเพจเฟซบุ๊กของสื่อหลายแห่ง ในการถ่ายทอดสดพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา และมีข้อความที่ไม่เหมาะสมแสดงขึ้นมา โดยเป็นคำแปลจากข้อความต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยที่มีความหมายไม่ถูกต้องนั้น โดยกระทรวงดีอีเอส ได้ประสานไปยังเฟซบุ๊กแล้ว ขณะที่ไทยพีบีเอสเองก็ได้แจ้งความไปยัง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท) เพื่อดำเนินคดีกับเฟซบุ๊กแล้ว

ทั้งนี้ รมว.ดีอีเอส เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กระทรวงดีอีเอส ได้ดำเนินการเว็บไซต์ผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งยูทูปให้ความร่วมมือ90% ขณะที่เฟซบุ๊กให้ความร่วมมือเพียง 30% เท่านั้น เห็นได้ว่าเฟซบุ๊กไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งที่มาทำงานในประเทศไทยมาให้บริการกับคนไทย จึงควรที่จะเข้าใจบริบทของสังคมไทยยอมรับในสิ่งที่คนไทย ยึดมั่น นับถือ และรับผิดชอบสังคมไทยไม่ใช่ส่งไปให้ปิดแล้วก็นิ่งเฉย คนทั่วไปก็ไม่เข้าใจคิดว่ากระทรวงฯนิ่งเฉย เมื่อต้นเรื่องที่ต่างประเทศไม่ให้ความร่วมมือกระทรวงฯก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะกระบวนการทำงานของกระทรวงฯได้ประสานไปหมดทุกขั้นตอนแล้ว

ขณะเดียวกันในรอบ 7 เดือนแรกของปี 2563 กระทรวงดีอีเอสได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และประสานงานร่วมกับไอเอสพี จนนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน และยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งปิดหรือลบข้อมูลในเว็บไซต์ผิดกฎหมายไปแล้ว จำนวน 7,164 ยูอาร์แอล (ขัอมูลณ วันที่ 23 ก.ค.2563) จากจำนวนที่กระทรวงฯ ได้รับแจ้งทั้งสิ้น 8,715 ยูอาร์แอล และมีการส่งศาล 7,164 ยูอาร์แอล
พร้อมกันนี้ กระทรวงดึอีเอส ได้เปิดเพจเฟซบุ๊ก “อาสา จับตา ออนไลน์” เพื่อเป็นช่องทางรับแจ้งข้อมูลจากประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องและตรวจสอบตลอด 24 ชม. และพิจารณาตามข้อกฎหมายและตอบกลับ


17.เว็ปไซต์ "มติชนออนไลน์" รายงาน ออสซี่เตรียมบังคับ ‘เฟซบุ๊ก-กูเกิล’ จ่ายเงินค่าข่าวให้สื่อออสเตรเลีย โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมว่า ทางการออสเตรเลียเตรียมบังคับให้ บริษัท เฟซบุ๊ก อิงค์ และ กูเกิล ของ อัลฟาเบต อิงค์ จ่ายเงินให้กับสื่อทั้งหมดของออสเตรเลีย ที่มีการนำเนื้อหาข่าวเหล่านั้นไปแสดงผลบนแพลตฟอร์มของทั้งสองบริษัท

นายจอช ฟรายเดนเบิร์ก รัฐมนตรีคลังของออสเตรเลียกล่าวว่า ออสเตรเลียจะเป็นประเทศแรกที่มีการเรียกเก็บเงินจากเฟซบุ๊กและกูเกิล ค่าเนื้อหาข่าวที่ได้จากสื่อ ซึ่งกำลังจะออกเป็นกฎหมายภายในปีนี้ ซึ่งนายฟรายเดนเบิร์กกล่าวว่า เป็นเรื่องยุติธรรมสำหรับธุรกิจสื่อของออสเตรเลีย เพื่อให้แน่ใจว่ามีการเพิ่มภาวะการแข่งขัน เพิ่มการคุ้มครองผู้บริโภค และทำให้สื่อมีความยั่งยืน

ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลออสเตรเลียได้แจ้งกับเฟซบุ๊กและกูเกิล ให้ทำการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันกับบริษัทสื่อทั้งหลายในการนำเนื้อหาข่าวจากสื่อไปใช้บนแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊กและกูเกิล แต่ไม่บรรลุผลใดๆ ทำให้รัฐบาลออสเตรเลียออกมาระบุว่า หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายใน 45 วัน สำนักงานสื่อสารและสื่อออสเตรเลียจะจัดทำข้อกำหนดที่มีผลผูกพันทางกฎหมายภายใต้รัฐบาลออสเตรเลียเอง

ด้านกูเกิลออกมาแย้งว่า ข้อบังคับดังกล่าว มีขึ้นโดยไม่ได้สนใจเลยว่า ในแต่ละปี มีผู้ที่คลิกข่าวของสื่อออสเตรเลียจากกูเกิลนับหลายพันล้านครั้ง โดยเมล ซิลวา ผู้อำนวยการบริหารของกูเกิล ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างความห่วงกังวลให้แก่ธุรกิจและนักลงทุนว่า รัฐบาลออสเตรเลียจะเข้าแทรกแซงการดำเนินธุรกิจ แทนที่จะปล่อยให้เห็นไปตามกลไกของตลาด ขณะที่เฟซบุ๊ก ยังไม่ได้ออกมาตอบโต้เรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด


18.เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" รายงานสะเทือนวงการสื่อ “เดลินิวส์” ลดพนง.ฝ่ายออนไลน์ 50% โดยเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 31 ก.ค. 63 มีการแชร์ข้อความทางไลน์ในแวดวงการสื่อมวลชน ระบุเรื่องว่า เดลินิวส์ ปลดฟ้าผ่า ลดฝ่ายออนไลน์ 50 เปอร์เซ็นต์1. วันนี้ "เดลินิวส์" ปลด-ให้ออกพนักงานแบบฟ้าผ่า2. ปลดกำลังคนฝ่ายออนไลน์ 50 เปอร์เซ็นต์3. แจ้งแบบฟ้าผ่าว่า พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงาน บริษัทพร้อมชดเชยตามกฎหมายแรงงาน4. ทางบริษัทฯ รับผิดชอบด้วยการค่าชดเชย บวกอีก 1 เดือนค่าตกใจ5. เดือนหน้า จะมีการพิจารณาเรื่องกำลังคนของส่วน นสพ. ต่อไป

ด้าน ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ม.หอการค้าไทย ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว @dr_mana ระบุด้วยว่า “เดลินิวส์ ปลดฟ้าผ่า ลดฝ่ายออนไลน์ 50 เปอร์เซ็นต์” วันนี้ "เดลินิวส์" ปลด-ให้ออกพนักงานแบบฟ้าผ่า ปลดกำลังคนฝ่ายออนไลน์ 50 % แจ้งว่า พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงาน บ.พร้อมชดเชยตามกม.แรงงาน โดยรับผิดชอบจ่ายค่าชดเชย บวกอีก 1 เดือนค่าตกใจ

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ Mon, 03 Aug 2020 09:35:46 +0000
สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-30 มิ.ย.2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5421--1-30-2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5421--1-30-2563  

สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-30 มิ.ย.2563

 

1.เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" รายงาน "MONO หยุดดำเนินธุรกิจ 2 บริษัทวิทยุ" โดย บมจ.โมโน เทคโนโลยี (MONO) แจ้งว่าบริษัท โมโน เรดิโอ จำกัด และบริษัท โมโน เรดิโอบรอดคาซท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 100% ได้หยุดดำเนินธุรกิจ และยุติการออกอากาศวิทยุกระจายเสียงทางคลื่น 91.5 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน รวมไปถึงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และบริษัทย่อยดังกล่าวขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การหยุดดำเนินธุรกิจของบริษัทย่อยดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบอันเป็นสาระสำคัญต่อการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของบริษัทแต่อย่างใดเนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทได้รับรู้และบันทึกตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าของเงินลงทุนในงบการเงินของบริษัทย่อยและบริษัทไว้แล้ว ขณะที่บริษัทจะบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สุงสุดต่อไป

 

2.เว็ปไซต์ "เนชั่นสุดสัปดาห์" รายงานมีติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติตามที่นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร จำนวน 39 คน ตามมติคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ในการประชุมครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2563 เนื่องจากคณะกรรมการชุดเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาครบวาระ 3 ปี ดังนี้

1.สาขาการแพทย์และสาธารณสุข

1.1 ศาสตราจารย์เฉลิม หาญพาณิชย์

1.2 ศาสตราจารย์บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ

1.3 พลโทศาสตราจารย์คลินิกภานุวิชญ์ พุ่มหิรัญ

1.4 ศาสตราจารย์ยง ภู่วรวรรณ

1.5 ร้อยตำรวจเอก รุ่งเรือง กิจผาติ

2.สาขาต่างประเทศ ความมั่นคง และการเมือง

2.1 นายดนัย มู่สา

2.2 นายบรรสาน บุนนาค

2.3 พลเอก วิทยา จินตนานุรัตน์

2.4 พลโท สุขสันต์ สิงหเดช

3.สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และการเกษตร

3.1 นางสาวนันธิกา  ทังสุพานิช

3.2 นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี

3.3 นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม

3.4 ศาสตราจารย์สมชาติ  โสภณรณฤทธิ์

3.5 นายอดิทัต วะสีนนท์

4.สาขาเศรษฐกิจและการคลัง

4.1 นายเกริกพงษ์ เกสรทอง

4.2 นางชลิดา พันธ์กระวี

4.3 นางดวงตา ตันโช

4.4 นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ

4.5 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

5.สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย

5.1 พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์

5.2 นางสาวจันทจิรา เอี่ยมมยุรา

5.3 นายเชิดศักดิ์ เจนวรากุล

5.4 นายณอคุณ สิทธิพงศ์

5.5 ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ

5.6 นายนที ทับมณี

5.7 นายนิรวัชช์ ปุณณกันต์

5.8 นายนนทิกร กาญจนะจิตรา

5.9 นายธนกฤต วรธนัชชากุล

5.10 พลตำรวจตรี ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์

5.11 นายพิรุฬ เพียรล้ำเลิศ

5.12 นายพีระศักดิ์ ศรีรุ่งสุขจินดา

5.13 นายมานะ วีระอาชากุล

5.14 ผช.ศ.วรรณภา ติระสังขะ

5.15 พลตำรวจโท วราวุธ ทวีชัยการ

5.16 นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส

5.17 นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์

5.18 ผู้ช่วยศาสตราจารย์อดิศร เนาวนนท์

5.19 ว่าที่ร้อยตำรวจตรี อาพัทธ์ สุขะนันท์

5.20 นางอัจฉรา อุณหเลขกะ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไป

 

3.เว็ปไซต์ "techsauce" รายงานหัวข้อ "Microsoft ปลดพนักงานคัดเลือกข่าว แทนที่การทำงานด้วยระบบ AI" โดยมีเนื้อหาระบุถึง Microsoft บริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลกได้เริ่มทดแทนงานของพนักงานในส่วนของการคัดกรองข่าวด้วยระบบอัตโนมัติหรือ AI แล้ว โดยปกติทางบริษัทนั้นจะมีการคัดเลือกข่าวมาจากสำนักข่าวต่าง ๆ มาขึ้นบนเว็บไซต์ MSN ซึ่งหน้าที่นั้นถูกทำโดยผู้คัดเลือกข่าวของ Microsoft ซึ่ง Microsoft ได้เผยว่านี่เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินธุรกิจ เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ได้ทำการประเมินธุรกิจของเราเป็นประจำ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการลงทุนมากขึ้นในบางส่วน และในบางครั้งก็อาจมีการปรับเปลี่ยนพนักงานในบางแห่งเช่นกัน และการตัดสินใจที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเหตุผลจากสถานการณ์การระบาด

เหมือนกับบริษัทเทคโนโลยีหลายๆ แห่งที่มีการซื้อข่าวจากสำนักข่าวเพื่อใช้บนเว็บไซต์ของตนเอง ซึ่งผู้คัดเลือกข่าวจะเป็นผู้เลือกว่าข่าวใดที่ควรจะนำมาขึ้นบนเว็บไซต์ แต่การทดแทนของระบบอัตโนมัตินี้จะเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน ส่งผลให้พนักงานชั่วคราวของที่ทำตำแหน่งนี้นั้นถูกปลดกว่า 50 คนภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ แต่สำหรับพนักงานประจำนั้นยังคงมีการจ้างงานต่อไป

Microsoft เป็นบริษัทเทคโนโลยีแรกๆ ที่ได้ทำการนำระบบนักข่าวอัตโนมัติเข้ามาใช้เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งทาง Google ก็กำลังที่จะลงทุนในด้านนี้เพื่อความเข้าใจกลไกของระบบเหล่านี้เช่นกัน ซึ่งในอนาคตเราอาจจะได้เห็นหลาย ๆ บริษัทนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ทดแทนการทำงานของคนมากขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

 

4.เพจ "Workpoint News" รายงานว่าเฟซบุ๊กพร้อมเตือนผู้ใช้งาน แปะป้ายสื่อโดนคุมเนื้อหาโดยรัฐ โดยจากคำแถลงการณ์บนเว็บไซต์ของบริษัทเฟซบุ๊ก มีการประกาศฟีเจอร์ใหม่ที่จะทำให้ผู้ใช้งานทราบว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังข่าวสารที่คุณกำลังอ่านอยู่ ในการรายงานของ BuzzFeed และ CNBC ระบุว่า สื่อที่ถูกควบคุมเนื้อหาโดยรัฐอย่างเช่น RT และ Sputnik ของรัสเซีย รวมถึง CCTV และ Xinhua ของจีน จะถูกแปะป้ายว่าเป็นการโพสต์โดยมีรัฐควบคุมบางส่วนหรือทั้งหมดของเนื้อหา เฟซบุ๊กแจ้งว่าจะทำการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ 65 คนจากทั่วโลกที่มีความรู้ในด้านสื่อ การกำกับดูแล และสิทธิมนุษยชน ในบางกรณีแม้ว่าสำนักข่าวนั้นจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกควบคุมเนื้อหาไปด้วย จึงต้องมีการใช้ผู้เชี่ยวชาญในการคัดแยกสื่อแต่ละประเภท

นอกจากนั้นยังจะมีการบล็อกโฆษณาจากสื่อเหล่านี้ไม่ให้โผล่ในอเมริกา เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีอิทธิพลจากต่างชาติเข้ามามีส่วนในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือน พ.ย.2020 ทางด้านโซเชี่ยลมีเดียเจ้าดังอีกรายอย่างทวิตเตอร์นั้น พวกเขาได้ทำการแบนโฆษณาจากฝั่งรัสเซียไปตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนแล้ว

 

5.เว็ปไซต์ "thumbsup" รายงานว่า "ครม. เห็นชอบเก็บภาษีจาก แพลตฟอร์มดิจิทัลคาดมีรายได้เพิ่ม 3,000 ล้านบาท" ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 9 มิ.ย. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลรัษฎากรฯ จัดเก็บภาษี “อี–เซอร์วิส“ หรือ เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก แพลตฟอร์มดิจิทัลจากต่างประเทศ ที่ไม่มีบริษัทลูกในประเทศไทยตามที่กระทรวงการคลังเสนอเข้ามา ซึ่งเป็นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก ดิจิทัลแพลตฟอร์ม จากต่างประเทศที่ให้บริการในประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้เรียกว่าภาษีอีบิสิเนส (E-Business)

"รัชดา ธนาดิเรก" รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การเก็บภาษีดังกล่าวจะไม่เป็นภาระกับผู้ใช้บริการ เพราะปัจจุบันมีทั้ง เว็บไซต์ แอปพลิเคชั่น หนัง เพลง เกมส์ การจองโรงแรมจากแพลตฟอร์มต่างประเทศโดยไม่เสียมูลค่าเพิ่ม ซึ่งกระทรวงการคลังคาดว่า จะสร้างรายได้ให้รัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี โดยจะส่งมติเข้าที่ประชุมสภาฯ ตามขั้นตอนต่อไป

 

6.เว็ปไซต์ "ส่องสื่อ" รายงานเปิดผลประกอบการไทยรัฐทีวีปี 2562 โดยระบุว่ารายได้ในช่วงปี 2562 ไทยรัฐทีวีทำรายได้รวมไปทั้งสิ้น 1,376,103,399 บาท ดันรายสูงขึ้นร้อยละ 25.17 และมีรายได้หลักอยู่ที่ 1,265,097,780 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.34 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2561 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,099,357,161 บาท เพิ่มขึ้นมา 277 ล้านบาท เมื่อหักรายจ่ายรวมที่มีอยู่ที่ 1,431,374,125 บาท ลดลงจากปี 2561 อยู่ที่ร้อยละ 7.27 ทำให้ผลประกอบการขาดทุนลดลงจากปี 2561 ที่ขาดทุนอยู่ที่ 554,515,039 บาท เหลือขาดทุนเพียง 171,389,707 บาท

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า "หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ขาดทุนครั้งแรกในรอบหลายปี ด้วยยอด 36 ล้านบาท – ส่วนออนไลน์ฟาดกำไรไปเพียง 14 ล้านบาทเท่านั้น โดยผลประกอบการในส่วนของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐย้อนหลัง ซึ่งบริหารงานโดย บริษัท วัชรพล จำกัด ตั้งแต่ปี 2556 มีรายได้รวมอยู่ที่ 5,164 ล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 2,092 ล้านบาท รายจ่ายมีอยู่รวม 2,542 ล้านบาท จากนั้นมารายได้จึงลดลงมา แต่ยังคงได้กำไรหลักพันล้าน จนปี 2559 ได้รายได้รวมเพียง 3,071 ล้านบาท และกำไรหลุดหลักพันล้าน เหลือเพียง 927 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ผลประกอบการปี 2562 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐมีผลประกอบการหลุดไปอยู่ที่ 1,706 ล้านบาท ขณะที่มีต้นทุนอยู่ที่ 1,722 ล้านบาท ทำให้กลายเป็นผลประกอบการขาดทุนไป 36,040,572 บาท ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐขาดทุน สรุปผลประกอบการของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แบ่งเป็นดังต่อไปนี้ ปี 2556 รายได้รวม 5,164,506,046 บาท

กำไร 2,092,916,070 บาท ปี 2557 รายได้รวม 4,453,206,879 บาท กำไร 1,647,861,811 บาท ปี 2558 รายได้รวม 3,904,466,471 บาท กำไร 1,456,098,724 บาท ปี 2559 รายได้รวม 3,071,240,670 บาท กำไร 927,489,691 บาท

ปี 2560 รายได้รวม 2,597,030,036 บาท กำไร            603,793,955 บาท ปี 2561 รายได้รวม 2,135,406,715 บาท กำไร 313,002,104 บาท ปี 2562 รายได้รวม 1,706,034,580 บาท ขาดทุน 36,040,572 บาท

ด้าน "ไทยรัฐออนไลน์" ดูแลโดยบริษัท เทรนด์ วี จี 3 จำกัด โดยในช่วงปี 2562 มีรายได้รวม 194,152,118 บาท มีรายจ่ายทั้งหมด 176,319,744 บาท ทำให้ได้กำไรสุทธิ 14,117,375 บาท ต่างจากปี 2561 ที่ทำรายได้รวม 196,099,391 บาท ไม่แตกต่างจากปี 2562 แต่มีต้นทุนน้อยกว่า คือมีรายจ่ายรวมเพียง 150,742,689 บาท ทำให้ได้กำไรไป 36,139,467 บาท

 

7.เว็ปไซต์ "tvdigitalwatch" รายงานหัวข้อ ไตรมาสแรกปี 63 อสมท รายได้ลด 21% ขาดทุน 877 ล้าน โดยมีเนื้อหาระบุว่า เขมทัตต์ พลเดช  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผย งบการเงิน ในไตรมาส 1 ปี 2563 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2563  อสมท มีผลขาดทุน 877 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการขาดทุนเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันในปี 2562 ที่มียอดขาดทุนอยู่ที่ 32 ล้านบาท  ซึ่งเป็นผลจากการบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์

ในขณะเดียวกันมีรายได้รวม 467 ล้านบาท ลดลง 21% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยธุรกิจวิทยุและธุรกิจโทรทัศน์ ยังคงเป็นธุรกิจหลักที่สามารถสร้างรายได้มากที่สุด โดยในปี 2563 ธุรกิจวิทยุสามารถสร้างรายได้ในสัดส่วน 29% ธุรกิจโทรทัศน์ 24% รายได้จากการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล 19% ธุรกิจร่วมดำเนินกิจการ(สัมปทาน) 22% ธุรกิจใหม่  (สื่อออนไลน์ต่างๆ ของ อสมท)  1% รายได้อื่นๆ  5%

-ธุรกิจโทรทัศน์ ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2563 บมจ. อสมท มีรายได้จากธุรกิจโทรทัศน์ 111 ล้านบาท ลดลง36%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยในช่วงต้นปี 2563 ช่อง 9 ประกาศหันมาเน้นนำเสนอคอนเทนต์ข่าวลงผัง รวมกว่า 300 ชั่วโมงต่อเดือน และเสริมด้วยซีรีส์จีนและภาพยนตร์ต่างประเทศและอินเดีย

-ธุรกิจวิทยุ มีรายได้วิทยุในช่วงสามเดือนแรกปี 2563  135 ล้านบาท คลื่นวิทยุที่มีผลงานโดดเด่น มีรายได้เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2562 ได้แก่ คลื่นลูกทุ่งมหานคร FM 95 MHz คลื่นวิทยุที่สามารถสร้างรายได้สูงรองลงมาได้แก่ คลื่นความคิด FM 96.5 MHz, คลื่น MET 107 MHz, คลื่น FM 100.5 MHz News Network, คลื่น Active radio FM 99 MHz, และ คลื่น Mellow 97.5 MHz ตามลำดับ

-ธุรกิจใหม่ บมจ.อสมท มีรายได้จากสื่อออนไลน์ต่างๆ ในไตรมาสหนึ่งปี 2563 เพียง 4 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ได้ 9 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี 2562

-ธุรกิจการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิทัล มีรายได้ในไตรมาสหนึ่งปี 2563 จำนวน   92 ล้านบาท  ลดลงจาก 118 ล้านบาทในไตรมาแรกของปี 2562 ทั้งอสมท คาดว่า รายได้ส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลังของปีนี้ เป็นผลมาจาก มีรายได้จากให้เช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัลเพื่อการศึกษา จำนวน 5 ช่อง

เงินเยียวยาคืนคลื่น ยังไม่ทำให้ปีนี้กำไร โดยบอร์ด กสทช. เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมาใด้อนุมัติเงินเยียวยา ในการคืนคลื่น 2,600 MHz แก่ อสมท  3,235 ล้านบาท โดยแบ่งจ่าย 10 ปี และอสมท จะต้องแบ่งจ่ายให้กับบริษัท เพลย์เวิร์ค ซึ่งยังเป็นประเด็นที่สหภาพ อสมท ออกมาคัดค้าน

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์กล่าวว่า รายได้ที่จะเกิดขึ้นจากการได้รับเงินเยียวยาครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ อสมท พลิกมามีกำไรในปี 2563 จากข้อมูลในอดีต 4 ปีย้อนหลัง อสมท  ขาดทุน เพิ่มขึ้นลดลงไม่แน่นอน โดย ขาดทุน 734 ล้านบาท ในปี 2559 ขาดทุน 2,542 ล้านบาทในปี 2560  ขาดทุน 375 ล้านบาทในปี 2561 และขาดทุน 457 ล้านบาทในปี 2562  แต่ ปี 2563 ไตรมาสแรก  ขาดทุน 877 ล้านบาท มากว่าปี 2562 ทั้งปีเกือบ 1 เท่า

 

8.เว็ปไซต์ "ไทยโพสต์" รายงานว่า ศาลฟิลิปปินส์พิพากษานักข่าวคู่ปรับ "ดูเตร์เต" ผิดฐานหมิ่นประมาท โดยมาเรีย เรสซา อายุ 56 ปี บรรณาธิการและผู้บริหารสำนักข่าวแรพเลอร์ และสำนักข่าวแรพเลอร์ของเธอ โดนฟ้องดำเนินคดีอาญาหลายข้อหา ภายหลังเสนอข่าวและบทความวิจารณ์นโยบายของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต รวมถึงสงครามยาเสพติดที่มีผู้โดนเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมไปหลายพันคน

คดีนี้สืบเนื่องจาก "วิลเฟรเด เก็ง" นักธุรกิจ ยื่นฟ้องบทความของสำนักข่าวแรพเลอร์เมื่อ 8 ปีก่อน ที่เขียนโดยเรย์นัลโด ซานโตส จูเนียร์ อดีตผู้สื่อข่าวของแรพเลอร์ ที่โดนศาลตัดสินว่ามีความผิดข้อหาหมิ่นประมาททางไซเบอร์เช่นเดียวกับเรสซา บทความนี้กล่าวหาเก็งว่าเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและค้ามนุษย์ และบอกว่าเก็งให้ผู้พิพากษาระดับสูงของฟิลิปปินส์ยืมรถยนต์ของเขา

คดีนี้ยื่นฟ้องตามความผิดของกฎหมายหมิ่นประมาททางไซเบอร์ที่เริ่มบังคับใช้ในเดือนกันยายน 2555 หรือ 4 เดือนหลังจากแรพเลอร์เผยแพร่บทความนี้ แต่อัยการที่ยื่นฟ้องบอกว่า บทความนี้มีการแก้ไขความผิดพลาดในการพิมพ์ในปี 2557 หมายความว่าบทความนี้มีการเผยแพร่ใหม่อีกครั้งหลังกฎหมายนี้บังคับใช้

ผู้พิพากษา "ไรเนลดา มอนเตซา" แห่งศาลแขวงกรุงมะนิลา ระบุในคำพิพากษาเมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายนว่า บทความของแรพเลอร์ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ข้อกล่าวหาต่อเก็ง และเสรีภาพของสื่อมวลชนไม่สามารถนำมาใช้เป็นโล่ป้องกันการโดนดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท

 

9.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประกาศผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้แก่ "ธนกร ศรีสุขใส"

 

10.เว็ปไซต์ "เนชั่นทีวี" รายงานว่า ผู้บริหารเครือเนชั่นฯ มอบหมายทนายความ เข้าแจ้งความดำเนินคดี 2 อดีตพนักงาน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังมีพฤติการณ์ เข้าแก้ไขเพจเฟซบุ๊ค นำข่าวในเครือหาประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยนายสิทธิเวทย์ จิวสิทธิประไพ ทนายความ ได้รับมอบหมายจาก บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปราม กรณีเพจข่าว 3 เพจ ของบริษัทถูกลักลอบนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยแจ้งความเอาผิดกับอดีตพนักงานของบริษัท 2 ราย ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ภายหลังอดีตพนักงานของบริษัทเนชั่นฯ นำเพจเฟซบุ๊กข่าวของรายการที่บริษัทในเครือเนชั่นเป็นเจ้าของ ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับอดีตลูกจ้างที่ได้ลาออก ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หลังจากมีการเข้าเพจเฟซบุ๊กของบริษัท 3 เพจ แล้วดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย

 

11.เว็ปไซต์ "rainmaker" รายงานเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ว่า สยามโพสต์ ได้ออกเปิดเผยว่า ไทยรัฐอยู่ในระหว่างส่งรายชื่อพนักงานที่กำลังจะถูกจ้างออกให้แก่ผู้บริหาร โดยมีจำนวนถึง 50% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด โดยหลังมีการเจรจาระหว่างผู้บริหารและพนักงานเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา

 


]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ Tue, 30 Jun 2020 04:01:05 +0000
สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-31 พ.ค.2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5404--1-31-2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5404--1-31-2563  

 

สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-31 พ.ค.2563

 

1.เว็ปไซต์ "เนชั่นสุดสัปดาห์" รายงาน กรณีองค์กรนักข่าวไร้พรมแดน Reporters sans frontieres : RSF เปิดเผยดัชนีเสรีภาพสื่อมวลชนประจำปี 2563 พบอันดับไทยร่วงจาก 136 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ในอันดับ 140 ในปีนี้ จากทั้งหมด 180 ประเทศ ถึงแม้จะมาจากการเลือกตั้ง แต่สถานการณ์ในรัฐบาลปัจจุบัน ยังเหมือนกับช่วงเป็นรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร โดย RSF ระบุว่า การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของไทย มีแนวโน้มที่จะถูกตอบโต้อย่างรุนแรงผ่านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมขณะที่กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ให้อำนาจกับฝ่ายรัฐและทำให้เกิดภัยคุกคามทางออนไลน์

 

นอกจากนี้เมื่อเดือนธันวาคมปี 2562 ยังมีผู้สื่อข่าวถูกตัดสินจำคุก หลังนำเสนอข่าวคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย นอกเหนือจากกรณีชาวต่างชาติทั้งจีน กัมพูชา และเวียดนาม ที่วิจารณ์รัฐบาลในบ้านเกิดแล้วหลบหนีมาอยู่ในประเทศไทย ถูกเจ้าหน้าที่จากประเทศเหล่านั้นตามเข้ามาจับกุมกลับไปประเทศต้นทางได้ สำหรับ 10 ประเทศสื่อมวลชนมีเสรีภาพสูงสุด ประกอบด้วย 1.นอร์เวย์ 2.ฟินแลนด์ 3.เดนมาร์ก 4.สวีเดน 5.เนเธอร์แลนด์ 6.จาไมกา 7.คอสตาริกา 8.สวิตเซอร์แลนด์ 9.นิวซีแลนด์ 10.โปรตุเกส

 

ขณะที่ 10 ประเทศเสรีภาพสื่อย่ำแย่สุด ประกอบด้วย 1.เกาหลีเหนือ 2.เติร์กเมนิสถาน 3.เอริเทรีย 4.จีน 5.จิบูติ 6.เวียดนาม 7.ซีเรีย 8.อิหร่าน 9.ลาว 10.คิวบา ส่วนประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น พบว่ามาเลเซียเป็นประเทศที่มีอันดับเสรีภาพสื่อดีที่สุดในภูมิภาคอยู่ในอันดับที่ 101 ของโลก ตามด้วยอินโดนีเซียที่อันดับ 119 ฟิลิปปินส์อันดับ 136 เมียนมา อันดับ 139 กัมพูชาอันดับ 144 บรูไนอันดับ 152 และสิงคโปร์อันดับ 158 ส่วนติมอร์-เลสเต ประเทศที่คาดว่า จะเข้าร่วมประชาคมอาเซียนในอนาคต มีเสรีภาพสื่ออยู่ในอันดับ 78 ของโลก

 

2.หนังสือพิมพ์ "เดลินิวส์" ไดเปิดช่องทางช่วยเหลือประชาชน ด้วยการเปิด "ตลาดนัดเดลินิวส์" และรับฝากร้าน เพื่อเป็นสื่อกลางนำเสนอข้อมูลข่าวสารการทำมาค้าขายในยามวิกฤติ ผ่านทางหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เว็บไซต์เดลินิวส์ และ Dailynews Live-TH โดยผู้ประกอบการร้านค้าสามารถส่งรายละเอียดมาได้ทาง อีเมล Taladnat@dailynews.co.th ขณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถส่งข้อมูลสินค้าและฝากร้าน ภายใต้เงื่อนไขผู้ซื้อและผู้ขายสามารถติดต่อได้โดยตรง และเลือกสินค้าได้ตามต้องการโดยเดลินิวส์เป็นสื่อกลางในการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น

 

3.เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" รายงานคณะรัฐมนตรี(ครม.) เลื่อนบังคับใช้ "พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" ออกไป 1 ปี ภายหลังรับทราบถึงความจำเป็นในการออก ร่างพระราชกฤษฎีกา ขยายเวลาการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (พรบ.คุ้มครองข้อมูลสวนบุคคล) ในหมวด 2 การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หมวด 3 สิทธิเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หมวด 5 การร้องเรียน หมวด 6 ความรับผิดทางแพ่ง หมวด 7 บทกำหนดโทษ  และความในมาตรา 95 และมาตรา 96 ออกไปอีก 1 ปี ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ

 

ขณะที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤฎีกา กำหนดหน่วยงานและกิจการ ที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2563 โดยมีบัญชีแนบท้ายบัญชีท้าย ระบุรายชื่อ 22 หน่วยงานผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล แต่ไม่อยู่ภายใต้บังคับ พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย 1.หน่วยงานรัฐ 2.หน่วยงานของรัฐต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ 3.มูลนิธิ สมาคม องค์กรศาสนา และองค์กรไม่แสวงหากำไร 4.กิจการด้านเกษตรกรรม 5.กิจการด้านอุตสาหกรรม 6.กิจการด้านพาณิชยกรรม 7.กิจการด้านการแพทย์และสาธารณสุข 8.กิจการด้านพลังงาน ไอน้ำ น้ำ และการกำจัดของเสีย รวมทั้งกิจการที่เกี่ยวข้อง 9.กิจการด้านการก่อสร้าง 10.กิจการด้านการซ่อมและการบำรุงรักษา 11.กิจการด้านการคมนาคม ขนส่ง และการเก็บสินค้า 12.กิจการด้านการท่องเที่ยว 13.กิจการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ และดิจิทัล 14.กิจการด้านการเงิน การธนาคาร และการประกันภัย 15.กิจการด้านอสังหาริมทรัพย์ 16.กิจการด้านประกอบวิชาชีพ 17.กิจการด้านการบริหารและบริการสนับสนุน 18.กิจการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชาการ สังคมสงเคราะห์ และศิลปะ 19.กิจการด้านการศึกษา 20.กิจการด้านความบันเทิงและนันทนาการ 21.กิจการด้านการรักษาความปลอดภัย 22.กิจการในครัวเรือนและวิสาหกิจชุมชน ซึ่งไม่สามารถจำแนกกิจกรรมได้อย่างชัดเจน

 

4.เว็ปไซต์ "โพสต์ทูเดย์" รายงานความเคลื่อนไหวของเฟซบุ๊กยอมรับจากสถานการณ์โควิดระบาด ทำความสามารถตรวจสอบคอนเทนต์ลดลง มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊ก ออกมายอมรับว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบความเหมาะสมของคอนเทนต์ลดลง ทั้งนี้ ในช่วงกลางเดือนมี.ค. เฟซบุ๊กได้ตัดสินใจปลดผู้ตรวจสอบดูแลเนื้อหาของแพลตฟอร์มบางส่วน ส่งผลให้จำนวนของผู้ที่ดูแลเนื้อหาคอนเทนต์ลดลง โดยนับตั้งแต่เดือนม.ค.-มี.ค. เฟซบุ๊กสามารถตรวจสอบเนื้อหาได้เพียง 2.3 ล้านคอนเทนต์ ซึ่งลดลง 26% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

 

5.เว็ปไซต์ "กรุงเทพธุรกิจ" รายงานข่าวโลกทวิตเตอร์ในไทยพากันฮือฮา เมื่อทวิตเตอร์ได้เปิดตัว @TwitterThailand แอคเคาท์ทวิตเตอร์ประเทศไทยอย่างเป็นทางการแบบ 2 ภาษาเมื่อวันที่ 13 พ.ค.2563 พร้อมพิมพ์ข้อความว่า "สวัสดีครับ ประเทศไทย" และติดแฮชแท็ก #สวัสดีทวิตเตอร์

 

6.เว็ปไซต์ "ส่องสื่อ" รายงานหัวข้อข่าว "ไทยทีวีสีช่อง 3 ขาดทุนตั้งแต่ไตรมาสแรก! ยอดขาดทุนมากกว่า 300 ล้าน – เหตุจากโควิด-19 ทำพิษอุตสาหกรรมสื่อไทย" โดยพบว่าบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2563 โดยตัวเลขสะท้อนสถานการณ์เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ผลประกอบการในไตรมาสที่ 1/2563 ออกมาว่าบริษัทฯ มีรายได้ทั้งหมดอยู่ที่ 1,647 ล้านบาท แบ่งรายได้เป็นรายได้จากค่าโฆษณา 1,399 ล้านบาท รายได้จากการใช้ลิขสิทธิ์ 219 ล้านบาท รายได้จากการจัดคอนเสิร์ต 6 ล้านบาท รายได้จากการขายสินค้า 10 ล้านบาท และรายได้อื่นๆ 10 ล้านบาท โดยมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 41 ล้านบาท

 

เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่มีงบประมาณอยู่ 1,975 ล้านบาท ก็ส่งผลให้บริษัทขาดทุนรวมอยู่ที่ 305 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายมีการลดลงร้อยละ 12.6 จากไตรมาสเดียวกันในปี 2562 โดยผลกระทบที่ทำให้รายได้ลดลงเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากกำลังซื้อของเอเจนซีและผู้บริโภคที่ลดลง อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อหลายมิติของธุรกิจในบริษัทฯ ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงคอนเสิร์ตไม่ได้ การถ่ายทำละครที่ต้องเลื่อนออกไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

 

7. เว็ปไซต์ "ส่องสื่อ" รายงานหัวข้อ "บางกอกโพสต์ ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี ขาดทุนกว่า 94 ล้านบาท!" โดยบริษัท บางกอก โพสต์ จำกัด (มหาชน) ที่ล่าสุดประกาศผลประกอบการในไตรมาสที่ 1/2563 ที่ผ่านมา มีผลประกอบการขาดทุนมากถึง 94 ล้านบาท โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 109 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ที่มาจากธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ที่ 79 ล้านบาท และธุรกิจรับจ้างผลิตรายการทางโทรทัศน์อยู่ที่ 10 ล้านบาท (ปัจจุบันมีบริษัท โพสต์ ทีวี จำกัด และบริษัท มัชรูม กรุ๊ป จำกัดดูแลส่วนงานนี้) นอกจากนี้ยังมีรายได้ส่วนอื่น ๆ เข้ามาอีกด้วย โดยอยู่ที่ 20 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2562 ทำให้สัดส่วนรายได้ลดลงถึงเกือบ 100 ล้าน

 

เหตุผลที่ "บางกอกโพสต์" ขาดทุนมากถึง 94 ล้านบาท ก็หลีกเลี่ยงผลกระทบจากโควิด-19 โดยบริษัทได้ระบุในคำอธิบายผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2563 ไว้ด้วยว่า “บริษัทฯ มีการปรับตัวด้านการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและแข่งขันกับคู่แข่งทางการตลาดและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

8.เว็ปไซต์ "ส่องสื่อ" รายงานหัวข้อ "อมรินทร์ กรุ๊ป ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก ขาดทุน 20 ล้าน!" โดยอมรินทร์ กรุ๊ป ประกาศผลประกอบการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในไตรมาสที่ 1/2563 มีผลประกอบการที่ขาดทุนไป 20 ล้านบาท โดยมีรายได้ทั้งหมดอยู่ที่ 699.87 ล้านบาท โดยแบ่งรายได้มาจากธุรกิจโทรทัศน์ช่องอมรินทร์ ทีวี หมายเลข 34 เป็นจำนวน 271 ล้านบาท ถ้าเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2562 มีรายได้เพิ่มขึ้น 62 ล้านบาท ทำให้ส่วนนี้ได้กำไรอยู่ที่ 2 ล้านบาท รายได้จากธุรกิจรับจัดงานและโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ มีรายได้อยู่ที่ 120 ล้านบาท มีกำไรอยู่ที่ 8 ล้านบาท และรายได้จากการจัดจำหน่ายหนังสือ มีรายได้อยู่ที่ 393 ล้านบาท ขาดทุนอยู่ที่ 29 ล้านบาท ทำให้เมื่อรวมกันจึงขาดทุน 20 ล้านบาท

 

9.เว็ปไซต์ "ส่องสื่อ" รายงานหัวข้อ "เวิร์คพอยท์ยังแกร่ง โควิด-19 ทำอะไรเขาไม่ได้เลย! กำไรไตรมาสที่ 1/2563 ฟาดไป 44 ล้านบาท" โดยบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2563 ยังสามารถทำกำไรประจำงวดไปได้อยู่ที่ 44 ล้านบาท ซึ่งรายได้แบ่งออกเป็น รายได้จากธุรกิจโทรทัศน์อยู่ที่ 480 ล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 173 ล้านบาท รายได้ส่วนนี้ลดลงจากปีที่แล้วอยู่ที่ 54 ล้านบาทโดยประมาณ ในขณะที่รายได้จากธุรกิจคอนเสิร์ตและละครเวทีในไตรมาสนี้อยู่ที่ 11 ล้านบาท ขาดทุนไป 131,000 บาท จากปี 2562 ที่ได้กำไรอยู่ที่ 5 ล้านบาท และมีรายได้อยู่ที่ 15 ล้านบาท รายได้ส่วนต่อมาคือรายได้จากรับจ้างจัดงานซึ่งได้รายได้อยู่ที่ 26 ล้านบาท มีกำไรอยู่ที่ 6 ล้านบาท และส่วนสุดท้ายคือการขายสินค้า มีรายได้ที่รับรู้อยู่ที่ 86 ล้านบาท กำไรอยู่ที่ 77 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้มาจาก 1346 Hello Shop

 

10.เว็ปไซต์ "ส่องสื่อ" รายงานหัวข้อ "เนชั่นทีวี ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2563 ขาดทุน 18 ล้านบาท!" โดยเนชั่นทีวี ประกาศผลประกอบการประจำงวดที่ 1/2563 รอบ 3 เดือนมีรายได้รวมทั้งหมด 218 ล้านบาท ขาดทุน 22 ล้านบาท ซึ่งรายได้รวม 218 ล้านบาท แบ่งตามหมวดหมู่รายได้ออกมาเป็น รายได้จากการขายโฆษณาจากสถานีโทรทัศน์ “เนชั่นทีวี ช่อง 22” เป็นรายได้ทั้งหมด 96.84 ล้านบาท รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ 96.64 ล้านบาท รายได้จากการนำเที่ยว 12.86 ล้านบาท และสุดท้ายคือรายได้จากสื่อรูปแบบใหม่ รวมทั้งหมด 4.72 ล้านบาท ทำให้มียอดขาดทุนประจำงวดอยู่ที่ 18 ล้านบาท

 

11.เว็ปไซต์ "ส่องสื่อ" รายงานหัวข้อ "มติชน ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2563 ขาดทุนไปทั้งหมด 10 ล้านบาท" โดยบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงผลประกอบการในไตรมาสที่ 1/2563 มีผลประกอบการขาดทุนประจำงวดอยู่ที่ 10.22  ล้านบาท และมีรายได้ทั้งหมดอยู่ที่ 155 ล้านบาท โดยรายได้หลักยังคงเป็นธุรกิจโฆษณาและจำหน่ายสิ่งพิมพ์ ทั้งนี้ มติชนได้รายงานเพิ่มเติมในเอกสารทางการเงิน โดยจำแนกรายได้ต่างๆ สำหรับบริษัทฯ ซึ่งประกอบไปด้วย ธุรกิจโฆษณาและจำหน่ายสิ่งพิมพ์ มีรายได้อยู่ที่ 184 ล้านบาท กำไรจากส่วนงานนี้ 40 ล้านบาท รายได้ส่วนต่อมาคือการอบรมวิชาชีพ มีรายได้อยู่ที่ 2 ล้านบาท และมีกำไรขั้นต้นจากธุรกิจนี้ 877,000 บาท และรายได้จากการรับจ้างจัดงาน มีรายได้อยู่ที่ 1.26 ล้านบาท มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 1.25 ล้านบาท แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมไปถึงต้นทุนการให้บริการด้วย ทำให้ผลประกอบการมีการขาดทุนอยู่ที่ 10.22 ล้านบาท และเมื่อรวมกับกำไรขาดทุนจากภาษีเงินได้ ทำให้รวมกันขาดทุนมากกว่า 21.99 ล้านบาท

 

12. เว็ปไซต์ "ส่องสื่อ" รายงานท"เปิดผลประกอบการปี 2562 ช่อง 7 รายได้หด-กำไรหาย 200 ล้านบาท" โดยช่อง 7 ได้เปิดผลประกอบการของปี 2562 ออกมา ส่งผลทำให้ช่อง 7 กำไรหายไปมากถึง 200 ล้านบาท ซึ่งรายได้ของช่อง 7 หรือบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ประจำปี 2562 ปรากฏว่ามีรายได้หลักลดลงประมาณ 590 ล้านบาท โดยทำรายได้หลักอยู่ที่ 4,061,962,001.16 บาท จากปี 2561 ที่ทำรายได้หลักอยู่ที่ 4,651,935,328.37 บาท ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 4,832,284,761.14 บาท จากปี 2561 ที่ทำรายได้รวมอยู่ที่ 5,750,071,504.31 บาท ลดลงไปประมาณ 918 ล้านบาท

 

13.เว็ปไซต์ "จุดประกาย" จากกรุงเทพธุรกิจ เปิดรายงานพิเศษเรื่อง "อนาคต 'สื่อ' ท่ามกลางโควิด –19" โดยนำข้อมูลจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA วิเคราะห์อนาคตสื่อในสถานการณ์โควิด-19 ปัจจัยการปรับตัวครั้งสำคัญท่ามกลางการแข่งขัน และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์มหาชน) หรือ NIA ได้เผยว่า จากภาวะวิกฤตและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ “สื่อและสื่อมวลชน” ถือว่าเป็นตัวกลางสำคัญที่จะช่วยส่งต่อข่าวสาร รวมไปถึงข้อมูลที่ประชาชนจำเป็นต้องรู้ โดยสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ นับว่ามีผลกระทบต่อการรายงานข่าวของสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะด้านรูปแบบ เทคนิค และวิธีการนำเสนอ เนื่องจากต้องมีทั้งข้อมูลเชิงลึกทางสถิติและองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ต้องรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และเข้าใจได้ง่าย เน้นสร้างความเข้าใจมากกว่าความตระหนกให้สังคม จึงจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้เสพข่าวในยุคปัจจุบัน หนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ชัดเจนคือสื่อขนาดใหญ่จะเหลือน้อยลง นายทุนจำป็นต้องอาศัยโอกาสนี้ในการลดขนาดบริษัท ลดจำนวนพนักงาน และหันมาทำสื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากนี้ทุกคนจะได้เห็นสำนักข่าวออนไลน์เพิ่มขึ้นกว่าที่ผ่านมา ในส่วนของรายได้ทั้งหมดอยู่ที่ 605 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วที่ได้ 678 ล้านบาทอยู่ที่ 73 ล้านบาท

 

14.เว็ปไซต์ "positioningmag" รายงานตัวเลขสื่อโฆษณาส่อติดลบ 15-20% หนักสุดเป็นประวัติการณ์ จากวิกฤต COVID-19 ทำให้ทุกธุรกิจต่างหยุดชะงัก ทำให้สื่อโฆษณาก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยมีเดีย อินเทลลิเจนซ์ ได้เปิดเผยตัวเลขงบสื่อโฆษณาในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 มีตัวเลขลดลง 6.02% มีมูลค่า 19,892 ล้านบาท มีการคาดการณ์ว่าทั้งปี้จะมีมูลค่างบสื่อโฆษณาทั้งหมด 77,124 ล้านบาท หดลงมากถึง 15-20% จากปีก่อน โดยที่งบโฆษณาทางทีวีจะเหลือเพียงแค่ 40,000 ล้านบาท

 

15.เว็ปไซต์ "มติชนออนไลน์" ได้เปิดเผยผลประกอบการ 1/2563 โดยน.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการสำหรับงวด 3 เดือนแรกของปี 2563 สิ้นสุด 31 มีนาคม 2563 ของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ว่า บริษัทมียอดรายได้จากการขายและการให้บริการ รวม 155.41 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 28.16 ล้านบาท หรือ 15.34% มียอดต้นทุนขายและการให้บริการ 111.47 ล้านบาท ลดลง 22.40 ล้านบาท คิดเป็น 16.73%

บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการลดลง รวมถึงต้นทุนขายและการให้บริการลดลงสัมพันธ์กัน อัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 1/2563 และ 2562 เท่ากับ 28.27% และ 27.08% ตามลำดับใกล้เคียงกัน แต่ในส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ ทำให้ผลประกอบการรวมสำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุด 31 มีนาคม 2563 บริษัทมีผลขาดทุนสำหรับงวดเท่ากับ 10.23 ล้านบาท ขณะที่งวดเดียวกันของปีก่อนขาดทุนสำหรับงวด 7.59 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่รายได้ลดลงเป็นผลจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ประกอบกับรัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้ลดการจัดกิจกรรมต่างๆ ทำให้บริษัทไม่สามารถจัดกิจกรรมหารายได้จากการอบรมหรือสัมมนาตามปกติได้

 

16.เว็ปไซต์ "marketeeronline" ได้รายงาน "พฤติกรรมคนไทยเข้าถึงข่าวบนโลกออนไลน์อย่างไร" โดยในงาน Webinar สัมมนาออนไลน์หัวข้อ Master Advertising Sales in 2020 โดย Google และ Anymind เปิดเผยผลวิจัยของ Google ที่จับมือกับ Kantar สำรวจพฤติกรรมการรับข่าวสารออนไลน์ของคนไทยในช่วงปีที่ผ่านมาพบว่า 92% อ่าน/ชมข่าวออนไลน์อย่างน้อย 1 ข่าวต่อวัน เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงสุดในเอเชียแปซิฟิก และเท่ากับอินโดนีเซีย ออสเตรเลียมีอัตราการอ่าน/ชมข่าวต่ำสุดเพียง 80% ส่วนค่าเฉลี่ยเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 89% นอกจากนี้คนไทยชอบรับข่าวหลากหลายประเภท โดยเฉลี่ย 1 คนอ่านข่าวมากถึง 7.4 ประเภทด้วยกัน และเป็นความสนใจในประเภทข่าวที่มากกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียแปซิฟิก ที่มีค่าเฉลี่ย 7.2 ประเภท โดยประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีการอ่านข่าวหลากประเภทที่สุด ด้วยค่าเฉลี่ย 7.9 ประเภท ญี่ปุ่นต่ำสุด 6.3 ประเภท

 

ทั้งนี้ ข่าวที่คนไทยให้ความสนใจสูงสุดได้แก่ 1.ข่าวในประเทศ 2.ข่าวเศรษฐกิจ 3.ข่าวการเมือง 4.ข่าวบันเทิง 5.ข่าวเทคโนโลยี และคนไทย 81% มองว่าการอ่านข่าว/ชมข่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ทราบถึงความเคลื่อนไหวต่าง ๆ และ 54% เห็นความสำคัญข่าวที่กระทบต่อสังคมกับคนหมู่มาก

 

ส่วนการตัดสินใจอ่าน/ชมข่าวของคนไทย จะอ่าน/ชมข่าวจากสำนักข่าวที่รายงานข่าวที่ทันเหตุการณ์ ความเป็นกลาง ความมีชื่อเสียงของสำนักข่าว และความมีชื่อเสียงของผู้อ่านข่าว ในส่วนของการอ่านข่าวออนไลน์คนไทยยังคงนิยมอ่านข่าวจากเฟซบุ๊กเป็นหลักมากถึง 70% รองลงมาได้แก่ยูทูบ 64% ไลน์ 59% เมื่อมองไปที่ความชอบของแพลตฟอร์มในการรับข่าวสารพบว่า 76% ชอบอ่านข่าวที่เป็น Text และ รูป โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิยมอ่านข่าวในรูปแบบ Text และรูปในข่าวประเภทความคิดเห็น (Opinion) ถึง 56% ข่าวเศรษฐกิจ 50% ข่าวในประเทศ 49% อีก 62% ชอบชมข่าวในรูปแบบวิดีโอ ภาพเคลื่อนไหวการชมข่าวในรูปแบบวิดีโอ ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมชมข่าวที่เป็นข่าวกีฬา 46% ข่าวเทคโนโลยี 38% ข่าวสิ่งแวดล้อม 37% ส่วนช่องทางที่นิยมชมข่าวในรูปแบบวิดีโอคือ ยูทูบ และแพลตฟอร์มวิดีโอแชร์ริ่งอื่นๆ 77% โซเชียลมีเดีย 70% เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันของช่องทีวี 49%

 

17.เว็ปไซต์ "ไทยโพสต์" รายงานข่าว "โทษหนัก เมียนมาจำคุก2ปี บก.ออนไลน์แพร่ข่าวปลอมโควิด-19" โดยศาลเมียนมาพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี บรรณาธิการสำนักข่าวออนไลน์โทษฐานเผยแพร่ข้อมูลเท็จ จากการรายงานว่ามีผู้ป่วยโรคโควิด-19 เสียชีวิตที่รัฐกะเหรี่ยง แต่กลับกลายเป็นข่าวปลอม ซึ่ง "ซอว์ เย เธ็ท" บรรณาธิการสำนักข่าวออนไลน์ แด พยอ (Dae Pyaw) โดนตำรวจจับกุมตัวเมื่อวันที่ 13 พ.ค.วันเดียวกับที่สำนักข่าวของเขาเผยแพร่บทความที่มีความผิดพลาด ระบุว่ามีผู้ป่วยโรคโควิด-19 เสียชีวิต 1 รายที่รัฐกะเหรี่ยง ทั้งนี้ ศาลไต่สวนความผิดในคดีนี้ของเขา ซึ่งเป็นกระบวนการดำเนินคดีที่รวดเร็วผิดปกติในเมียนมา ที่ส่วนใหญ่จะคุมขังผู้ต้องสงสัยในเรือนจำหลายเดือนก่อนศาลตัดสินคดี

 

ขณะที่ "เมียน ทูซาร์ มอ" ทนายความของบรรณาธิการผู้นี้ เผยว่า ศาลรัฐกะเหรี่ยงตัดสินจำคุกบรรณาธิการซอว์ 2 ปีจากความผิดตามกฎหมายมาตรา 505 (บี) กฎหมายมาตรานี้ของเมียนมาโดนวิจารณ์อย่างหนักเนื่องจากเป็นกฎหมายที่ใช้ถ้อยคำคลุมเครือ ส่วนใหญ่เอาไว้ใช้ดำเนินคดีกับผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหว ในข้อหาสร้างความกลัวหรือความแตกตื่นต่อสังคม โดย "พิว พิว วิน" ภรรยาของซอว์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีว่า จะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินที่ไม่เป็นธรรมของศาล

 

18.เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" รายงาน “เครือเนชั่น-พันธมิตร” ร่วมแบ่งปันน้ำใจ ช่วยเหลือสังคมในโครงการ “ตู้เนชั่นปันน้ำใจ” มอบถุงปันสุขทุกวัน เป็นเวลา 10 วัน บรรเทาผลกระทบโควิด-19 โดยเปิดโครงการ “ตู้เนชั่นปันน้ำใจ” ขึ้นเพื่อแบ่งปันสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมี "ฉาย บุนนาค" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในการเปิดโครงการฯ และมอบถุงยังชีพให้ประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนโดยการแบ่งปันน้ำใจไปสู่ชุมชนบริเวณใกล้เคียง

 

19.เว็ปไซต์ "คมชัดลึกออนไลน์" รายงานว่าหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ฉบับวันที่ 24 พฤษภาคม 2563 อุทิศหน้า 1 ตีพิมพ์ชื่อผู้เสียชีวิต จากไวรัสโรคโควิด-19 โดยหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ฉบับนี้ ตีพิมพ์รายชื่อของผู้เสียชีวิตจำนวน 1,000 รายในสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งพาดหัวว่า “ความสูญเสียเหลือคณานับ” โดยหนังสือพิมพ์ชี้แจงว่า “ผู้เสียชีวิตทั้ง 1,000 ราย ในรายชื่อตรงนี้สะท้อนจำนวนเพียงร้อยละ 1 ของยอดทั้งหมดเท่านั้น”

 

20.เว็ปไซต์ "marketingoops" รายงานโฆษณาในสหรัฐฯ ลดลง เพราะกลัวภาพลักษณ์แบรนด์เสีย เนื่องจากการรายงานข่าวสถานการณ์ COVID-19 โดยการสำรวจของหลายๆ สื่อกลับพบว่า หลายแบรนด์โดยเฉพาะแบรนด์ใหญ่ๆ ตัดสินใจไม่ซื้อโฆษณาด้วยเหตุผลว่า การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ COVID-19 สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับแบรนด์ ซึ่งกลายเป็นสาเหตุหลักของแบรนด์ใหญ่ในการตัดสินใจไม่ซื้อโฆษณา ส่วนการเติบโตของโฆษณาทั่วโลกในปีนี้มีการปรับตัวลดลงราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท ตามที่บริษัทวิจัยตลาด eMarketer มีการประเมิน นอกจากนี้การเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาในประเทศจีนยังเติบโตเพียง 8.4% เอเจนซี่โฆษณาและบริษัทที่เกี่ยงข้องด้านโฆษณาพยายามชี้ให้แบรนด์เห็นว่า การไม่ลงโฆษณาด้วยเหตุผลด้านภาพลักษณ์ จะทำให้แบรนด์ไม่สามารถเข้าถึงผู้อ่านและผู้ติดตามได้ในช่วงนี้

 

21.เว็ปไซต์ "มติชน" รายงานเนชั่น แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ขาย ‘คมชัดลึก’ 70 ล้านบาท ให้เนชั่น! ‘สนธิญาณ’ ลาออก โดยเว็บไซต์ nationtv ได้เผยแพร่ข่าวว่า นางวรางคณา กัลยาณประดิษฐ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งปรเทศไทย(ตลท.)ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ อนุมัติการขายธุรกิจและเครื่องหมายการค้า “คมชัดลึก” มูลค่ารวม 70 ล้านบาท ให้ บริษัท เนชั่น บอรดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC สำหรับเงินที่ได้จากการขาย “คมชัดลึก” ดังกล่าว จะนำไปชำระหนี้ทางการค้าเพื่อลดความเสี่ยง จากการฟ้องร้องดำเนินคดีจากเจ้าหนี้การค้าที่เกี่ยวข้อง และยังช่วยให้บริษัทมีโครงสร้างทางการเงินที่ดีขึ้น

 

นอกจากนี้บริษัทรับทราบ NBC จะเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัท กรีน เน็ต 1282 จำกัด (GNET)จากบริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS และภาระหนี้คงค้างพร้อมดอกเบี้ยตามหนังสือรับสภาพหนี้ รวมเป็นมูลค่า 250 ล้านบาท โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.63 ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวยังระบุถึง นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ได้ลาออกจากกรรมการ และรองประธานกรรมการคนที่ 2 มีผลตั้งแต่ 1 มิ.ย.63

 

22.เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" รายงานหัวข้อข่าว "เชือดนิ่มๆ "ทรัมป์"ลงนามคำสั่งทบทวนกฎหมายคุ้มครองโซเชียลมีเดีย" โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษเพื่อสั่งการให้คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐ (FCC) ดำเนินการทบทวนเนื้อหาในมาตรา 230 ของกฎหมาย "Communications Decency Act" ซึ่งเป็นกฎหมายที่ช่วยให้แพลตฟอร์มออนไลนได้รับการยกเว้นจากพันธกรณีทางกฎหมายในกรณีที่ผู้ใช้งานโพสต์ข้อความต่าง ๆ ลงบนแพลตฟอร์ม คำสั่งดังกล่าวจะให้อำนาจ FCC ในการจัดการกับบริษัทโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวสารที่มีเนื้อหา "หลอกลวง" และยังสามารถจัดตั้งคณะทำงานของอัยการรัฐ เพื่อทำการทบทวนกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังสั่งการให้นายวิลเลียม บาร์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ ติดตามความคืบหน้าในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวกับบริษัทโซเชียลมีเดีย

สื่อต่างประเทศระบุว่า การลงนามในคำสั่งดังกล่าวมีขึ้นเนื่องจากทรัมป์ไม่พอใจการกระทำของทวิตเตอร์ ที่ขึ้นแถบข้อความเตือนเกี่ยวกับข่าวปลอมหรือ "เฟคนิวส์" ใต้ทวีตของเขาจำนวน 2 ทวีตเมื่อวันอังคารที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นมาตรการใหม่ของทวิตเตอร์ โซเชียลมีเดียชื่อดัง ที่ต้องการตรวจสอบและป้องกันการแพร่กระจายข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องต่างๆ

 

23.เว็ปไซต์ "กรุงเทพธุรกิจ" รายงานหัวข้อข่าว เดือดไม่เลิก นักข่าว CNN ถูกจับเหตุประท้วงผิวสีมินนิโซตา โดยนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ของสหรัฐ ออกมาขอโทษเหตุตำรวจจับนักข่าว 3 คนของ CNN ขณะออกอากาศสด พร้อมเรียกร้องให้มีการยุติความรุนแรงจากการประท้วงของประชาชนที่ไม่พอใจต่อการกระทำของตำรวจต่อชาวผิวสี เป็นเหตุการณ์ตำรวจมินนิโซตาจับกุมตัวนายโอมาร์ จิมิเนซ นักข่าวซีเอ็นเอ็น ซึ่งเป็นชาวผิวสี ขณะกำลังทำข่าวการประท้วงของประชาชนในรัฐมินนิโซตา โดยไม่มีการแจ้งเหตุผล พร้อมกับใส่กุญแจมือนายจิมิเนซ และทีมงานอีก 2 ราย แต่นายจิมิเนซและทีมงานได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา ภายหลังถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 1 ชั่วโมง

 

24.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประกาศคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในการประชุมครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2563 ที่ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์เป็นประธาน พร้อมด้วยนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รองประธานกรรมการกองทุนฯ ร่วมพิจารณาผลการคัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ แทนนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ผู้จัดการกองทุนฯ คนปัจจุบันที่กำลังจะครบวาระในวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ที่ประชุมจึงมีมติแต่งตั้ง นางวรินรำไพ ปุณย์ธนารีย์ รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทนผู้จัดการกองทุนฯ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไป จนกว่าผู้จัดการคนใหม่ จะเข้ารับตำแหน่ง

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ Mon, 01 Jun 2020 09:50:03 +0000
จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชน เรื่อง การนำเสนอข่าวกรณีหญิงนำเด็กมาหาประโยชน์ https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5398-2020-05-26-08-47-37 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5398-2020-05-26-08-47-37

 

จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชน

เรื่อง การนำเสนอข่าวกรณีหญิงนำเด็กมาหาประโยชน์

ตามที่มีสื่อมวลชนหลายแขนงนำเสนอข่าว “แม่ปุ๊ก” ที่แสดงตัวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว วัย 29 ปี มีลูกน้อย 2 คน อายุ 2 ขวบและ 4 ขวบ ซึ่งอ้างว่าป่วยเป็นโรคประหลาด และได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความเพื่อหลอกให้คนซื้อสินค้าและขอรับเงินบริจาค จนมีประชาชนหลงเชื่อจำนวนมาก อย่างไรก็ตามพบว่าข่าวที่ปรากฏในหลายสื่อมีการเปิดเผยชื่อของเด็ก ซึ่งแม้ว่าจะเป็นชื่อเล่นแต่ก็อาจนำไปสู่การที่ทำให้คนในชุมชนหรือแม้แต่สาธารณชนทราบถึงตัวตนของเด็กและอาจมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเด็กในอนาคต

 

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ในฐานะองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน มีความเห็นร่วมกันว่า เพื่อให้การดำเนินงานของสื่อมวลชนเป็นไปตามหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และแนวทางการปฏิบัติงานของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวเด็ก และเยาวชน จึงขอความร่วมมือมายังสื่อมวลชนทั้งที่เป็นสมาชิก และไม่ได้เป็นสมาชิก เพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้

 

1. งดเว้นการเปิดเผยชื่อ ชื่อสกุล ภูมิลำเนาที่อยู่ของเด็ก รวมทั้งชื่อ ชื่อสกุล และภูมิลำเนาที่อยู่ของบิดา มารดา หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก รวมทั้งสิ่งที่ทำให้รู้หรือสามารถรู้ถึงตัวเด็กได้ โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียงเกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก

 

2. ขอให้องค์กรสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวบนช่องทางออนไลน์ ลบข่าวหรือลบชื่อเด็กรวมถึงรายละเอียดอื่นๆ ที่สามารถทำให้สาธารณชนรวมถึงผู้เกี่ยวข้องต่างๆ สามารถทราบถึงอัตลักษณ์ของเด็ก ออกจากระบบฐานข้อมูลข่าวและพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทาง เพื่อมิให้สามารถเข้าถึงได้ในอนาคต

 

3. ยุติการนำเสนอข่าวดังกล่าวในประเด็นที่จะกระทบกระเทือนต่อจิตใจและการอยู่ร่วมในสังคมของเด็กในระยะยาว และหากจำเป็นต้องเสนอข่าว ขอให้นำเสนอข่าวเฉพาะในส่วนที่เป็นความคืบหน้าทางคดีที่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น

 

องค์กรวิชาชีพสื่อทั้ง 5 องค์กร หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือด้วยดีจากสื่อมวลชนทุกแขนง เพื่อให้การทำหน้าที่สื่อมวลชนเป็นไปตามกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ เคารพกฎหมาย ตลอดจนยึดมั่นในหลักสิทธิเด็ก และเยาวชนโดยเคร่งครัดต่อไป

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

26 พฤษภาคม 2563

 

 

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ Tue, 26 May 2020 08:37:46 +0000
สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-30 เม.ย.2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5387--1-30-2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5387--1-30-2563

 

สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-30 เม.ย.2563


1.เว็ปไซต์ "ไทยรัฐออนไลน์" รายงานว่าแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊กประกาศใช้งบ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท ช่วยธุรกิจสื่อในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ที่ได้รับผลกระทบเพราะโควิด-19 จากผลกระทบที่กำลังลุกลามไปทั่วโลกในระบบเศรษฐกิจที่เจ็บสาหัส ธุรกิจต่างงดลงทุน และประหยัดงบประมาณ สิ่งหนึ่งที่ลดกันมากที่สุดคือ งบโฆษณา โดยเฉพาะที่เจอหนักขึ้นอีกคือสื่อสิ่งพิมพ์ ทำให้เฟซบุ๊กประกาศให้งบเร่งด่วน 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับสื่อ 50 องค์กรในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ส่วนอีก 75 ล้านเหรียญสหรัฐฯนั้นเป็นงบช่วยด้านการตลาดกับสื่อทั่วโลก โดยในสถานการณ์โควิด-19 ระบาดทั่วโลก เฟซบุ๊ก ได้ประกาศให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ เป็นระยะ ตั้งแต่การเป็นแพลตฟอร์ม ศูนย์ข่าวโควิด-19 การบริจาคหน้ากากอนามัย การลดความละเอียดในการสตรีมมิ่งวิดีโอ เพื่อให้พื้นที่เครือข่ายสื่อสารสำหรับการใช้งานที่จำเป็น

2.เว็ปไซต์ "แนวหน้า" รายงานว่า เมื่อวันที่ 2 เม.ย. เว็บไซต์ นสพ.The Sydney Morning Herald ซึ่งเป็นสื่อท้องถิ่นเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เสนอข่าว 'Vital to communities': Government urged to save regional media outlets ระบุว่า พรรคแรงงานและพรรคกรีน 2 พรรคร่วมฝ่ายค้านในรัฐสภาออสเตรเลีย เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือธุรกิจสื่อมวลชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยรายได้จากโฆษณาหายไปจำนวนมาก

โดยมิเชลล์ โรว์แลนด์ (Michelle Rowland) ส.ส.พรรคแรงงาน ในฐานะโฆษกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง ไมเคิล แม็คคอร์แม็ค (Michael McCormack) รองนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้รัฐบาลอนุญาตให้สื่อระดับท้องถิ่นเข้าถึงองทุน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท เพราะสื่อมวลชนระดับท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประชาธิปไตยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกระดับของรัฐและสังคม


ขณะที่ซาราห์ แฮนสัน-ยัง (Sarah Hanson-Young) สว.พรรคกรีน เรียกร้องให้รัฐบาลอนุญาตให้สื่อท้องถิ่นเข้าถึงกองทุนสำหรับผู้จัดพิมพ์เพื่อลดความเสี่ยงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นต้องปิดตัวลง ที่ผ่านมามีหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เช่น The Bunyip, Sunraysia Daily และ Barrier Daily Truth ต้องปลดพนักงานและปิดตัวลงอย่างไม่มีกำหนด


ด้านไมเคิล มิลเลอร์ (Michael Miller) ประธานบริหาร News Corp Australasia ยอมรับไม่มั่นใจที่สื่อสิ่งพิมพ์ท้องถิ่นจะกลับมาได้ทั้งหมดหลังจากเข้าสู่ยุคดิจิทัลในช่วงโรคระบาด แต่จะทำอย่างเต็มที่เพื่อลดผลกระทบให้มากที่สุด ถึงกระนั้นก็ต้องเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพด้วย และเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายเก็บเงินกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์อย่าง Facebook หรือ google ที่เผยแพร่เนื้อหาจากสำนักข่าวต่างๆ เพราะไม่มั่นใจว่ามาตรการภาคสมัครใจจะมีผลเนื่องจากความไม่สมดุลระหว่างผู้ให้บริการยักษ์ใหญ่กับสื่อดั้งเดิม  
ส่วนพอล เฟล็ชเชอร์ (Paul Fletcher) รัฐมนตรีด้านการสื่อสารออสเตรเลีย กล่าวว่า วิกฤติไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสื่อท้องถิ่นซึ่งเชื่อมโยงกับเม็ดเงินโฆษณาจากผู้ประกอบการธุรกิจในท้องถิ่น โดยเรียกร้องให้ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์มีความโปร่งใสมากขึ้น แต่ยืนยันยังใช้มาตรการเชิงสมัครใจ โดยงบประมาณช่วยเหลือด้านค่าจ้างจำนวน 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 4.3 ล้านล้านบาท ที่ออกมาเพื่อพยุงผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ไม่ให้เลิกจ้างพนักงาน


3.เว็ปไซต์ "คมชัดลึกออนไลน์" รายงานไทยพีบีเอส ออกประกาศพบพนักงานติดเชื้อโควิด-19 โดยรองศาสตราจารย์วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อํานวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ThaiPBS) ออกประกาศเรื่องพบพนักงานติดเชื้อโควิด-19 หลังจากที่ได้รับการยืนยันผลการตรวจจากแพทย์ที่โรงพยาบาลรามคําแหง และพนักงานคนดังกล่าวได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวิภารามชัยปราการ จ.สมุทรปราการแล้ว โดยสํานักบริหารได้ทําการพ่นยาฆ่าเชื้อโรคที่ได้มาตรฐานการป้องกันและควบคุมโรค ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ของ ส.ส.ท.ไปแล้วทุกอาคาร และได้พ่นยาเพิ่มเติมในทุกสํานักและอาคารอย่างต่อเนื่องทั้งในวันธรรมดาและวันหยุดสลับหมุนเวียนกันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

4.เว็ปไซต์ "เดลินิวส์ออนไลน์" รายงานกรณีหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ปีที่ 19 ฉบับที่ 6605 ลงวันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ.2563 ได้ตีพิมพ์ประกาศยุติการพิมพ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึก มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มีเนื้อหาระบุถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารได้เปลี่ยนแปลงไป สื่อสิ่งพิมพ์ได้รับความนิยมน้อยลง ประชาชนหันไปบริโภคข่าวสารผ่านสื่อดิจิทัล สื่อทางเลือกและสื่อโซเชียลแทนทำให้ได้รับผลกระทบ อันเนื่องมาจากธุรกิจโฆษณาได้เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภค จากต้นทุนในการผลิตหนังสือพิมพ์สูงขึ้น ขณะที่รายได้จากโฆษณาถูกแบ่งถูกแชร์ไปยังสื่ออื่น กองบรรณาธิการคมชัดลึกเป็นองค์กรนำร่องในการทรานส์ฟอร์มไปสู่สื่อดิจิทัล โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าเราจะทรานส์ฟอร์มสื่อกระดาษหรือออฟไลน์ไปสู่สื่อดิจิทัล หรือออนไลน์ 100% ภายในกลางปีนี้
แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดจากปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นสถานการณ์ที่นอกเหนือจากการวางแผน และเป็นสถานการณ์ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนอ่าน และธุรกิจโฆษณา เดิมคนอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลงเรื่อยๆ แต่เมื่อโควิดเข้ามา ทำให้แผงหนังสือปิด คนอ่านไม่กล้าเดินไปซื้อหนังสือ นี่คือตัวเร่งอีกปัจจัยหนึ่ง โดยไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ทำให้ตัดสินใจที่จะทรานส์ฟอร์ม นสพ.คมชัดลึกไปสู่ คมชัดลึกออนไลน์และสื่อดิจิทัลในเครือเร็วกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้


5.เว็ปไซต์ "ส่องสื่อ" ได้รายงานสกู๊ปข่าวหัวข้อ "สี่พระยาการพิมพ์ : ขาลงของหนังสือพิมพ์ที่เดลินิวส์ต้องปรับตัวให้ทัน" โดยมีเนื้อหาความเป็นมาของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เป็นหนังสือพิมพ์ที่มี บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด เป็นเจ้าของ และมีประชา เหตระกูล เป็นบรรณาธิการบริหาร โดยมีจำนวนพิมพ์ปัจจุบันที่ 900,000 ฉบับ โดยเริ่มพิมพ์ในชื่อ เดลิเมล์วันจันทร์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2493 และต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น เดลินิวส์ ในวันที่ 22 มกราคม 2522 และใช้ชื่อนี้จนถึงปัจจุบัน

เดลินิวส์ได้เริ่มมีการปรับตัว โดยได้นำเสนอข่าวผ่านเว็บไซต์ของเดลินิวส์เป็นช่องทางเพิ่มเติม และที่ผ่านมาเดลินิวส์ก็รับโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ มากขึ้น โดยก่อนหน้านี้เดลินิวส์ได้กระโจนเข้าสู่ธุรกิจทีวีอย่างการเปิดตัว “เดลินิวส์ ทีวี” ซึ่งหลังจากแปลงเป็นทีวีดิจิทัลแล้วก็ได้มีการแยกตัวออกจากเดลินิวส์อย่างถาวร เนื่องจากการบริหารไม่ตรงกันนั่นเอง แต่เดลินิวส์ในช่วงปีที่ผ่านมา มีรายได้ที่ลดลงลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในปี 2561 มีรายได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และส่งผลทำให้ในปีนั้นไม่ได้กำไร และขาดทุนนับเป็นจำนวนกว่า 22 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2559 มีรายได้มากกว่าหลักพันล้านบาท และมีกำไรมากกว่าร้อยล้านบาท
แต่ปัจจุบันสื่อสิ่งพิมพ์เริ่มมีจำนวนคนอ่านน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันออนไลน์กำลังเข้ามาแทนที่ และยังใช้พื้นที่บนหน้าหนังสือพิมพ์ให้มีโฆษณามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำ Cover Ads หรือแม้กระทั่งการใช้พื้นที่บนโลก Social Media ให้คุ้มค่ามากกว่าเดิมด้วยการขายพื้นที่โฆษณาอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลทำให้สามารถพอกอบกู้รายได้มาได้บ้าง แต่เดลินิวส์ก็ยังมีจุดอ่อนที่ยังคงเป็นการทำงานที่ต้องใช้องค์กรขนาดใหญ่ รวมไปถึงการที่ใช้พื้นที่โฆษณาที่ยังำไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่ สิ่งที่เดลินิวส์อาจจะทำได้ในตอนนี้คือ การรุกออนไลน์ให้แตกต่างมากขึ้น รวมไปถึงการวิเคราะห์แบรนด์ให้ตรงกับจุดของผู้อ่านมากขึ้น



6.เว็ปไซต์ "ส่องสื่อ" ยังรายงานถึงกรณี "ไทยพีบีเอส" ปรับรูปแบบการนำเสนอข่าว รับมือสถานการณ์ระบาด COVID-19 รายงานข่าวจากที่บ้าน Live from Home โดยไทยพีบีเอสเตรียมความพร้อมปรับรูปแบบการนำเสนอข่าว ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของสถานีไทยพีบีเอส ที่ให้พนักงาน Work from Home โดยลดจำนวนผู้ประกาศข่าวลง ปรับให้เป็นการรายงานข่าว และวิเคราะห์ข่าว ผ่านระบบ 4G ถ่ายทอดสดตรงจากบ้านผู้ประกาศข่าวสู่สายตาผู้ชม
สำหรับการรายงานข่าวจากบ้าน Live from Home ไทยพีบีเอสจะเริ่มในข่าวภาคค่ำ เบื้องต้นจะลดจำนวนผู้ประกาศที่อยู่ในสตูดิโอให้เหลือเพียง 1 คน และอีก 1 คนจะรายงานสดจากบ้าน สามารถ ติดตามข่าวค่ำมิติใหม่ทั่วไทย ได้ทุกวันจันทร์ -ศุกร์ เวลา 18.50-20.30 น. วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 18.02-20.15 น. และติดตามทุกเรื่องราว COVID-19 ไขทุกข้อข้อใจ เตรียมความพร้อมให้คนไทย ปรับการใช้ชีวิตให้อยู่ได้ อยู่เป็น ในภาวะวิกฤต COVID-19 ทางไทยพีบีเอสช่องหมายเลข 3 และ Covid19.thaipbs.or.th


7.เว็ปไซต์ "Rainmaker" รายงานกรณีบริษัท คมชัดลึก มีเดีย จำกัด ทำหนังสือเลิกจ้างถึงพนักงานบางส่วน สาเหตุเกิดจากไวรัสตัวนี้ได้สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศและการดำเนินธุรกิจของบริษัทอย่างรุนแรง จึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายลง โดยมีผลตั้งเเต่ 1 พ.ค.2563 และมีการจ่ายค่าชดเชย 10 เดือนตามกฎหมาย

โดยรายละเอียดภายในหนังสือระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศและการดำเนินธุรกิจของบริษัทอย่างรุนแรงโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้บริษัทประสบปัญหาทางการเงิน ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติและมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการของบริษัทในเครือทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งรวมถึงความจำเป็นในการเลิกจ้างพนักงานบางส่วนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของบริษัทลง เพื่อให้บริษัทมีโอกาสรอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ด้วยเหตุผลและความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ดังกล่าว บริษัทจึงจำเป็นต้องเลิกจ้าง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 และบริษัทยินดีที่จะจ่ายเงินค่าชดเชยจากการเลิกจ้างตามกฎหมาย จำนวน 10 เดือน


8.เพจที่ใช้ชื่อว่า "พื้นที่ปลอดภัย Disaster and Hazard" ได้โพสต์ข้อความหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ประเทศกรีก แถมหน้ากากอนามัยช่วงไวรัสโควิดกำลังระบาด โดยเป็นภาะจาก Twitter Andreou ได้โพสข้อความว่า "ปกติหนังสือพิมพ์แทบลอยด์กรีก จะมีของแถมทุกวันอาทิตย์... แต่วันนี้แถมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์

"Greek tabloids always include a little gift on Sundays. Usually a free DVD or a book or parts of a model you collect Today, it’s a surgical mask."


9.เว็ปไซต์ "thaipbs" รายงานว่าองค์กรได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่มีพันธกิจด้านเสริมสุขภาวะทางจิตอย่างกรมสุขภาพจิต และ สสส. ที่มีแผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตไว้อยู่แล้ว และด้วยการเป็นหน่วยงานที่ให้บริการสาธารณะเช่นเดียวกัน ร่วมผลิตรายการ บ้าน-พลัง-ใจ ผลักดันให้เกิดวิธีคิดใหม่ ปรับ New Normal ของการใช้ชีวิตในสังคม ให้มุ่งสู่การอยู่ร่วมกันแบบสมานฉันท์ เอาใจใส่ ประคับประคองทางสังคม (Social Cohesion) มีรูปแบบรายการจะเป็นการเล่าเรื่องผ่านครอบครัวที่เป็นตัวแทนของคนหลากหลายอาชีพทั่วประเทศ โดยร่วมกันเรียนรู้ปัญหา เรียนรู้จากกระบวนการตัดสินใจ การอยู่ร่วมกัน เรียนรู้ความรู้สึกซึ่งกันและกัน พร้อมที่จะเติบโตด้วยทัศนคติที่จะกลายเป็นต้นทุนชีวิตของคนในสังคม ติดตามชมรายการ “บ้าน-พลัง-ใจ” ทุกคืนวันเสาร์ เวลา 21.10 - 22.00 น. ทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 เริ่มตอนแรก วันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2563


10.เว็ปไซต์ positioningmag รายงานว่านายอริยะ พนมยงค์ ผู้บริหารที่ช่อง 3 ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ภายหลังกุมบังเหียนได้เพียงแค่ 1 ปี โดยที่ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) มีหนังสือแจ้งตลาดหลังทรัพย์ เรื่อง แจ้งกรรมการลาออกโดยในรายละเอียด บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ขอแจ้งว่า นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ ได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์ลาออกจากตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการ และกรรมการบริษัท เนื่องด้วยเหตุผลส่วนตัว มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 256311.เว็ปไซต์ "มติชน" รายงานว่ามติชนเตรียมประกาศปันผลหุ้น พ.ค.นี้ โดยน.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บมจ.มติชน แจ้งว่า ตามที่ บมจ.มติชน กำหนดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ครั้งที่ 1/2563 ในวันที่ 24 เม.ย.นั้น เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ด้วยเหตุนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันที่ 16 เม.ย.จึงมีมติอนุมัติดังนี้

1.เลื่อนประชุมสามัญผู้ถือหุ้นออกไปไม่มีกำหนด ซึ่งการเลื่อนดังกล่าวไม่กระทบกับการดำเนินงานของบริษัท กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการรับเงินปันผล ในวันที่ 7 พ.ค.2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พ.ค.2563
2.อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลประกอบการปี 2562 ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท โดยบริษัทกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการรับเงินปันผลในวันที่ 30 เม.ย.2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 พ.ค.2563 ซึ่งเงินปันผลดังกล่าวจ่ายจากกำไรสะสมที่เสียภาษีในอัตรา 23% ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืนได้


11.เว็ปไซต์ "ผู้จัดการออนไลน์" รายงานว่านางประพิณ รุจิรวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและธุรกิจ บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด เจ้าของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ได้ออกประกาศ เรื่อง "โครงการสมัครใจเกษียณอายุก่อนกำหนด" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างและการบริหารอัตรากำลังภายในองค์กรอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และเพื่อปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนทางบุคลากร และลดภาระค่าใช้จ่ายโดยรวมในระยะยาว

โดยพนักงานบริษัทฯ ทุกระดับ ที่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำ ที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ ให้ส่งรายชื่อพนักงานไปให้หัวหน้าฝ่าย เพื่อรวบรวมแล้วนำส่งมาที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ภายในวันที่ 31 พ.ค. เพื่อเสนอต่อบริษัทฯ ให้พิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติ และแจ้งผลการพิจารณาให้พนักงานที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ ทราบ ซึ่งจะได้รับเงินชดเชยตามอายุงาน ตั้งแต่วันที่เข้าทำงานกับบริษัทฯ จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 ในอัตราตั้งแต่ 30-400 วัน ขึ้นอยู่กับอายุงาน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีหลักการก็คือ บริษัทฯ จะพิจารณาเห็นชอบพนักงานที่ขอลาออกตามโครงการฯ นี้ เป็นความต้องการและสมัครใจร่วมกันทั้งสองฝ่ายระหว่างบริษัทฯ กับพนักงาน เป็นสิทธิฝ่ายเดียวของบริษัทฯ ในการอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้พนักงานลาออกตามโครงการ กรณีที่มีผู้เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาคัดเลือกตามเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่บริษัทฯ

พนักงานที่ได้รับการอนุมัติจากบริษัทฯ แล้ว จะยกเลิกการลาออกตามโครงการฯ ภายหลังไม่ได้ และต้องมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ พร้อมทั้งส่งมอบงานให้เรียบร้อยก่อนสิ้นสภาพการเป็นพนักงาน และบริษัทฯ จะไม่รับพนักงานที่ได้รับการอนุมัติเข้าร่วมโครงการฯ กลับเข้าทำงานในฐานะพนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทฯ อีก ทั้งนี้ พนักงานที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ที่ได้รับการพิจารณาอนุมัติ จะมีผลในวันที่ 1 ก.ค. 2563 และรับเงินค่าจ้างเดือนสุดท้ายพร้อมเงินชดเชยเป็นเช็ค ในวันที่ 30 มิ.ย. 2563


12.เว็ปไซต์ "ส่องสื่อ" รายงานว่า นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ลาออกจาก Business Today พร้อมทีมงานส่วนใหญ่ โดยนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ได้ให้สัมภาษณ์กับทางส่องสื่อว่า “ผมและทีมงานส่วนใหญ่ของ Business Today ขอขอบคุณพันธมิตรทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือผมและทีมงานในทุกๆ ด้าน จนสามารถพัฒนาแพลตฟอร์ม Business Today จนได้รับการตอบรับจากผู้อ่านในวงกว้าง และนับตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2563 ภารกิจในการจัดตั้งและพัฒนาแพลตฟอร์ม Business Today ของผมและทีมงานสิ้นสุดลงแล้ว”

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ Sun, 03 May 2020 13:56:46 +0000
สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-31 มี.ค.2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5370--1-31-2563 https://joomla.tja.or.th/media-center-surveillance-threats/5370--1-31-2563

 

สรุปสถานการณ์สื่อ ประจำวันที่ 1-31 มี.ค.2563

1.เว็ปไซต์ "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานถึงมติชนแจ้งผลประกอบการปี 2562 ขาดทุนบัญชี-กำไรจริง 35 ล้าน โดยนางสาวปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2562 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 38 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานจริง 35 ล้านบาท แต่เนื่องจากในรอบปี 2562 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการปรับโครงสร้างเงินเดือนพนักงานเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ใหม่ของบริษัทที่มุ่งสู่รูปแบบของสื่อดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจต่อเพื่อนพนักงานในการร่วมกันปรับตัวและฟันฝ่าอุปสรรคทางเศรษฐกิจในหลายปีที่ผ่านมา และตามมาตรฐานการบัญชีใหม่ กำหนดให้ต้องมีการคำนวณผลประโยชน์พนักงานตามหลักคณิตศาสตร์ทางบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 19 เรื่องผลประโยชน์พนักงาน จึงทำให้เกิดผลขาดทุนทางบัญชีสุทธิประมาณ 73 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ตัวเลขในงบกำไรขาดทุนออกมาติดลบตามจำนวนดังกล่าว เนื่องจากผลการดำเนินงานจริงมีกำไร บริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลผู้ถือหุ้น 0.10บาท/หุ้น โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พ.ค.2563

2.เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" รายงานว่า “ฉาย บุนนาค” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้บรรยายหัวข้อ Media disruption : How the media business must move towards Case study Nation จากการเกิดขึ้นของ 4G เมื่อปี 2014 และเกิดจุดเปลี่ยนของการประมูลทีวีดิจิทัล ทำให้คนใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น มาถึงปี 2020 มีคนใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 55 ล้านคน และจะเป็นเทรนด์ของโซเชียล แพลทฟอร์มอย่างแน่นอน ต่อไปทีวีดิจิทัลจะเกิดปัญหา เพราะคนจะใช้เป็น ทีวีอินเทอร์เน็ตแทน ส่วนการเกิดของ 5G จะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมีเดีย และจะเกิดผลดีกับกลุ่มอุตสาหกรรมมากกว่า โดยสัดส่วนออนไลน์โฆษณาโต 400% บริษัททำมีเดียเดิมๆ รายได้หายไป 300% ราคาหุ้นทุกตัว ดิ่งลงหมด หากมองประชากรไทยที่มีจำนวน 70 ล้านคน มีผู้ใช้โซเชียลมีเดีย 52 ล้านคน เป็นมือถือ 93 ล้านเบอร์ โซเชียลมีเดีย 525 ล้านบัญชี อยู่บนเน็ต 9 ชม.ต่อวัน เล่นโซเชียล 3  ชม.ต่อวัน นี่คือพฤติกรรมคนไทยในปัจจุบัน

ด้าน Branding เนชั่น อายุ 49 ปี โดยมีฐานเศรษฐกิจ 39 ปี กรุงเทพธุรกิจ 33ปี เนชั่นทีวี 20 ปี คมชัดลึก 19 ปี ทีนิวส์ 13 ปีและสปริงส์นิวส์ 10ปี แต่ละแบรนด์มีคอนเทนต์ต่างกัน ตามแต่ละเซ็กเมนต์ มีปริ้นซ์ ออนไลน์ ทีวี สื่อนอกบ้าน อวาคาบรอดเวย์ที่ เป็นพาร์ทเนอร์ โดยยุทธศาสตร์ 2020-2010 สิ่งที่ต้องทำ Set Mindset ที่ไม่ใช่บริษัทมีเดีย แต่เป็น Data Driven Organizationอนาคตจะพัฒนาไปสู่การใช้ดาต้าขับเคลื่อนธุรกิจ โมเดลธุรกิจเดิม B2B จะปรับเปลี่ยน ซื้อโฆษณาจะต้องวัด IRR ได้  อย่างทัวร์ หรือบริษัท แฮปปี้ ที่ขายโฮมช้อปปิ้ง วัดผลได้เลย  หากซื้อสล็อตเวลาจากเรา ยุทธศาสตร์ ต้องเพิ่มรายได้ จึงเป็น  B2C กลับสู่กลุ่มเป้าหมาย คอมมูนิตี้ อนาคตอาจจะติดตาม แต่ไทยชอบของฟรี ตั๋วอีเวนต์  สินค้า เป็นจุดมุ่งหมาย B2C ที่อยากเดินไป องค์กรข่าวเราไม่คาดหวัง งบรัฐ คนเข้าใจเนชั่น เข้าใจว่าได้งบรัฐมากน่าจะคิดอย่างนั้น แต่เนชั่นทีวี 45 ล้านบาทต่อเดือน งบรัฐไม่ถึง 1.5 ล้านบาท ดังนั้นธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยคอนเซ็ปต์การตลาดจริงๆ ไม่ใช่มาจากส่วนใดส่วนหนึ่ง เป้าหมายจะเหลือรายได้จากโฆษณาแค่ 40% แต่จะเป็น Non ad 60% และพัฒนาแพลทฟอร์มใหม่ๆเพิ่ม


3.เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" ได้รายงานถึงแถลงการณ์ร่วม 6 องค์กรวิชาชีพกรณีโคโรนาระบาด โดยมีเนื้อหาแถลงการณ์ จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ทำให้มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563 ให้การแพร่ระบาดจากโรคระบาด (Epidemic) เป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ของโลก (Pandemic) อย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้จัดตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19)” โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย 1.สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ 2.สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย 3.สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย 4.สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย 5.สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และ 6.สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวด้วยความห่วงใย จึงเสนอแนะและเรียกร้องมายังฝ่ายต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.ขอให้สื่อมวลชนทุกสำนักยึดมั่นจริยธรรม โดยนำเสนอข้อมูลช่าวสารตาม "แนวทางการปฏิบัติงานของสื่อมวลชนในภาวะวิกฤต" ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในสถานการณ์โรคและภัยสุขภาพ ที่อันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน ซึ่งระบุว่า “พึงระมัดระวังการสร้างความตื่นตระหนก จากการนำเสนอโดยการคาดเดา หรือไม่ได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หรือหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับสาเหตุการแพร่ระบาดของโรคหรือสถานการณ์ภัยสุขภาพ รวมถึงวิธีการป้องกัน แก้ไข และรักษา” เพื่อนำไปสู่การบรรเทาความเสียหายและคลี่คลายวิกฤตการณ์ นอกจากนี้ ต้องศึกษากฎหมาย ข้อกําหนด หรือข้อตกลงที่บังคับใช้ในภาวะวิกฤต เพื่อมิให้การปฏิบัติงานข่าวกระทบต่อประโยชน์หรือความปลอดภัยสาธารณะ

2.ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญและระมัดระวังเป็นพิเศษในการสื่อสารในภาวะวิกฤติ ในสถานการณ์ที่สังคมต้องการข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน เชื่อถือได้ ไม่เกิดความสับสน และสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินชีวิตและปฏิบัติตัว

3. ขอให้ผู้บริหารสำนักข่าวทุกสำนักให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของกองบรรณาธิการ ผู้สื่อข่าวที่จะต้องปฏิบัติงานข่าว ลงพื้นที่ทำข่าว รายงานข่าวในสถานการณ์โรคระบาด ด้วยการวางมาตรการตามกฎควบคุมโรค ประเมินความเสี่ยงของสถานที่ และต้องจัดหาอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยง ไม่ให้ต้องตกเป็นผู้ป่วยติดเชื้อเสียเอง

4.เว็ปไซต์ "เนชั่นสุดสัปดาห์" รายงานถึงกรณีเพจเนชั่นทีวี 22 ได้เผยแพร่แถลงการณ์ เนชั่นทีวี 22 กรณีพนักงานทำงานสัมผัสกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 สืบเนื่องจากการอัดคลิปเผยแพร่ข่าวผ่านอินสตาแกรมของ แมทธิว ดีน อดีตนักร้อง นักแสดง และพิธีกรชื่อดัง ว่าตนเองติดเชื้อ โควิด-19 โดยยืนยันจากผลตรวจของแพทย์อย่างเป็นทางการแล้วนั้น บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ "เนชั่นทีวี" ตรวจสอบพบว่า มีพนักงานฝ่ายข่าวของบริษัทร่วมทำงานใกล้ชิดกับบุคคลที่สัมผัส แมทธิว ดีน มาโดยตรง เมื่อได้ทราบข้อมูลเช่นนั้น ทางบริษัทก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งให้พนักงานฝ่ายข่าวและผู้เกี่ยวข้องหยุดงานไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อทันที พร้อมให้กักตัวสังเกตอาการที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน โดยได้มอบคู่มือการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องในช่วงสังเกตอาการ ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงสาธารณสุข ส่งให้พนักงานที่หยุดงานได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และให้รายงานความคืบหน้าผลการตรวจของแพทย์ ตลอดจนอาการต่างๆ ให้ผู้บังคับบัญชารับทราบทุกวัน

นอกจากนั้น เนชั่นทีวี ยังได้เพิ่มมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ด้วยการให้มีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค และทำความสะอาดสำนักงานทั้งชั้น รวมทั้งห้องสตูดิโอที่ใช้ออกอากาศ ตลอดจนให้ปิดทางเข้าออกสถานีเหลือเพียงช่องทางเดียว เพื่อคัดกรองอาการป่วยของพนักงานและผู้มาติดต่อเบื้องต้นทุกคนด้วยการวัดไข้ และล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนเข้าสถานี

5.เว็ปไซต์ "เนชั่นสุดสัปดาห์" รายงานกทม.ออกหลักเกณฑ์สัมภาษณ์ ผู้บริหาร กทม. ยืนห่าง 2 เมตร สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง ภายหลัง กทม.ได้แจ้งสื่อมวลชนถึงแนวทางขอความร่วมมือในการสัมภาษณ์ผู้บริหาร กทม.นอกเหนือจากการแถลงข่าวปกติ ดังนี้ 1.ขอให้ผู้บริหาร กทม. สัมภาษณ์ผ่านไมค์ที่สำนักงานประชาสัมพันธ์เตรียมไว้เท่านั้น  2.ขอให้มีระยะห่างระหว่างผู้ให้สัมภาษณ์ และผู้สื่อข่าวประมาณ 1-2 เมตร ตามหลักการปฏิบัติฯในช่วงนี้ 3.ขอความร่วมมือผู้สื่อข่าว สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยเจลทุกครั้งก่อนการสัมภาษณ์ โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จะจัดเตรียมเจลล้างมือไว้ให้

6.เว็ปไซต์ "ฐานเศรษฐกิจ" รายงานถึงมาตรการที่ทำเนียบรัฐบาลปรับรูปแบบการแถลงข่าวทั้งหมด เพื่อลดความเสี่ยงและลดระยะห่างในการแพร่เชื้อตามมาตรการของรัฐบาลที่ขอความร่วมมือกับคนไทยทั้งประเทศ โดยในส่วนของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ภายหลังการประชุมครม. จะแถลงที่ใต้ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เหมือนเดิม โดยจำกัดสื่อมวลชนและช่างภาพเข้าไปทำข่าวเพื่อลดความแออัด และใช้การถ่ายทอดสดทาง Facebook live อำนวยความสะดวกให้สื่อมวลชนที่ไม่ได้เข้าไป แต่ก็ยังสามารถฝากคำถามกับเจ้าหน้าที่ได้ตามปกติ

ส่วนการแถลงของศูนย์แถลงข่าวโควิดในเวลา 14.00 น. ก็เช่นเดียวกันทางช่อง NBT 2HD จะปรับเป็นสถานีแม่ข่าย COVID Channel จะเป็นแม่ข่ายในการแถลงข่าวจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิค ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะมีการแถลงเพียงแห่งเดียว  และเพื่อลดการแออัด การรวมตัวของผู้ของผู้สื่อข่าวและช่างภาพ ตามมาตรการรัฐบาล จึงขอความร่วมมือสื่อแต่ละสำนักไม่ต้องส่งผู้สื่อข่าว ช่างภาพไปทำข่าวเกี่ยวกับโควิคที่ทำเนียบรัฐบาล แต่สามารถ ดึงภาพจาก NBT ไปใช้ได้เลย  ส่วนภาพนิ่ง ทางกรมประชาสัมพันธ์และสำนักโฆษกจะแชร์ภาพและ infographic ในการแถลง ส่งให้ โดยจะส่ง link  ให้ทางนี้ หรือ ติดตามข้อมูลได้ที่ www.thaigov.go.th  หรือ FB ศูนย์ข้อมูล COVID19

โดยวางข้อกำหนดในการแถลงข่าวในตึกสันติไม่ตรีไว้ชัดเจนจึงขอปฏิบัติดังนี้ 1.ห้ามกล้องทีวีเข้าไปถ่าย เพื่อชีวิตของท่านเอง 2.สื่อเข้าไปนั่งฟังได้ เว้นระยะห่าง ตามเก้าอี้ที่จัดไว้ 3.ได้ตั้งไลน์ส่งคำถามไว้ หากใครมีคำถาม ให้ส่งมาในไลน์นั้น เจ้าหน้าที่จะดึงมาถามให้  4 สำนักโฆษกจะ Live ให้ และไม่ติดโลโก้ไทยคู่ฟ้า บนภาพ เพื่อความสบายใจทุกท่าน 5 ช่างภาพนิ่งจะถ่ายภาพให้ และนำลงเว็ปและเพจ  นอกจากนี้ สํานักโฆษก สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19)

สําหรับสื่อมวลชนที่เข้ามาปฏิบัติงานในทําเนียบรัฐบาล จำนวน 6 ข้อ 1.กําหนดจุดสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และผู้บริหาร จํานวน 3 จุด คือ 1.บริเวณหน้าตึกบัญชาการ 1 2.ตึกนารีสโมสร 3.ตึกสันติไมตรี 2.ห้ามสื่อมวลชน เดินตาม วิ่งตาม หรือรุมล้อม นายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรี เพื่อขอสัมภาษณ์ 3.ห้ามสื่อมวลชนเข้าตึกบัญชาการ ตึกสันติไมตรี ยกเว้นกรณีที่มีการเชิญ เข้าไปทําข่าวเป็นครั้งคราวไป 4.ขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้ประจําอยู่ในสถานที่ทํางานของสื่อมวลชน ที่จัดไว้ให้ทั้ง 3 แห่ง เป็นหลัก 5.สํานักโฆษกจะกําหนดจุดสําหรับการบันทึกภาพ และให้สื่อมวลชน บันทึกภาพในจุดที่กําหนดเท่านั้น

7.เว็ปไซต์ "ส่องสื่อ" รายงานถึงสถานการณ์โควิด-19 กับผลกระทบต่อวงการสื่อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยในหลายธุรกิจวงการสื่อมวลชนได้รับผลกระทบ อาทิ วิทยุ อสมท ประกาศพักการออกอากาศ FM99 เนื่องจากมีผู้จัดรายการวิทยุ FM99 Active Radio ของ อสมท ติดเชื้อโควิด-19 ส่งผลทำให้วันต่อมาทาง อสมท ต้องฉีดยาฆ่าเชื้อทั้งชั้นที่เป็นห้องจัดรายการวิทยุ และหลังจากนั้น อสมท จึงได้ออกมาตรการให้พนักงานที่อยู่ในภาวะเสี่ยง เฝ้าระวังการติดเชื้อด้วยการกักตัวที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน  และส่งผลต่อนื่องถึงการจัดรายการวิทยุ ทำให้มีความจำเป็นต้องพักการออกอากาศทุกรายการในสถานีวิทยุ FM99 เป็นเวลา 14 วัน และจะสามารถออกอากาศได้ปกติในวันที่ 30 มีนาคม 2563 เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป

ขณะที่ช่อง 3 ยกเลิกงานบอล – งดต้อนรับแขกวันเกิดช่องครบรอบปีที่ 50 ภายหลังในช่วงแรกช่อง 3 ได้มีการเตรียมงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งงาน "ตลาดนัดดารา พาเหรด" รวมไปถึงงานฟุตบอลประเพณีประจำปีอีกด้วย แต่จนแล้วจนรอด สถานการณ์เจ้าไวรัสร้ายตัวนี้ก็ไม่มีท่าทีที่เบาบางลง ช่อง 3 จึงจำใจต้องเลื่อนการจัดงานบอลประจำปีแบบไม่มีกำหนด และยกเลิกการจัดงานตลาดนัดดารา พาเหรด ที่เซ็นทรัล พลาซา ปิ่นเกล้าออกไปไม่มีกำหนด นอกจากนี้อมรินทร์ทีวี ถึงแม้จะยังไม่มีใครในสถานีที่ติดโควิด-19 แต่รายการต่างคนต่างคิดได้ยุติการออกอากาศชั่วคราว เนื่องจากเป็นการป้องกันแขกรับเชิญไม่ให้ติดไวรัสโควิด-19 จากการสัมผัสเชื้อ รวมไปถึงป้องกันพนักงานในสถานีเอง

นอกจากนี้ ช่อง 3 กำหนดนโยบายเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงาน จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้ประกาศ Work From Home โดยช่อง 3 ขอให้พนักงานที่ไม่มีความจำเป็นต้องทำงานที่สถานี ได้ทำงานที่บ้านเพื่อเป็นการลดการเดินทางออกนอกเคหสถาน โดยมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ระบบการทำงานที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ระหว่างบ้านและที่ทำงาน เพื่อให้ทุกส่วนงานยังคงปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถที่จะประชุมและติดต่อกันได้ตลอด มาตรการ Work from Home นี้ทำให้ลดการเดินทางไปในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เกิด Social Distance ที่ดี และลดความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อในระหว่างการเดินทางไปกลับที่ทำงาน รวมถึงช่อง 3 ยังได้จัดทำประกันสุขภาพโควิท-19 ขึ้นให้กับพนักงานและนักแสดงในกลุ่ม บีอีซีเวิลด์ โดยมีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี

ด้าน Workpoint News ร่วมกับนิเทศ จุฬาฯ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ Cleverse ร่วมพัฒนาเว็บไซต์ติดตามสถานการณ์โควิด-19 สำหรับติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่กำลังทวีความรุนแรงในขณะนี้ โดยภายในเว็บไซต์ประกอบไปด้วยความรู้เกี่ยวกับการป้องกันไวรัสร้ายตัวนี้ สถานการณ์ของไวรัสทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ คำเตือนต่าง ๆ สำหรับการเดินทางไปประเทศอื่น และความคืบหน้าเหตุการณ์ในรูปแบบไทม์ไลน์ โดยทุกท่านสามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://covid19.workpointnews.com/

8.เว็ปไซต์ "คมชัดลึก" รายงานว่า กระทรวงต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ แจ้งว่านักข่าวนิวยอร์กไทมส์  วอลล์สตรีทเจอร์นัล และวอชิงตันโพสต์ ที่ใบอนุญาตสื่อมวลชนจะหมดอายุในปีนี้ 2563 จะมีเวลา 10 วันในการส่งมอบบัตรสื่อคืน และจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในจีนแผ่นดินใหญ่ มาเก๊าหรือฮ่องกงอีกต่อไป  นอกจากนี้ สื่อทั้งสามสำนัก ตลอดจน วอยซ์ออฟอเมริกา และนิตยสารไทม์ ยังจะต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับทีมงาน การเงิน การปฏิบัติงาน และอสังหาริมทรัพย์ในจีน

กระทรวงต่างประเทศจีนระบุว่า นี่คือการตอบโต้ที่รัฐบาลวอชิงตัน ลดจำนวนบุคลากรที่อนุญาตให้ทำงานในสื่อของทางการจีนในสหรัฐได้ และตอบโต้ต่อการออกแบบสำนักข่าวเหล่านี้ใหม่ เป็น “foreign missions". ทีมงานในต่างประเทศหรือทูตของสหัรฐ ก่อนหน้านี้ สหรัฐตีตราสำนักข่าวจีน 5 แห่ง ได้แก่ ซินหัว ไชนา โกลบอล เทเลวิชัน เน็ตเวิร์ค  ไชนา เดลีย์ พีเพิลส์ เดลีย์ และไชนา เรดิโอ อินเตอร์เนชันแนล เป็นตัวแทนในต่างประเทศของจีนดังนั้น พนักงานของสื่อเหล่านี้ จะต้องอยู่ภายใต้กฎเดียวกับนักการทูตที่ประจำในสหรัฐ

นับจากวันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐอนุญาตให้สื่อทางการจีน คงจำนวนทีมงานลงได้สูงสุด 100 คน จาก160 คนในปัจจุบัน  แม้สหรัฐไม่ได้เนรเทศ 60 คนที่จะถูกตัดออก และหางานอื่นทำได้ แต่ก็คาดว่าพวกเขาคงจะต้องออกจากสหรัฐ ส่วนจีนสั่งตะเพิดนักข่าว 3 คนของ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล เมื่อเดือนที่แล้ว เป็นชาวอเมริกัน 2 คน ออสเตรเลีย 1 คน เป็นมาตรการที่ใช้กับสื่อต่างประเทศรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยปกติ บัตรสื่อในจีนจะมีอายุ 1 ปี และต้องอายุเป็นรายปี รัฐบาลปักกิ่งระบุว่าเพราะวอลล์สตรีเจอร์นัลไม่ยอมขอโทษกรณีพาดหัวบทแสดงทัศนะชิ้นหนึ่งออกแนวเหยียดชาติ ในช่วงที่จีนกำลังพยายามควบคุมไวรัสระบาดหนัก ว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย

9.เว็ปไซต์ "tvdigitalwatch" รายงานว่าช่อง 7 ได้ประกาศว่าจัดทำประกันคุ้มครองการติดเชื้อไวรัส COVID-19 สำหรับผู้บริหารและพนักงานของช่อง 7 ทุกคน โดยเป็นการทำประกันทำความคุ้มครองในระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ 18 มี.ค.63 – 17 มี.ค. 64 โดยได้รับความคุ้มครองในกรณีเจ็บป่วยร้ายแรง และ /หรือ เป็นเหตุให้เสียชีวิต 5 แสนบาท และมีวงเงินค่ารักษาพยาบาล 5 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังได้สิทธิพิเศษเพิ่มจากประกันอีกค่าย ที่ให้ความคุ้มครองถึง 15 เม.ย. 63 อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ เฉพาะพนักงานที่ได้บรรจุแล้ว ไม่รวมลูกจ้างประจำ

10.เพจ "จุลสารราชดำเนิน" รายงานถึงปรากฏการณ์หนังสือพิมพ์รายวัน 20 ฉบับในสหราชอาณาจักร วันศุกร์ที่ 20 มี.ค.2563 นัดพาดหัวเดียวกัน "When you are on your own, we are there with you" เรียกร้องให้ชุมชนรวมตัวกันเพื่อเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโคโรนาไวรัส ในการเปิดตัวแคมเปญ #ThereWithYou สร้างความมั่นใจแก่สาธารณชน โดยหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับได้เล่าถึงสถานการณ์เป็นอย่างไร รวมถึงบอกว่าถ้าต้องการความช่วยเหลือต้องไปที่ไหน พร้อมช่วยให้ข้อมูลที่เท็จจริงไม่ให้ประชาชนแตกตื่น และสู้ไปด้วยกัน

เว็ปไซต์ oxfordmail.co.uk รายงานว่า สำหรับแคมเปญ #ThereWithYou ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยข่าวอุตสาหกรรมสมาคมสื่อนิวส์ค็อคและสมาคมบรรณาธิการ โดย "โทบี แกรนวิลล์" ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากองบรรณาธิการข่าวนิวส์เควสท์ กล่าวว่า ในวันเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนที่ยากลำบากนี้ บทบาทของเราในการให้ข่าวสารข้อมูลที่สำคัญและเชื่อถือได้ เราต้องการทำส่วนของเราเพื่อสนับสนุนสมาชิกในชุมชนของเรา ขณะที่ "เจเรมี คลิฟฟอร์ด" หัวหน้าบรรณาธิการของ JPI Media กล่าวว่า ความต้องการข่าวสารและข้อมูลมีความสำคัญมากในช่วงวิกฤตครั้งนี้ ดังนั้นสื่อข่าวในท้องถิ่นคือกาวที่ผูกกับชุมชน และเราจะยังคงมีบทบาทในช่วงเวลาที่ท้าทายเหล่านี้ต่อไป

11.เว็ปไซต์ "rainmaker" รายงานว่า จากสถานการณ์ข่าวปลอมที่แพร่กระจายเร็วพอๆ กับไวรัส เฟซบุ๊กจึงเตรียมจะเพิ่มฟีเจอร์ COVID-19 Information Center หรือศูนย์บริการข่าวโควิด- 19 ที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันผู้ใช้สับสนจากข่าวปลอม โดยฟีเจอร์ดังกล่าวจะเป็นการรวบรวมข้อมูลจากองค์การอนามันโลก ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค และข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องจากสำนักข่าวหรือคนดังมานำเสนอ ผ่านการทำงานหลักๆ คือ เพิ่มการแจ้งข้อมูลเมื่อพบว่าผู้ใช้กำลังอ่านข่าวปลอม เฟซบุ๊กจะขึ้นข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมลิ้งค์ต้นฉบับ ขยายการแจ้งเตือนไปยังท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนได้อัปเดตข้อมูลที่สำคัญ   ซึ่งจะเปิดใช้งานที่สหรัฐฯ ก่อนและตามด้วยประเทศอื่นๆ ในลำดับถัดไป

12.เว็ปไซต์ "เดลินิวส์" รายงานหนังสือพิมพ์เดลินิวส์งดจัดงานครบรอบ 56 ปี เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19  มีการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น  เพื่อป้องกันการแพร่กระจายไวรัสโควิด-19 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ จึงของดจัดงานครบรอบ  56  ปี  ในวันที่  28  มีนาคม พ.ศ.2563

13.เพจ "จุลสารราชดำเนิน" รายงาน Business Today พักหลบไวรัส โดยในเพจ Business Today ได้แจ้งถึงผู้อ่านและผู้สนับสนุน จากสถานการณ์ปัจจุบันทำให้เราต้องตัดสินใจ และเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก ด้วยช่องทางการจัดจำหน่ายที่ถูกปิด และเงื่อนไขการทำงานที่ทุกๆ คนต้องปรับตัว ทำให้เราต้อง "พัก" การตีพิมพ์ Business Today เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือนทฉบับที่จะวางแผงที่ 28 มี.ค.2563 เป็นฉบับสุดท้ายก่อนจะพัก รายละเอียดต่างๆ อยู่ในภาพแล้ว แม้ส่วนสิ่งพิมพ์ต้องพัก แต่ส่วนอื่นๆ ยังคงทำงานอย่างขะมักเขม้น และเตรียมพบกัน Content ในรูปแบบใหม่ๆ และแตกต่างของ Business Today ต่อไป

14.เว็ปไซต์ "businesstoday" รายงานหัวข้อ ผู้ประกาศ Work from Home จากที่ แชนนอน บรีม ผู้ดำเนินรายการข่าวทางสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ นิวส์ (Fox New) โพสต์ภาพเบื้องหลังการทำงาน Work from Home ทางทวิตเตอร์ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในสหรัฐอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นมากที่สุดในโลกไปแล้ว โดยแชนนอน บรีม ได้ดำเนินรายการข่าว Fox News @ Night ซึ่งเป็นรายการช่วงไพร์มไทม์ ภายในห้องนอนของเธอ พร้อมช่างภาพ ช่างแสง รวมเธอด้วยก็เป็น 3 คน

ขณะที่เบน คอลลินส์ อดีตนาวิกโยธินสหรัฐ ปัจจุบันเป็นคอมเมนเตเตอร์ นโยบายต่างประเทศและความมั่นคง รวมถึงเป็นนักธุรกิจสายเทคโนโลยี ได้ทวีตตอบกลับแชนนอน บรีม ด้วยภาพให้สัมภาษณ์อยู่กับที่บ้านด้วยเช่นเดียวกัน ขณะที่ผู้ดำเนินรายการ แอนโทนี่ เมสัน ของสถานีโทรทัศน์ข่าว CSB ก็ต้องจัดรายการ “CBS This Morning” จากบ้าน เพราะเป็นผู้ที่เข้าข่ายได้รับเชื้อโควิด-19 จากคนในบ้าน ส่วนซาวาห์นาห์ กูธรี้ ผู้ประกาศข่าวรายการ TODAY ทางสถานีโทรทัศน์ NBC ต้องจัดรายการอยู่กับบ้าน เนื่องจากมีอาการเจ็บคอและจาม ดังนั้น เพื่อไม่ประมาทเธอก็เลยจัดรายการอยู่กับบ้านแทน

15. ล่าสุด เนชั่นกรุ๊ป ประกาศ มาตรการรองรับผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่อาจคาดหมายได้ว่า สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อใด เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศและการดําเนินธุรกิจของบริษัทฯ อย่างรุนแรงโดยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทําให้บริษัทฯ ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ดังนั้น เพื่อให้บริษัทฯ สามารถอยู่รอดต่อไปได้ ภายใต้สภาวะวิกฤติเช่นนี้ บริษัทฯ มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกําหนดมาตรการเพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาด ของเชื้อไวรัส COVID-19 ในครั้งนี้โดยเร่งด่วน โดยได้มอบหมายให้ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยธุรกิจนํามาตรการต่างๆ ไปปรับใช้ ตามความจําเป็นและเหมาะสม ดังต่อไปนี้

1. พิจารณาปรับลดเงินเดือนพนักงานทุกคนของแต่ละหน่วยธุรกิจ

2. ให้พนักงานลางานโดยไม่รับเงินค่าจ้าง (leave without pay) เป็นการชั่วคราว โดยพิจารณาค่าจ้างตามวันที่ปฏิบัติงานจริง

3. ให้ทุกหน่วยธุรกิจบริหารจัดการกําลังคนและปฏิบัติงานในเวลาทํางานปกติให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ให้มีการทํางานล่วงเวลา

4. ยกเลิกสวัสดิการต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการปฏิบัติงานโดยตรง เช่น ค่ารักษาพยาบาลของสมาชิกในครอบครัวของพนักงาน ค่าทันตกรรม ของขวัญบุตร ของขวัญสมรส ทุนช่วยเหลือการศึกษาบุตรของพนักงาน เป็นต้น 5. ยกเลิกค่าตอบแทนอื่นที่นอกเหนือจากเงินเดือนประจํา เช่น ค่าพาหนะ ค่าโทรศัพท์ ค่าตําแหน่ง ค่าประสบการณ์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ให้ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยธุรกิจนํามาตรการในข้อ 1-3 ไปปรับใช้กับหน่วยธุรกิจที่ตนเองรับผิดชอบตามความจําเป็น และเหมาะสม ส่วนมาตรการในข้อ 4-5 นั้น ให้มีผลบังคับใช้กับทุกหน่วยธุรกิจ อนึ่ง หากมีความจําเป็นอันไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ให้ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยธุรกิจสามารถใช้ดุลยพินิจเลิกจ้างพนักงานได้ โดยมอบหมายให้ผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยธุรกิจ จัดทําแผนการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวสําหรับหน่วยธุรกิจที่ตนเองรับผิดชอบและนําเสนอต่อประธานกรรมการบริหารเพื่อพิจารณา อนุมัติโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มาตรการเหล่านี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 เป็นต้นไป

อนึ่ง ในระหว่างที่พนักงานทุกคนร่วมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อความอยู่รอดของบริษัทฯ ในครั้งนี้ ผม ในฐานะประธาน กรรมการบริหาร ยินดีที่จะไม่รับเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ จากบริษัทฯ เพื่อให้บริษัทฯ สามารถจัดสรรผลประโยชน์ดังกล่าว ให้แก่พนักงานที่มีความจําเป็นต่อไป

บริษัทฯ ขอเรียนแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 คลี่คลายลง บริษัทฯ อาจจะ พิจารณายกเลิกหรือผ่อนคลายมาตรการข้างต้นเป็นลําดับ โดยจะประกาศให้ทราบต่อไป ลงชื่อนายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหาร  ประกาศ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563

]]>
peerapat_d@hotmail.com (กองบรรณาธิการเว็บ) ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ Fri, 03 Apr 2020 07:19:59 +0000